ย้อนรอยมหากาพย์ 15 คดี "แอม ไซยาไนด์" สรุปคำพิพากษาล่าสุด

ถือเป็นคดีอาชญากรรมสะเทือนขวัญที่อยู่ในความสนใจของประชาชนมาอย่างยาวนาน สำหรับคดีฆาตกรรมต่อเนื่องด้วยการวางยาพิษไซยาไนด์ หรือที่สังคมรู้จักในชื่อคดี "แอม ไซยาไนด์" ซึ่งมีผู้ตกเป็นเหยื่อมากถึง 15 ราย (เสียชีวิต 14 ราย รอดชีวิต 1 ราย) ล่าสุดเมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2569 ศาลอาญา(ศาลชั้นต้น)ได้มีคำพิพากษาประหารชีวิต นางสรารัตน์ รังสิวุฒาภรณ์ หรือแอม ในคดีการเสียชีวิตของนางสาวดาริณี หรือ "ฟ้า" นับเป็นคดีที่ 7 ที่ศาลได้มีคำตัดสินออกมาจากทั้งหมด 15 คดีที่อัยการได้ยื่นฟ้อง วันนี้ แนวหน้าออนไลน์ จะพาย้อนกลับไปดูจุดเริ่มต้น พฤติการณ์การก่อเหตุ และสรุปคำพิพากษาทั้งหมดที่เกิดขึ้นในมหากาพย์คดีนี้
จุดเริ่มต้นของการเปิดโปง คดี "ก้อย ศิริพร"
คดีนี้เริ่มปรากฏเป็นข่าวใหญ่และได้รับความสนใจจากสาธารณชนในเดือนเมษายน พ.ศ. 2566 ภายหลังการเสียชีวิตอย่างกะทันหันของ น.ส.ศิริพร ขันวงษ์ หรือ "ก้อย" ท้าวแชร์และเพื่อนของนางสรารัตน์ (แอม) เหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 14 เมษายน 2566 ทั้งสองได้เดินทางไปปล่อยปลาที่ท่าน้ำในอำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี กล้องวงจรปิดจับภาพ น.ส.ศิริพร หมดสติและล้มลง ในขณะที่นางสรารัตน์กลับเดินหนีไปพร้อมกับทรัพย์สินมีค่าของผู้ตายโดยไม่ให้ความช่วยเหลือ
ด้วยความผิดปกติของเหตุการณ์ วันที่ 19 เมษายน 2566 ญาติของ น.ส.ศิริพร จึงเข้าร้องทุกข์ต่อกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เพื่อขอให้โอนคดีจากตำรวจท้องที่มายังกองปราบปราม เนื่องจากกังวลเรื่องการแทรกแซงรูปคดี เพราะในขณะนั้นอดีตสามีของผู้ก่อเหตุเป็นตำรวจชั้นยศสูง (พ.ต.ท.วิฑูรย์ รังสิวุฒาภรณ์ อดีตรอง ผกก.สอบสวน สภ.สวนผึ้ง) การร้องเรียนครั้งนี้นำไปสู่การสืบสวนขยายผลครั้งใหญ่ และกองปราบปรามได้เข้าจับกุมนางสรารัตน์ในวันที่ 25 เมษายน 2566
พฤติการณ์และแรงจูงใจ ฆาตกรรมเพื่อปลดหนี้
จากการสืบสวนขยายผล ตำรวจพบความเชื่อมโยงของเหยื่ออีกหลายรายที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับนางสรารัตน์ ทั้งในฐานะเพื่อน คนรู้จัก เจ้าหนี้ หรือสมาชิกในวงแชร์เดียวกัน โดยพฤติการณ์ของผู้ก่อเหตุคือการนำสาร "โพแทสเซียมไซยาไนด์" ปลอมปนลงในอาหาร ยาลดน้ำหนัก หรือเครื่องดื่มให้เหยื่อรับประทาน เมื่อเหยื่อมีอาการชักเกร็งและเสียชีวิตจากภาวะหัวใจล้มเหลว หรือระบบหายใจล้มเหลว ผู้ก่อเหตุจะขโมยทรัพย์สินมีค่า เช่น สร้อยทอง เงินสด หรือโอนเงินออกจากบัญชีของเหยื่อ
