สมศักดิ์ โต้แหลก ยันไม่ได้แก้ระเบียบคุก เอื้อประโยชน์ใคร ชี้พ้นเก้าอี้ รมว.ยธ. ‘เล่าต๋า’เหลือโทษเกือบ 18 ปี

สมศักดิ์ โต้แหลก ยันไม่ได้แก้ระเบียบคุก เอื้อประโยชน์ใคร ชี้พ้นเก้าอี้ รมว.ยธ. ‘เล่าต๋า’เหลือโทษเกือบ 18 ปี
วันที่ 22 สิงหาคม 2569 นายสมศักดิ์ เทพสุทิน อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้โพสต์ชี้แจงกรณีถูกกล่าวหาว่า ในช่วงดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม มีการออกกฎกระทรวงและดำเนินการต่างๆ เพื่อเอื้อประโยชน์แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง
โดยระบุว่า ผมถูกกล่าวหาว่า มีการออกกฎกระทรวงและการดำเนินการต่างๆใดๆ ในช่วงที่ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง
ผมจึงขอชี้แจงข้อเท็จจริง และนำเรียน 4-5 ประเด็น เพื่อให้ทุกท่านได้พิจารณาดังนี้ครับ
1. กรณีการออกกฎกระทรวง 2 ฉบับ ได้แก่ ฉบับที่ 1 กฎกระทรวงกำหนดประโยชน์ของนักโทษเด็ดขาด และเงื่อนไขที่นักโทษเด็ดขาดซึ่งได้รับการลดวันต้องโทษจำคุกหรือการพักโทษและได้รับการปล่อยตัวต้องปฏิบัติ พ.ศ. 2562 และ ฉบับแก้ไข พ.ศ. 2564
เพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ใดผู้หนึ่ง นั้น
#ไม่เป็นความจริงครับ
การจัดทำกฎกระทรวงดังกล่าวเป็นการดำเนินการออกกฎหมายลำดับรองตามพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 โดยมาตรา 76 วรรคสองได้กำหนดให้เร่งดำเนินการออกกฎกระทรวง ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ หรือคำสั่งที่จำเป็นให้แล้วเสร็จภายใน 90 วันนับแต่พระราชบัญญัติมีผลใช้บังคับ และหากไม่สามารถดำเนินการได้ ให้รัฐมนตรีรายงานเหตุผลต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ
ที่สำคัญเนื้อหาของกฎกระทรวงทั้งสองฉบับใช้หลักการที่มีที่มาจาก มาตรา 32 แห่งพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พุทธศักราช 2479 และกฎกระทรวงมหาดไทย ออกตามความใน มาตรา 58 แห่งพระราชบัญญัติราชทัณฑ์ พุทธศักราช 2479 ก่อนจะนำมาปรับให้เข้ากับ พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560
โดยที่กรมราชทัณฑ์ร่างและเสนอผ่านคณะกรรมการราชทัณฑ์ ที่มีผู้ทรงคุณวุฒิจากหลากหลายสาขา อัยการสูงสุด เลขาศาลยุติธรรม ตำรวจ ร่วมกันขัดเกลา และครม.ให้ความเห็นชอบ
เมื่อผมเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมในเดือนกรกฎาคม 2562 ผมได้เข้ามาเร่งสะสางการออกกฎหมายลำดับรองตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ 2560 ให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
#ผมทำหน้าที่ของผมอย่างเต็มที่ครับ
2. เกณฑ์สำหรับผู้ต้องขังสูงอายุ โดยเฉพาะอายุ 70 ปีขึ้นไป มีที่มาอย่างไร
เรื่องนี้ต้องย้อนดูพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษในอดีต การนำเรื่องอายุและความชราภาพมาเป็นเงื่อนไขในการพิจารณาอภัยโทษมีมานานแล้ว อย่างน้อยตั้งแต่ปี 2530 โดยรายละเอียดแตกต่างกันไปในแต่ละช่วง เช่น กำหนดอายุ 60 ปีขึ้นไป และกำหนดว่าต้องรับโทษมาแล้วตามระยะเวลาหนึ่ง
