คอลัมน์ : คิด เขียน คุย

‘กำแพง’กับต่อมน้ำตาของ‘ไหม-ศิริกัญญา’
“กำแพง”ของ“ไหม-ศิริกัญญา ตันสกุล”รองหัวหน้าพรรคประชาชน ที่ว่า“สู้ยังไงมันก็สู้กับกำแพง เอายังไงก็เอามันไม่ลง” หากตีความหมายระหว่างบรรทัดจากพฤติกรรมและพฤติการณ์ของนักการเมืองพรรคส้ม ก็อาจะมองได้ว่า“กำแพง”นั้นหมายถึง“สถาบันหลัก”ของประเทศนนี้
“ไหม-ศิริกัญญา” แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าทีมรัฐมนตรีเงาทางด้านเศรษฐกิจของพรรคประชาชน ได้ไปพูดเรื่องนี้จากการเสวนาที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา ในหัวข้อ“สังคมไทยในความชอบธรรมที่ล่มสลาย” ซึ่งเจ้าตัวได้พูดเต็มๆ ด้วยเสียงสั่นเครือน้ำตาคลอจากข้อความทั้งหมดว่าอย่างนี้
“ก็ต้องยอมรับว่ามันก็เหนื่อย มันเผา มันเผาตัวเอง สู้ยังไงมันก็สู้กับกำแพง เอายังไงก็เอามันไม่ลง แล้วก็ตอบกับประชาชนก็ไม่ได้ ว่าทำไมถึงไม่สำเร็จ ก็เลยต้องหาอะไรที่มันรู้สึกว่าเป็นความสำเร็จเล็กๆ น้อยๆ ให้มันได้ชูใจ ว่าอย่างน้อยก็ทำให้มีเรื่องที่ทำให้เรารู้สึกว่า ความพยายามของเราไม่สูญเปล่า”
พอสิ้นเสียงของ“ไหม-ศิริกัญญา” โดยสื่อต่างๆ ได้นำคลิปวิดีโอที่“ไหม-ศิริกัญญา”พูดออกเผยแพร่จนเป็นไวรัลในโลกโซเชียล ก็ปราฏว่าเมื่อวันที่ 9 สิงหาคมที่ผ่านมา นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ก็ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว“Anutin Charnvirakul” ซึ่งถูกตีความว่ากระทบชิ่งไปถึง“ไหม-ศิริกัญญา” ด้วยข้อความดังนี้ “วิ่งหัวชนกำแพงทุกวัน แต่กำแพงก็ยังสูงขึ้น หนาขึ้น ถ้ายังคงวิ่งชนอยู่ มันก็เจ็บหัวอีก”
โพสต์ดังกล่าวของนายอนุทิน ชาญวีรกูล จึงเท่ากับเป็นการ“เรียกแขก”โดยพลัน บรรดาแกนนำพรรคส้มและ“ติ่งส้ม”ก็ดาหน้ากันออกมาถล่มนายอนุทิน กลายเป็น“วาทกรรมสงคราม” หรือทำให้เกิด“สงครามน้ำลาย”ขยายวงกว้างกันออกไปอีก
อาทิ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร รองหัวหน้าพรรคประชาชน โพสต์ข้อความโต้นายอนุทิน ชาญวีรกูล ผ่านเฟซบุ๊กเมื่อวันที่ 10 สิงหาคมวานนี้ว่า “ตอนนี้ ‘กำแพงโสโครก’ คงหลงระเริง ผยองในอำนาจ ถึงได้กล้าท้าทายเหยียบย่ำหัวใจของประชาชน ทุบแม่x!” พร้อมกันนี้นายวิโรจน์นักการเมืองตัวตึงของพรรคส้มก็ยังได้โพสต์เชิญชวน“ด้อมส้ม” ให้ออกมาช่วยกันทุบกำแพง ซึ่งนายวิโรจน์ระบุว่า “มาทุบกำแพงโสโครกสีน้ำเงินกันเถอะ!” และขยายความว่า “จากที่ผมได้หาข่าววงในวงนอกมาสักระยะ ได้เวลาที่ผมจะมา Update ถึงไส้ในของระบอบสีน้ำเงิน และจุดอ่อนของมัน พร้อมแย้มถึงกลยุทธ์ในการทุบกำแพงโสโครก ที่คอยปิดกั้นความเจริญของประเทศนี้ ให้ราบไปเสียที”
อีกคนหนึ่ง“อาจารย์หนวด” หรือ “ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต” จาก“นิด้า”สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ ซึ่งเป็น“ขาประจำ”ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก เช่นกันว่า “ในประวัติศาสตร์ กำแพงจำนวนมากมิได้พังลงเพราะมีใครแข็งแรงพอจะวิ่งชนมันเพียงครั้งเดียว หากพังเพราะมันผุกร่อนจากภายในมานานแล้ว และเมื่อถึงวันหนึ่งสิ่งที่เคยดูเหมือน ‘กำแพงที่ไม่มีวันพัง’ อาจต้องการเพียงแรงสะเทือนเล็กน้อย เพื่อเปิดเผยว่า ความแข็งแกร่งที่เราเคยเห็นนั้น เหลืออยู่เพียงเปลือกภายนอกเท่านั้น”