พล.ต.อ. สุรเชษฐ์ หักพาล รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติในขณะนั้น ระบุในชั้นต้นว่าเหตุจูงใจอาจเป็นการหวังประสงค์ให้ได้มาซึ่งทรัพย์สิน โดยชี้ให้เห็นว่าเป้าหมายของผู้ก่อเหตุส่วนใหญ่คือบุคคลที่มีความสัมพันธ์กับตำรวจ
ย้อนรอย 15 เหยื่อ พื้นที่และช่วงเวลาแห่งความสูญเสีย
ตำรวจได้รวบรวมสำนวนคดีและพบเหตุการณ์ที่เชื่อมโยงกับนางสรารัตน์ตั้งแต่ปี 2558 จนถึงปี 2566 ในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ ได้แก่ กรุงเทพมหานคร นครปฐม มุกดาหาร กาญจนบุรี เพชรบุรี สมุทรสาคร ราชบุรี และอุดรธานี โดยมีผู้เสียชีวิตรวม 14 ราย และรอดชีวิต 1 ราย ซึ่งผู้รอดชีวิตรายนี้ได้รับการช่วยเหลือทางการแพทย์อย่างทันท่วงที และกลายเป็นพยานปากสำคัญในคดี
สำหรับผู้เสียชีวิตทั้ง 14 ราย มีลำดับเหตุการณ์ดังนี้
- นางมณฑาทิพย์ ขาวอินทร์ (37 ปี) เสียชีวิต 7 ก.ค. 2558 (กทม.) ระบบหัวใจและหายใจล้มเหลว
- น.ส.นิตยา แก้วบุปผา (36 ปี) เสียชีวิต 22 ส.ค. 2563 (นครปฐม) ระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว
- น.ส.สาวิตรี บุตรศรีรักษ์ (41 ปี) เสียชีวิต 25 พ.ย. 2563 (มุกดาหาร) ภาวะโพแทสเซียมในเลือดสูง
- น.ส.ดารณี เทพทวี หรือ ฟ้า (34 ปี) เสียชีวิต 13 ธ.ค. 2563 (นครปฐม) กล้ามเนื้อหัวใจผิดปกติ
- นายสุรัตน์ พรทับ (35 ปี) เสียชีวิต 6 มี.ค. 2564 (กาญจนบุรี) หลอดเลือดหัวใจตีบ
- ร.ต.อ.หญิง กานดา โตไร่ (36 ปี) เสียชีวิต 9 ส.ค. 2565 (นครปฐม) ระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว
- นางรสจรินทร์ นิลน้อย (39 ปี) เสียชีวิต 10 ส.ค. 2565 (สมุทรสาคร) เลือดเป็นกรด
- นางจันทรรัตน์ วงศ์ไกรสิน (43 ปี) เสียชีวิต 15 ส.ค. 2565 (เพชรบุรี) ภาวะหัวใจล้มเหลว
- นางมณีรัตน์ พจนารถ (52 ปี) เสียชีวิต 10 ก.ย. 2565 (นครปฐม) เส้นเลือดหัวใจตีบเฉียบพลัน
- น.ส.กะณิกา ตุลาเดชารักษ์ (45 ปี) เสียชีวิต 12 ก.ย. 2565 (ราชบุรี) ภาวะเลือดออกในสมอง
- น.ส.ผุสดี สามบุญมี (45 ปี) เสียชีวิต 20 พ.ย. 2565 (นครปฐม) ระบบหายใจล้มเหลว
- นายสุทธิศักดิ์ พูนขวัญ (35 ปี): สามีนอกสมรส เสียชีวิต 12 มี.ค. 2566 (อุดรธานี) หัวใจเต้นผิดจังหวะ
- พ.ต.ต.หญิง นิภา แสนจันทร์ (38 ปี) เสียชีวิต 1 เม.ย. 2566 (นครปฐม) ระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว
- น.ส.ศิริพร ขันวงษ์ หรือ ก้อย (32 ปี) เสียชีวิต 14 เม.ย. 2566 (ราชบุรี) ระบบหัวใจและหายใจล้มเหลว
สรุปคำพิพากษา 7 คดี (อัปเดตล่าสุด 25 ส.ค. 2569)
ตำรวจได้ส่งสำนวนรวมกว่า 75 ข้อหาต่ออัยการสูงสุด และได้มีการแยกฟ้องเป็น 15 คดี (แบ่งเป็นคดีฆ่าผู้อื่น 14 คดี และพยายามฆ่า 1 คดี) โดยจนถึงปัจจุบัน ศาลอาญาได้มีคำพิพากษาชั้นต้นออกมาแล้ว 7 คดี ดังนี้
คดีที่ 1 (ก้อย ศิริพร) ศาลพิพากษา "ประหารชีวิต" ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเพื่อชิงทรัพย์ ส่วนอดีตสามีจำคุก 1 ปี 4 เดือน และทนายพัชจำคุก 2 ปี ฐานซ่อนเร้นทำลายหลักฐาน (ตัดสินเมื่อ 20 พ.ย. 2567)
คดีที่ 2 (สารวัตรปู นิภา) ศาลพิพากษาประหารชีวิต แต่คำให้การเป็นประโยชน์จึงลดโทษเหลือ "จำคุกตลอดชีวิต" (ตัดสินเมื่อ 20 ก.พ. 2569)
คดีที่ 3 (นิตยา วิศวกรสาว) ศาลพิพากษา "ยกฟ้อง" เนื่องจากหลักฐานโจทก์ไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ได้ว่าจำเลยครอบครองไซยาไนด์หรือประสงค์ต่อทรัพย์ (ตัดสินเมื่อ 11 มี.ค. 2569)
คดีที่ 4 (ร.ต.อ.หญิง สุกานดา) ศาลพิพากษาประหารชีวิต แต่ลดโทษเหลือ "จำคุกตลอดชีวิต" (ตัดสินเมื่อ 30 เม.ย. 2569)
คดีที่ 5 (รสจรินทร์ แม่ค้าผัก) ศาลพิพากษา "ยกฟ้อง" เนื่องจากพยานหลักฐานไม่เชื่อมโยงว่าจำเลยเป็นผู้วางยา และพบว่าผู้ตายได้ชดใช้หนี้และไถ่ถอนรถยนต์คืนไปแล้ว (ตัดสินเมื่อ 21 ก.ค. 2569)
คดีที่ 6 (น.ส.มณฑาทิพย์ หรือ ทราย) ศาลพิพากษา "ยกฟ้อง" โดยยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลย เนื่องจากขาดพยานหลักฐานยืนยันแน่ชัดว่าจำเลยเป็นผู้ก่อเหตุ (ตัดสินเมื่อ 4 ส.ค. 2569)
คดีที่ 7 (ฟ้า น.ส.ดาริณี) ล่าสุดเมื่อวันที่ 25 ส.ค. 2569 ศาลพิเคราะห์หลักฐานทางนิติเวชพบสารไซยาไนด์เป็นเหตุให้ระบบอวัยวะล้มเหลว ประกอบกับจำเลยมีหนี้สินล้นพ้นตัว จึงมีคำพิพากษา "ประหารชีวิต" ฐานฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเพื่อผลประโยชน์และปกปิดความผิด โดยไม่มีการลดโทษ
มหากาพย์คดี "แอม ไซยาไนด์" นับเป็นคดีประวัติศาสตร์ของกระบวนการยุติธรรมไทยที่สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการสืบสวนสอบสวนทางนิติวิทยาศาสตร์ ปัจจุบันคดีนี้ได้เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมและมีคำตัดสินแล้วเกือบครึ่งทาง สังคมยังคงต้องจับตามองการพิจารณาคดีในส่วนที่เหลืออีก 8 คดี (เสียชีวิต 7 คดี และพยายามฆ่า 1 คดี) เพื่อดูว่าศาลจะตัดสินต่อไปว่าอย่างไร
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