ต่อมามีจุดเปลี่ยนสำคัญอย่างน้อย 2 ครั้ง
ครั้งที่ 1 ปี 2553
สมัยท่านรัฐมนตรี พ. มีการกำหนดหลักเกณฑ์ว่า นักโทษเด็ดขาดที่อายุ 60 ปีขึ้นไปและเหลือโทษจำคุกไม่เกิน 3 ปี หรือมีอายุ 70 ปีขึ้นไป อาจได้รับประโยชน์ถึงขั้นปล่อยตัว หากเข้าเงื่อนไขและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามพระราชกฤษฎีกา
สำหรับผู้ที่ไม่เข้าเงื่อนไขปล่อยตัว ก็ยังอาจได้รับการลดโทษตามหลักเกณฑ์ ฐานความผิด และชั้นนักโทษที่กำหนดไว้
จึงเห็นได้ว่า เกณฑ์พิเศษสำหรับผู้ที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไปปรากฏอย่างชัดเจนตั้งแต่ปี 2553
ครั้งที่ 2 ปี 2562
สมัยท่านรัฐมนตรี ป. พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2562 ได้เพิ่มหลักเกณฑ์สำหรับนักโทษเด็ดขาดที่มีอายุ 70 ปีขึ้นไปอีกขั้นหนึ่งกล่าวคือ หลังจากได้รับการลดโทษตามหลักเกณฑ์อื่นแล้ว ยังให้ ลดโทษเพิ่มเติมอีก 1 ใน 5 เนื่องด้วยเหตุแห่งความชราภาพ
ทั้งหมดนี้เป็นลำดับพัฒนาการของหลักเกณฑ์เกี่ยวกับผู้สูงอายุก่อนที่ผมจะเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมครับ
3. ข้อเท็จจริงและบริบทของการพระราชทานอภัยโทษในช่วงปี 2563–2565
ผมเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมเมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2562 และดำรงตำแหน่งถึงวันที่ 17 มีนาคม 2566
ในช่วงเวลาดังกล่าว มีการพระราชทานอภัยโทษเป็นการทั่วไป 5 วาระสำคัญ คือ
ครั้งที่ 1 วันที่ 13 สิงหาคม 2563
ครั้งที่ 2 วันที่ 25 พฤศจิกายน 2563
ครั้งที่ 3 วันที่ 15 กรกฎาคม 2564
ครั้งที่ 4 วันที่ 4 ธันวาคม 2564
ครั้งที่ 5 วันที่ 10 สิงหาคม 2565
การพระราชทานอภัยโทษในแต่ละครั้งมีขึ้นเนื่องในโอกาสสำคัญหรือโอกาสอันเป็นมงคลตามที่ระบุไว้ในพระราชกฤษฎีกา ส่วนในทางราชทัณฑ์ การอภัยโทษย่อมมีผลต่อการบริหารโทษและจำนวนผู้ต้องขังด้วย
ขณะเดียวกัน หากมองบริบทของการบริหารเรือนจำในช่วงปี 2563–2564 ก็เป็นช่วงที่ประเทศไทยและเรือนจำกำลังเผชิญวิกฤตโควิด-19 อย่างรุนแรง
ตั้งแต่ปี 2563 ประเทศไทยเข้าสู่สถานการณ์การแพร่ระบาดของโควิด-19 รัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินทั่วประเทศ มีผลตั้งแต่วันที่ 26 มีนาคม 2563 และมีการขยายระยะเวลาต่อเนื่องรวม 19 ครั้ง จนถึงวันที่ 30 กันยายน 2565
สำหรับเรือนจำ ปัญหารุนแรงกว่าสถานที่ทั่วไป เพราะเป็นพื้นที่ปิดและมีผู้ต้องขังจำนวนมากอยู่ร่วมกัน ปัญหาความแออัดที่มีอยู่เดิมทำให้การป้องกันและควบคุมโรคทำได้ยากมาก
ความกังวลดังกล่าวสะท้อนให้เห็นจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริง
วันที่ 29 มีนาคม 2563 เกิดเหตุจลาจลและเพลิงไหม้ที่เรือนจำจังหวัดบุรีรัมย์ โดยมีรายงานว่าความวิตกกังวลและข่าวลือเรื่องโควิด-19 เป็นหนึ่งในปัจจัยของเหตุการณ์
ต่อมา วันที่ 16–17 ธันวาคม 2564 เกิดเหตุประท้วง จลาจล และเพลิงไหม้ที่เรือนจำจังหวัดกระบี่ ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิดภายในเรือนจำ
ดังนั้น หากจะพิจารณาการพระราชทานอภัยโทษในช่วงปี 2563–2564 ก็ควรพิจารณาบริบทในขณะนั้นควบคู่กัน ทั้งเรื่องโควิด-19 ความแออัดในเรือนจำ ปัญหาสาธารณสุข และความตึงเครียดภายในสถานที่ควบคุม
สถานการณ์ตอนนั้นก็ทำให้วิตกแบบหนึ่ง สถานการณ์ตอนนี้ก็คิดอีกแบบหนึ่ง
4. ปี 2565 มีการเพิ่มเงื่อนไขขั้นต่ำในการได้รับประโยชน์จากการอภัยโทษ
เมื่อสถานการณ์โควิด-19 เริ่มคลี่คลาย พระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2565 ได้เพิ่มเงื่อนไขสำคัญเกี่ยวกับระยะเวลาที่นักโทษต้องรับโทษมาแล้ว
มาตรา 5 กำหนดว่า ผู้ที่จะได้รับพระราชทานอภัยโทษต้องรับโทษมาแล้ว ไม่น้อยกว่า 1 ใน 3 ของกำหนดโทษตามคำพิพากษาถึงที่สุด หรือไม่น้อยกว่า 8 ปี แล้วแต่ระยะเวลาใดจะเป็นคุณมากกว่า
จากที่นายเล่าต๋าถูกควบคุมตัวมาตั้งแต่วันที่ 11 ตุลาคม 2559 เคยได้รับอภัยโทษ 2 ครั้งในปี 2563 และอีก 2 ครั้งในปี 2564 แต่ ณ วันที่ผมพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เมื่อวันที่ 17 มีนาคม 2566 นายเล่าต๋ายังคงเหลือโทษจำคุกอีก 17 ปี 8 เดือน 13 วัน และไม่ได้รับประโยชน์จากพระราชกฤษฎีกาพระราชทานอภัยโทษ พ.ศ. 2565 ครับ
ส่วนการได้รับประโยชน์ในเวลาต่อมา เป็นเรื่องที่ #กรมราชทัณฑ์ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องตรวจสอบและทบทวนให้ชัดเจนว่า การใช้หลักเกณฑ์ในแต่ละครั้งเป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย มีความเหมาะสม และได้สัดส่วนกับลักษณะความผิดหรือไม่ โดยเฉพาะในคดีร้ายแรงหรือคดีที่สังคมให้ความสนใจครับ
5. การผลักดันการทำงานในกระบวนการยุติธรรม เพื่อป้องกันอาชญากรรมรุนแรงและแก้ปัญหายาเสพติด
ในช่วงที่ผมดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม กระทรวงยุติธรรมได้ผลักดันกฎหมายสำคัญจนสำเร็จรวม 9 ฉบับ หลายฉบับเป็นกฎหมายที่มีผลต่อการพัฒนากระบวนการยุติธรรมไทยอย่างชัดเจน
ฉบับสำคัญ ได้แก่ พ.ร.บ.มาตรการป้องกันการกระทำความผิดซ้ำในความผิดเกี่ยวกับเพศหรือที่ใช้ความรุนแรง พ.ศ. 2565 หรือกฎหมาย JSOC ซึ่งทำให้ประเทศไทยมีเครื่องมือในการติดตามและเฝ้าระวังผู้กระทำความผิดร้ายแรงภายหลังพ้นโทษ เพื่อป้องกันไม่ให้กลับมาก่อเหตุซ้ำและสร้างความปลอดภัยให้กับประชาชน
ป.ล. กรณี #ไอ้ป๋อง ก็เป็นกรณีที่กฎหมาย JSOC ถูกนำมาใช้ โดยศาลมีคำสั่งกำหนดมาตรการเฝ้าระวังภายหลังพ้นโทษเป็นเวลา 2 ปี ส่วนเหตุใดมาตรการดังกล่าวจึงไม่สามารถป้องกันเหตุที่เกิดขึ้นภายหลังได้ ผมคิดว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรชี้แจงต่อสังคมครับ
อีกฉบับคือ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ซึ่งเป็นกฎหมายสำคัญในการคุ้มครองสิทธิของประชาชน และกำหนดมาตรการป้องกันไม่ให้เจ้าหน้าที่ของรัฐใช้อำนาจโดยมิชอบ
รวมถึง ประมวลกฎหมายยาเสพติด ที่ปรับแนวทางการแก้ปัญหายาเสพติดใหม่ โดยให้ความสำคัญกับการจัดการนายทุนและเครือข่ายรายใหญ่ การสืบเส้นทางการเงิน และการยึดและอายัดทรัพย์สิน เพื่อตัดวงจรและทำลายโครงสร้างของขบวนการค้ายาเสพติด
สถิติการ #ยึดทรัพย์ และ #อายัดทรัพย์
2563 = 790 ลบ.
