ผ่าดุลอำนาจตุลาการ วัส ติงสมิตร เจาะลึกมติ กกต. ท้าทายศาลฎีกา? สุ่มเสี่ยงล้ำเส้นอำนาจ

8 พฤศจิกายน 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เจาะลึกดุลยภาพแห่งอำนาจตุลาการ: เมื่อ กกต. ท้าทายขอบอำนาจศาลยุติธรรมผ่านศาลรัฐธรรมนูญ
การกระจายอำนาจตุลาการในประเทศไทยตามรัฐธรรมนูญ 2560 ได้แบ่งแยกหน้าที่และความเชี่ยวชาญของแต่ละศาลไว้อย่างชัดเจน แต่ในทางปฏิบัติ Dynamic ทางกฎหมายและการเมืองมักนำมาซึ่งข้อถกเถียงเรื่อง "ความเป็นที่สุด" ของอำนาจองค์กรอิสระอย่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กับการตรวจสอบโดยอำนาจศาล
1.โครงสร้างและขอบเขตอำนาจของ 4 ศาลตามรัฐธรรมนูญ
1)ศาลยุติธรรม: มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง ไม่ว่าจะเป็นคดีแพ่งหรือคดีอาญา เว้นแต่คดีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจของศาลอื่น (รัฐธรรมนูญ มาตรา 194)
2) ศาลปกครอง: มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีปกครองอันเนื่องมาจาก "การใช้อำนาจทางปกครอง" หรือ "การดำเนินกิจการทางปกครอง" แต่ ไม่รวมถึง การวินิจฉัยชี้ขาดขององค์กรอิสระซึ่งเป็นการใช้อำนาจโดยตรงตามรัฐธรรมนูญ (รัฐธรรมนูญ มาตรา 197)
3) ศาลทหาร: มีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาที่ผู้กระทำความผิดเป็นบุคคลซึ่งอยู่ในอำนาจศาลทหารและคดีอื่น
4) ศาลรัฐธรรมนูญ: มีหน้าที่และอำนาจหลักใน 3 ด้าน (รัฐธรรมนูญ มาตรา 210) ได้แก่:
• การตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายและร่างกฎหมาย (Constitutional Review)
• การพิจารณาวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของสภาผู้แทนราษฎร, วุฒิสภา, รัฐสภา, คณะรัฐมนตรี หรือองค์กรอิสระ
• หน้าที่และอำนาจอื่น ๆ ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติ
ข้อสังเกตสำคัญ: ศาลรัฐธรรมนูญ ไม่มีอำนาจ ในการพิจารณาหรือก้าวล่วงเขตอำนาจของศาลยุติธรรม ศาลปกครองและศาลทหาร ซึ่งมีกฎหมายบัญญัติไว้แล้ว
2. หลักเกณฑ์การวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล
เมื่อมีปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจระหว่างศาลยุติธรรม ศาลปกครอง และศาลทหาร รัฐธรรมนูญกำหนดให้อยู่ในอำนาจพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดของ คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล (มาตรา 192)โดยมีประธานศาลฎีกาเป็นประธานกรรมการ ประธานศาลปกครองสูงสุดและหัวหน้าสำนักตุลาการทหารเป็นกรรมการโดยตำแหน่ง รวมทั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอีก 4 คน (พ.ร.บ. ว่าด้วยการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล พ.ศ. 2542)
• กระบวนการเสนอปัญหาเพื่อวินิจฉัย:
เมื่อมีการฟ้องคดีต่อศาลใดและคู่ความฝ่ายที่ถูกฟ้องเห็นว่าคดีอยู่ในเขตอำนาจของอีกศาลหนึ่ง ต้องยื่นคำร้องต่อศาลที่รับฟ้องภายในกำหนดเวลา โดยศาลทั้งสองจะพิจารณาความเห็นเกี่ยวกับเขตอำนาจก่อน หากเห็นตรงกันก็ให้ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป หรือโอนคดีหรือจำหน่ายคดีตามกรณี แต่หากมีความเห็นขัดแย้งกัน ศาลที่ส่งความเห็นต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาด (มาตรา 10)
• ผลของการวินิจฉัยและหลักประกันความยุติธรรม:
คำวินิจฉัยของคณะกรรมการเกี่ยวกับเขตอำนาจศาลถือเป็นที่สุด (มาตรา 10 และ 11) ศาลที่รับฟ้องต้องดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไป หรือโอนคดีหรือจำหน่ายคดีตามคำวินิจฉัย โดยคำนึงถึงประโยชน์แห่งความยุติธรรม นอกจากนี้ กฎหมายยังให้อำนาจคณะกรรมการกำหนดแนวทางปฏิบัติในกรณีคำพิพากษาหรือคำสั่งถึงที่สุดของศาลต่างระบบขัดแย้งกันจนเกิดความไม่เป็นธรรม โดยคำวินิจฉัยดังกล่าวเป็นที่สุดเช่นกัน (มาตรา 14)