นัยสำคัญของคำว่า“กำแพง”นี้ ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต ยังได้ขยายความว่า “หากกำแพงต้องถูกทำให้ ‘สูงขึ้น หนาขึ้น’ อยู่ตลอดเวลาเพื่อป้องกันผู้คนอีกด้านหนึ่ง คำถามกลับกลายเป็นว่า กำแพงนั้นแข็งแรงจริง หรือกำลังกลัวว่าตนเองจะพัง? กำแพงที่มั่นคงไม่จำเป็นต้องสร้างเพิ่มทุกวัน ระบอบที่ได้รับความยินยอมอย่างกว้างขวางก็เช่นเดียวกัน”
สุดท้าย“อาจารย์หนวด”ของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ซึ่งเหมือนกับ“คู่ปรับตลอดกาล”ของนายอนุทิน ได้สรุปไว้ในโพสต์อย่างมีนัยอีกว่า “บางครั้งประวัติศาสตร์ไม่ได้เปลี่ยนเพราะคนคนหนึ่งแข็งแรงพอจะเอาศีรษะพังกำแพง มันเปลี่ยนเมื่อผู้คนจำนวนมากเริ่มถามพร้อมกันว่า‘เหตุใดเราจึงต้องยอมรับว่ากำแพงนี้ควรอยู่ตรงนี้ตั้งแต่แรก?’”
ในอีกด้านหนึ่ง “รศ.ดร.สุวินัย ภรณวลัย” อดีตอาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในนาม“มหาวิทยาลัยไร้รอย” ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามกับพรรคส้ม ก็ได้ออกมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับคำว่า“กำแพง”ของ“ไหม-ศิริกัญญา” โดยได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก“สุวินัย ภรณวลัย” เมื่อวันที่ 10 สิงหาคมวานนี้ว่า
“ผมจำต้องเขียนประเด็นนี้ เพราะไม่มีสื่อหลักสื่อไหน วิเคราะห์ได้ตรงจุดเลย...แกนนำพรรคการเมืองพรรคหนึ่งเพิ่งออกมาโอดครวญเรียกคะแนนสงสารว่า พรรคการเมืองของตนที่ต้องการผลักดัน ‘การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง’ กำลังเผชิญกับ‘กำแพง’ ซึ่งทำให้พรรคไม่สามารถเปลี่ยนคะแนนเสียงหรือความนิยมทางการเมืองให้กลายเป็นอำนาจรัฐในการผลักดันนโยบายได้อย่างเต็มที่ ในบางแง่คำอธิบายเช่นนี้มีส่วนเสี้ยวของความจริง”
.ดร.สุวินัย ภรณวลัย ชี้ว่า “ระบบการเมืองทุกระบบล้วนมีข้อจำกัดเชิงสถาบัน มีโครงสร้างอำนาจเดิม มีกฎหมาย มีองค์กรทางการเมือง และมีกลุ่มผลประโยชน์ที่สามารถ ‘ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง’ได้ แต่คำถามที่เจ้าตัว (แกนนำพรรคที่ออกมาโอดครวญ) ควรถามให้ลึกกว่านั้นคือ ‘กำแพง’ทั้งหมดที่พรรคการเมืองของตัวเองกำลังเผชิญ เป็นสิ่งที่โครงสร้างภายนอกสร้างขึ้นจริงหรือไม่ หรือบางส่วนเกิดจากยุทธศาสตร์ทางการเมืองของตัวพรรคเอง?”
บทสรุปของ ดร.สุวินัย ภรณวลัย เจ้าของฉายา“มูซาชิเมืองไทย” ผู้ซึ่งศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับปรัชญาตะวันออก ทั้งแนวทางของ “เต๋า” และ “เซ็น” อย่างลึกซึ้ง ชี้ว่า “ในศาสตร์แห่งยุทธศาสตร์ การรู้จักคู่ต่อสู้สำคัญ แต่การรู้จักตนเองสำคัญยิ่งกว่า เพราะกำแพงที่อันตรายที่สุด อาจไม่ใช่กำแพงที่คนอื่นสร้างขึ้นเพื่อขวางเรา แต่คือกำแพงที่เราสร้างขึ้นเอง โดยที่ยังเข้าใจว่าเป็นฝีมือของคนอื่น”
บรรทัดนี้ ขอสรุปย้ำว่า ฉันใดก็ฉันนั้น ดังตำราพิชัยสงครามของ“ซุนวู”นักปรัชญาจีนโบราณผู้ยิ่งยง ที่ว่า“รู้เขา รู้เรา รบร้อยครั้ง ชนะร้อยครั้ง” ส่วน“น้ำตา”เป็นเรื่องของ“เด็กน้อย”-รบร้อยครั้งก็แพ้ร้อยครั้ง !
รุ่งเรือง ปรีชากุล
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