2564 = 7,346 ลบ.
2565 = 11,003 ลบ.
2566 = 21,610 ลบ.
แต่ตอนนี้ได้เท่าไหร่ ท่านต้องไปถาม ปปส. ครับ
นอกจากการผลักดันกฎหมายในระดับพระราชบัญญัติแล้ว อีกเรื่องที่ผมให้ความสำคัญคือ การเร่งรัดกฎหมายลำดับรอง เพราะต่อให้มีกฎหมายแม่บทที่ดี แต่หากกฎกระทรวง ที่จำเป็นยังออกไม่ครบ กฎหมายก็ไม่สามารถนำไปใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
ผมขอเรียนว่าผมไม่ได้เร่งรัดเฉพาะกฎหมายลำดับรองตาม พ.ร.บ.ราชทัณฑ์ พ.ศ. 2560 ที่ท่านกล่าวหาว่าผมเท่านั้น นะครับ
แต่ผมยังทำกฎหมายอื่นๆ เช่น พ.ร.บ.การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 เพื่อให้กลไกการไกล่เกลี่ยสามารถเกิดขึ้นจริงในพื้นที่ เปิดโอกาสให้ประชาชนแก้ไขข้อพิพาททางแพ่งและทางอาญาบางประเภทโดยไม่จำเป็นต้องนำทุกเรื่องเข้าสู่ศาล และทำให้เกิด ศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชนขึ้นในพื้นที่ต่าง ๆ ณ ปัจจุบัน กว่า 1,400 แห่ง สามารถลดคดีขึ้นโรงขึ้นศาลไม่รู้กี่ 100,000 คดี
ผมเข้าไปกระทรวงไหนผมตั้งใจทำงานเต็มที่
#ท่านทั้งหลายต้องให้ความเป็นธรรมกับผมบ้างนะครับ
วันนี้ผมเชื่อว่ายังมีกฎหมายสำคัญอีกหลายฉบับที่มีกฎหมายลำดับรองค้างอยู่ หรือควรเร่งรัดให้ครบถ้วน เพื่อให้ประชาชนได้รับประโยชน์จากกฎหมายอย่างเต็มที่
เรื่องนี้ต้องฝากรัฐมนตรีทุกท่านครับ หน้าที่ของเราต้องออกกฎหมายให้ครบ กฎหมายจะได้ใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ประชาชนจะได้ไม่เสียโอกาสครับ
#ผมขอทิ้งท้ายครับ
การที่ท่านกล่าวหาผม โดยไม่พิจารณาข้อเท็จจริง ตัวบทกฎหมาย ลำดับเวลา และบริบทของสังคมในขณะนั้นให้ครบถ้วน ผมคิดว่า ไม่เป็นธรรมครับ
วิจารณ์ผมได้ ตรวจสอบผมได้ และตั้งคำถามกับผมได้เต็มที่ครับ
แต่ก่อนจะกล่าวหาว่าใครใช้อำนาจเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ใคร ผมอยากให้ดูข้อเท็จจริงทั้งหมดเสียก่อน
เพราะคำกล่าวหาอาจพูดได้ง่าย
แต่ข้อเท็จจริง กฎหมาย และลำดับเวลา เปลี่ยนไม่ได้ครับ
#ผมว่ามันไม่แฟร์ครับ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