กล่าวโดยสรุป: กลไกนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดเส้นแบ่งเขตอำนาจระหว่างศาล ป้องกันการใช้อำนาจซ้ำซ้อนหรือปฏิเสธเขตอำนาจ และรักษาสิทธิของคู่ความให้ได้รับความยุติธรรมตามระบบศาลที่มีอำนาจตามกฎหมาย
3. ข้อแตกต่างสำคัญ: กรณีบทบัญญัติแห่งกฎหมายขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ (มาตรา 212)
กรณีความพยายามส่งเรื่องของ กกต. ข้างต้น มีความแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับกระบวนการตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา 212 ซึ่งเป็นเรื่องของ "กฎหมายขัดรัฐธรรมนูญ":
• เงื่อนไข: หากศาลยุติธรรมหรือศาลปกครองจะใช้บทบัญญัติแห่งกฎหมายบังคับแก่คดีใด แล้วศาลเห็นเอง หรือคู่ความโต้แย้งพร้อมเหตุผลว่า กฎหมายนั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ (มาตรา 5) โดยที่ยังไม่มีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญในส่วนนั้น
• กระบวนการ: ให้ศาลส่งความเห็นต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัย
• ผลระหว่างรอ: รัฐธรรมนูญกำหนดให้ศาล ดำเนินกระบวนพิจารณาต่อไปได้ แต่หากพิจารณาเสร็จ ศาลต้องรอการพิพากษาคดีไว้ชั่วคราว จนกว่าจะมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญว่า กฎหมายที่ศาลจะนำใช้นั้นขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่
4. บรรทัดฐานคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 14/2566: อำนาจ กกต. อะไร "ที่สุด" อะไร "ไม่ที่สุด"?
คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 14/2566 (ลงวันที่ 4 ตุลาคม 2566) ในคดีเลือกตั้งท้องถิ่นที่ กกต. เป็นผู้ร้อง ได้วางหลักการแบ่งแยกอำนาจและผลกระทบต่อสิทธิไว้ 3 ประเด็นดังนี้:
1)ประเด็นสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง: แม้ กกต. จะมีหน้าที่และอำนาจจัดการเลือกตั้ง แต่กฎหมายไม่ได้กำหนดให้การใช้อำนาจนี้ "เป็นที่สุด" เพราะส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพทางการเมืองของประชาชนโดยตรง ผู้ได้รับความเสียหายจึงยังมีสิทธิทางศาลเพื่อขอความคุ้มครองได้
2) ประเด็นการสั่งนับคะแนนใหม่/ออกเสียงลงคะแนนใหม่ (ก่อนประกาศผล): ศาลมองว่า ไม่ถึงกับเป็นการตัดสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้ใด และหากเปิดให้โต้แย้งทางศาลในระหว่างนั้น จะเกิดความล่าช้ากระทบต่อกรอบเวลาเลือกตั้ง ดังนั้น การสั่งนับ/ลงคะแนนใหม่ ก่อนประกาศผล จึงเป็นปฏิบัติหน้าที่อันเป็นที่สุดของ กกต.
3) ประเด็นการแบ่งเขตเลือกตั้ง: แม้จะเป็นอำนาจที่จำเป็นตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง (1) แต่รัฐธรรมนูญไม่ได้ระบุให้เป็นที่สุด อีกทั้งยังกระทบต่อความได้เปรียบเสียเปรียบทางการเมืองและความสะดวกของประชาชน หากเห็นว่าไม่ชอบด้วยกฎหมาย/ระเบียบ ย่อมใช้สิทธิทางศาลเพื่อตรวจสอบได้ การแบ่งเขตเลือกตั้งจึง "ไม่เป็นที่สุด"
อนึ่ง ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยความเป็นที่สุดหรือไม่เป็นที่สุดโดยอ้างรัฐธรรมนูญ มาตรา 224 วรรคหนึ่ง (1) (2) และ (6) ทั้งที่ไม่ปรากฏหลักเกณฑ์หรือข้อความเช่นนั้นในรัฐธรรมนูญ
5. มติ กกต. 2 พฤศจิกายน 2569: การยื่นเรื่องท้าทายอำนาจศาลฎีกา?
เมื่อวันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 กกต. ได้มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 210 (2) ใน 2 ประเด็นใหญ่เกี่ยวกับการเลือก สว.:
1)ประเด็นที่หนึ่ง: คำสั่งรับสมัครและประกาศรายชื่อผู้สมัครของผู้อำนวยการเลือกระดับอำเภอ จังหวัด และประเทศ ถือว่ามีความเป็นที่สุด ไม่อาจถูกตรวจสอบได้อีกหรือไม่? (เว้นแต่กรณีตามมาตรา 63 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2561 ที่ให้เป็นอำนาจศาลรัฐธรรมนูญหลังประกาศผล)
2) ประเด็นที่สอง: คำวินิจฉัยของ กกต. ตามมาตรา 60 วรรคสอง และมาตรา 62 แห่ง พ.ร.ป. สว. เป็นที่สุดหรือไม่? และไม่อาจยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อขอให้ทบทวนได้ใช่หรือไม่?
