หมุนตามทุน : 26 สิงหาคม 2569

“บางจาก”วางยุทธศาสตร์5ปี ตั้งเป้าสร้างรายได้แตะ1ล้านล้านบาท
** ภาวะเศรษฐกิจไทยตอนนี้มีความจำเป็นมากที่พึ่งพาแรงขับเคลื่อนจากเครื่องยนต์สำคัญตัวหนึ่งนั่นคือ”การลงทุนภาคเอกชน”และต้องเป๋การลงทุนที่ก่อให้เกิดการขับเคลื่อนในระบบเศรษฐกิจลงไปในเชิงลึก ทั้งการจ้างงาน การจัดซื้อจัดจ้างสินค้าที่เกี่ยวข้องหับห่วงโซ่อุปทานที่หลากหลาย ซึ่งธุรกิจหนึ่งที่สำคัญและมีแรงกระเพื่อมมากที่สุดน่าจะเป็น”ธุรกิจพลังงาน” ดังนั้นการประกาศแผนธุรกิจของบริษัทพลังงานขนาดใหญ่ของไทยจึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะการที่จะทำให้ธุรกิจเติบโตและขยายตัวได้ตามแผนจะต้องตามมาด้วยการ”ลงทุน”
ล่าสุด บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ซึ่งกลุ่มบริษัทบางจากมีฐานธุรกิจพลังงานครบวงจร ตั้งแต่การสำรวจและผลิตปิโตรเลียม การกลั่น การตลาด การค้าและโลจิสติกส์ ไปจนถึงธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน ได้กำหนดแผนยุทธศาสตร์ 5 ปี โดยมีความมั่นคงทางพลังงานและความสามารถในการรับมือความผันผวน (Energy Security and Resiliency) เป็นแกนสำคัญ ใช้ความแข็งแกร่งจากการผนึกธุรกิจครบวงจรที่เชื่อมโยงตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ เพื่อรักษาความต่อเนื่องและบริหารสมดุลด้านพลังงานเมื่อเกิดวิกฤต หรือการชะงักของห่วงโซ่อุปทาน ตั้งเป้าเพิ่ม EBITDA เป็น 2 เท่าภายในปี 2573 พร้อมมุ่งสู่การเป็นกลุ่มธุรกิจพลังงานระดับโลก พร้อมอันดับเครดิตสากลระดับ Investment Grade และสร้างรายได้ 1 ล้านล้านบาทภายในปี 2574
ทั้งนี้นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ภายหลังการปรับโครงสร้างเป็น 5 กลุ่มธุรกิจเมื่อต้นปี กลุ่มบริษัทฯ มุ่งสร้างมูลค่าตลอดห่วงโซ่จากเชื้อเพลิงฟอสซิลสู่พลังงานสะอาด โดยมีธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐานเป็นฐานรายได้ที่มั่นคง ใช้สินทรัพย์และระบบที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด ควบคู่กับการพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพและเชื้อเพลิงคาร์บอนต่ำที่สามารถใช้ร่วมกับระบบเดิมได้ เช่น SAF และกรีนดีเซล (HVO) เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานไม่ลดทอนความมั่นคงของระบบ และเพิ่มความพร้อมรับวิกฤตในอนาคต
กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการตลาด และพลังงานชีวภาพ เพิ่มประสิทธิภาพตลอดห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain Optimization) ด้วยการเชื่อมโยงสินทรัพย์และเครือข่ายตั้งแต่โรงกลั่น เชื้อเพลิงชีวภาพ การค้าและโลจิสติกส์ ไปจนถึงช่องทางตลาด เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และเพิ่มสัดส่วนผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง โดยมี SAF เป็นธุรกิจสำคัญที่รองรับการเติบโต หลังเริ่มดำเนินการเชิงพาณิชย์ในเดือนพฤษภาคม 2569 และสร้าง EBITDA ราว 1,000 ล้านบาทในไตรมาส 2 ขณะที่ความต้องการ SAF ทั่วโลกมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นประมาณ 11 เท่าในช่วง 10 ปีข้างหน้า จากข้อกำหนดการใช้ SAF ในหลายประเทศ
