สหรัฐฯ ประกาศกร้าว! เตรียมคว่ำบาตรอิหร่าน รุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์

สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่านยังคงตึงเครียด หลัง สกอตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ประกาศว่า วอชิงตันเตรียมใช้มาตรการคว่ำบาตรต่ออิหร่านรุนแรงที่สุดในประวัติศาสตร์ พร้อมระบุว่าแรงกดดันทางเศรษฐกิจอาจช่วยลดความจำเป็นในการเปิดปฏิบัติการทางทหารครั้งใหญ่
คำประกาศดังกล่าวมีขึ้นหนึ่งวันหลัง ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ขู่ใช้มาตรการสงครามเศรษฐกิจ และเตือนประเทศใดก็ตามที่ให้ความช่วยเหลืออิหร่านในรูปแบบใดๆ จะต้องเผชิญผลกระทบทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง โดยเบสเซนต์ระบุว่า รัฐบาลสหรัฐฯ จะเปิดเผยรายละเอียดของมาตรการชุดใหม่ในสัปดาห์หน้า
ราคาน้ำมันในตลาดโลกปรับตัวขึ้นแตะระดับสูงสุดในรอบกว่า 3 สัปดาห์ หลังคำขู่ดังกล่าว เนื่องจากนักลงทุนกังวลว่ามาตรการกดดันอิหร่านอาจส่งผลต่อการส่งออกน้ำมันจากตะวันออกกลาง ขณะที่สงครามที่ดำเนินมานานเกือบ 6 เดือนทำให้น้ำมันหลายล้านบาร์เรลไม่สามารถเข้าสู่ตลาดได้ตามปกติ
เบสเซนต์ให้สัมภาษณ์กับ CNBC ว่า หากสหรัฐฯ ใช้มาตรการกดดันทางเศรษฐกิจในระดับสูงสุด ก็มีแนวโน้มว่าจะช่วยลดความจำเป็นในการกลับมาใช้กำลังทหารขนาดใหญ่ พร้อมย้ำว่าการคว่ำบาตรครั้งใหม่จะเป็นส่วนสำคัญของยุทธศาสตร์กดดันอิหร่าน
ความขัดแย้งครั้งนี้ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตหลายพันราย และขยายวงไปถึงประเทศต่างๆ ในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย อีกทั้งสร้างความผันผวนให้ตลาดโลก หลังอิหร่านแสดงศักยภาพในการจำกัดการเดินเรือผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญสำหรับการขนส่งน้ำมันโลก
ก่อนหน้านี้ สหรัฐฯ และอิหร่านเคยประกาศข้อตกลงหยุดยิงมาแล้ว 2 ครั้งในเดือนเมษายนและมิถุนายน เพื่อฟื้นฟูเสรีภาพในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซและปูทางสู่การยุติสงคราม แต่ข้อตกลงทั้งสองครั้งล่มลงอย่างรวดเร็ว
กระทรวงการต่างประเทศอิหร่านออกมาประณามมาตรการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและการค้าของสหรัฐฯ โดยเรียกว่าเป็น “การก่อการร้ายทางเศรษฐกิจ” พร้อมยืนยันว่าแรงกดดันจากสหรัฐฯ จะไม่ทำให้ชาวอิหร่านลังเลในการปกป้องเอกราช ศักดิ์ศรี และอธิปไตยของประเทศ
เบสเซนต์ระบุว่า เขาจะเปิดเผยรายละเอียดของมาตรการคว่ำบาตรชุดใหม่ในการแถลงข่าววันจันทร์ รวมถึงอธิบายว่าสหรัฐฯ จะดำเนินการอย่างไรต่ออิหร่าน
เขายังกล่าวถึงมาตรการปิดล้อมทางทะเลของสหรัฐฯ ต่ออิหร่าน ซึ่งเริ่มขึ้นในเดือนเมษายนและหยุดชั่วคราวเป็นเวลาหนึ่งเดือนในช่วงกลางเดือนมิถุนายน โดยระบุว่า มาตรการปิดล้อมและการคว่ำบาตรครั้งใหม่จะเป็น “หมัดหนึ่ง-สอง” ที่เพิ่มแรงกดดันต่อรัฐบาลอิหร่าน
อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกจับตาคือ จีน ซึ่งเป็นผู้ซื้อน้ำมันอิหร่านรายใหญ่ โดยข้อมูลปี 2025 จากบริษัทวิเคราะห์ Kpler ระบุว่า จีนรับซื้อน้ำมันที่อิหร่านส่งออกมากกว่า 80%
เบสเซนต์ถูกถามว่าสหรัฐฯ อาจดำเนินมาตรการกับจีนจากการทำธุรกิจกับอิหร่านหรือไม่ แต่เขาระบุว่า การพูดคุยในหลายประเด็นควรดำเนินการเป็นการส่วนตัว พร้อมชี้ว่าจีนพึ่งพาพลังงานจากภูมิภาคอ่าวเปอร์เซียในสัดส่วนสูง
ด้านสถานทูตจีนในกรุงวอชิงตันออกแถลงการณ์ว่า การคว่ำบาตรและแรงกดดันไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหา พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้แนวทางทางการเมืองและการทูตในการคลี่คลายความขัดแย้ง
ทรัมป์โพสต์ข้อความผ่านโซเชียลมีเดียเมื่อวันพุธว่า สหรัฐฯ เตรียมใช้สงครามเศรษฐกิจและการโดดเดี่ยวในระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน แต่ไม่ได้ระบุรายละเอียดของมาตรการ หรือระบุชื่อประเทศเป้าหมายอย่างชัดเจน
ทรัมป์เตือนว่า ประเทศใดที่ปล่อยให้สถาบันการเงิน ธุรกิจ สนามบิน หรือหน่วยงานรัฐบาลของตนให้ความช่วยเหลืออิหร่าน จะต้องเผชิญผลกระทบทางเศรษฐกิจครั้งใหญ่
ด้าน อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน กล่าวหาว่าทรัมป์พยายามเบี่ยงเบนความสนใจของประชาชนอเมริกันจากปัญหาทางเศรษฐกิจภายในประเทศ เช่น หนี้สาธารณะที่พุ่งสูงและอัตราดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น
อารักชียังเตือนว่า การเดินหน้าด้วยนโยบายที่เขามองว่าล้มเหลว จะยิ่งนำไปสู่ความล้มเหลวและทำให้ชาวอิหร่านหันหลังให้กับสหรัฐฯ มากขึ้น
ทั้งนี้ คำประกาศและคำขู่ของทรัมป์ผ่านโซเชียลมีเดียในอดีตไม่ได้ถูกนำไปปฏิบัติตามทั้งหมดตามรายละเอียดที่ประกาศไว้ ทำให้ยังต้องจับตาว่ามาตรการคว่ำบาตรครั้งใหม่จะมีขอบเขตและความรุนแรงเพียงใด
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