6. มุมมองและบทวิเคราะห์ทางกฎหมาย: ข้อจำกัดทางกฎหมายของการยื่นเรื่องและการแทรกแซงอำนาจศาลฎีกา
หากพิจารณาตามกรอบรัฐธรรมนูญ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2561 และบรรทัดฐานของศาลรัฐธรรมนูญที่ผ่านมา มีข้อสังเกตและวิเคราะห์ในทางกฎหมายดังนี้:
ประเด็นที่หนึ่ง (ความไม่เป็นที่สุดของคำสั่งรับสมัคร): ตามรัฐธรรมนูญ 2560 พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2561 และคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 14/2566 คำสั่งของผู้อำนวยการเลือกระดับอำเภอ ระดับจังหวัด และระดับประเทศ ที่ให้รับสมัครและประกาศรายชื่อผู้สมัครผู้ถูกร้อง (เช่น นายบัลลังค์ ศรีมงคล, นางวรรษมนต์ คุณแสน และนางทองเสียน วงษ์ประจันทร์) ไม่เป็นที่สุด จึงสามารถถูกตรวจสอบได้ เว้นแต่กรณีหลังประกาศผลการเลือก สว. ที่เกี่ยวกับคุณสมบัติหรือลักษณะต้องห้ามของผู้สมัคร จะเป็นอำนาจของศาลรัฐธรรมนูญ (ตามมาตรา 63)
ประเด็นที่สอง (ขอบเขตอำนาจศาลฎีกากับมติ กกต.): ก่อนประกาศผลการเลือก สว. คำวินิจฉัยของ กกต. ที่สั่งระงับสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของผู้สมัครเลือกเป็น สว. ไว้เป็นการชั่วคราวเป็นระยะเวลาไม่เกินหนึ่งปี (ตามมาตรา 60 วรรคหนึ่ง) และการให้ กกต. ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสิทธิเลือกตั้ง (ตามมาตรา 60 วรรคสอง แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2561)
ส่วนเมื่อประกาศผลการเลือก สว. แล้ว ถ้ามีการทุจริตในการเลือกการเลือกมิได้เป็นไปโดยสุจริตหรือเที่ยงธรรม มติของ กกต. ที่ให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาเพื่อสั่งให้เพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งหรือสิทธิเลือกตั้ง (ตามมาตรา 62)
ล้วนไม่เกี่ยวกับคดีที่ผู้สมัครเลือกเป็น สว. ไปยื่นคำร้องต่อศาลฎีกา และไม่มีกฎหมายใดบัญญัติให้คำวินิจฉัยของ กกต. ดังกล่าวเป็นที่สุด กกต. จึงไม่มีอำนาจที่จะยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้เข้ามาเปลี่ยนแปลงการพิจารณาพิพากษาคดีของศาลฎีกาในส่วนที่เกี่ยวเนื้อหาสาระของ พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว. พ.ศ. 2561 ได้
ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม หากศาลรัฐธรรมนูญรับเรื่องของ กกต. ไว้พิจารณา ศาลรัฐธรรมนูญก็ไม่มีอำนาจสั่งให้ศาลฎีกาหยุดพิจารณาคดี และไม่อาจออกคำวินิจฉัยเพื่อแทรกแซงหรือผูกพันการทำหน้าที่พิจารณาคดีของศาลฎีกาโดยตรงได้
บทสรุป
การแบ่งแยกอำนาจระหว่างองค์กรอิสระและองค์กรตุลาการ ถือเป็นหลักการพื้นฐานสำคัญในการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน การอ้างความเป็น "ที่สุด" ของอำนาจ กกต. โดยพยายามปิดช่องทางการตรวจสอบของศาลยุติธรรม (ศาลฎีกา) อาจขัดต่อเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญที่ต้องการให้ศาลเป็นที่พึ่งสุดท้ายในการอำนวยความยุติธรรมและคุ้มครองสิทธิทางการเมืองของประชาชนอย่างแท้จริง
วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
8/11/69
#ศาลยุติธรรม #ศาลฎีกา #ศาลปกครอง #ศาลทหาร #คณะกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดอำนาจหน้าที่ระหว่างศาล #เขตอำนาจศาล #ศาลรัฐธรรมนูญ #กกต #เลือกตั้งสว #กฎหมายการเมือง #รัฐธรรมนูญ2560 #ดุลยภาพแห่งอำนาจ #คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ #สิทธิการเลือกตั้ง #กฎหมายเลือกตั้ง #การตรวจสอบอำนาจรัฐ #นิติศาสตร์ #วิเคราะห์การเมือง #คดีเลือกตั้ง #ข่าวการเมือง #อธิปไตยทางตุลาการ #วัสติงสมิตร
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