สำหรับธุรกิจการตลาดในประเทศ ภายในปี 2574 ตั้งเป้าส่วนแบ่งตลาดค้าปลีก 33% เพิ่ม EBITDA ของธุรกิจ non-oil และอินทนิลเป็น 3 เท่า และของธุรกิจน้ำมันหล่อลื่นเป็น 2 เท่า ส่วน BHK ซึ่งมีเครือข่ายสถานีบริการ 31 แห่งและคลังน้ำมัน จะเป็นฐานธุรกิจในฮ่องกงและรองรับการเติบโตในภูมิภาค ครอบคลุมตลาดค้าปลีก ลูกค้าธุรกิจ เชื้อเพลิงเรือ ผลิตภัณฑ์คาร์บอนต่ำ และน้ำมันหล่อลื่น พร้อมตั้งเป้าเพิ่มส่วนแบ่งตลาดเชื้อเพลิงเรือจาก 13% เป็น 25% ภายในปี 2574
กลุ่มธุรกิจการค้าน้ำมัน สร้างความยืดหยุ่นและคล่องตัว รวมถึงขยายเครือข่ายและผลิตภัณฑ์ โดยดำเนินธุรกิจครอบคลุมตั้งแต่การจัดหาน้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์ปิโตรเลียม ไปจนถึงธุรกิจโลจิสติกส์ เชื้อเพลิงชีวภาพ ผลิตภัณฑ์เฉพาะทาง และธุรกรรมอนุพันธ์ โดยใช้โครงสร้างพื้นฐานและเครือข่ายการค้าระดับสากลของกลุ่มบริษัท เพื่อเพิ่มสัดส่วนธุรกิจกับลูกค้าภายนอกกลุ่มบริษัทฯ ควบคู่กับการบริหารความเสี่ยงและวิเคราะห์ตลาด เพื่อใช้ประโยชน์จากความแตกต่างของราคาและความต้องการในแต่ละภูมิภาค อีกบทบาทสำคัญคือช่วยให้กลุ่มบริษัทบริหารแหล่งจัดหาและกระจายผลิตภัณฑ์ไปยังตลาดต่าง ๆ ได้อย่างคล่องตัว รักษาความต่อเนื่องในการส่งมอบพลังงานเมื่อเส้นทางขนส่งหรือห่วงโซ่อุปทานเกิดข้อจำกัด โดยตั้งเป้า EBITDA ประมาณ 5,000 ล้านบาทภายในปี 2574
กลุ่มธุรกิจทรัพยากรธรรมชาติ เพิ่มความมั่นคงในการเข้าถึงแหล่งพลังงาน โดยต่อยอดความเชี่ยวชาญของ OKEA ในการบริหารสินทรัพย์ปิโตรเลียมช่วงกลางถึงปลายอายุการผลิตในประเทศนอร์เวย์ เน้นการบริหารต้นทุนและเพิ่มประสิทธิภาพเพื่อสร้างมูลค่าจากสินทรัพย์เดิม ควบคู่กับการพัฒนาโครงการเดิมและลงทุนใหม่อย่างมีวินัย พร้อมวางฐานการดำเนินงานในอ่าวไทยและขยายพอร์ตสู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพื่อกระจายแหล่งผลิต พร้อมสร้างผลตอบแทนและกระแสเงินสดระยะยาว และตั้งเป้าเพิ่มอัตราการผลิตเป็นประมาณ 100,000 บาร์เรลต่อวัน (เทียบเท่าน้ำมันดิบ) ภายในปี 2574
กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน ช่วยสร้างกระแสเงินสดที่มั่นคงและเสริมความแข็งแกร่งให้ธุรกิจพลังงานของกลุ่มบริษัทฯ โดยยกระดับธุรกิจผลิตไฟฟ้าสู่แพลตฟอร์มด้านพลังงานและสาธารณูปโภค โดยธุรกิจผลิตไฟฟ้าจะนำประสบการณ์และฐานการดำเนินงานในประเทศไทยและสหรัฐอเมริกามาพัฒนารูปแบบโครงการพลังงานแสงอาทิตย์และระบบกักเก็บพลังงานที่สามารถขยายผลได้ ตั้งเป้าขยายกำลังผลิตอีกไม่ต่ำกว่า 500 เมกะวัตต์ ภายในปี 2574 ควบคู่กับการพัฒนาบริการคลังและโลจิสติกส์แบบครบวงจร เพื่อใช้สินทรัพย์ให้เต็มศักยภาพและเพิ่มความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน พร้อมพัฒนาโอกาสด้านการสำรองพลังงานเชิงยุทธศาสตร์ โดยเน้นโครงการที่ให้ผลตอบแทนเหมาะสมและใช้เงินทุนอย่างมีประสิทธิภาพ มีเป้าหมายให้ EBITDA ในปี 2574 เป็น 1.5 เท่าจากฐานปี 2568 กลุ่มธุรกิจใหม่และโฮลดิ้งส์ บ่มเพาะธุรกิจแห่งอนาคตและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กลุ่มบริษัทฯ โดยจัดสรรเงินลงทุนให้สอดคล้องกับศักยภาพของธุรกิจและทิศทางเชิงยุทธศาสตร์
ด้านการเงิน กลุ่มบริษัทบางจากจะรักษาวินัยในการจัดสรรเงินทุน โดยเลือกลงทุนในธุรกิจหลักและโอกาสที่ให้ผลตอบแทนเหมาะสมกับความเสี่ยง ควบคู่กับการจำหน่ายสินทรัพย์ที่ไม่ใช่ธุรกิจหลัก และนำเงินทุนกลับไปลงทุนในธุรกิจที่ให้ผลตอบแทนสูงกว่า เพื่อรักษาสภาพคล่อง ความยืดหยุ่นทางการเงิน ความสามารถในการสร้างกระแสเงินสด และเสริมความแข็งแกร่งของฐานะการเงิน พร้อมสร้างผลตอบแทนแก่ผู้ถือหุ้นผ่านโครงการซื้อหุ้นคืนระยะ 3 ปีและการจ่ายเงินปันผลอย่างต่อเนื่อง โดยอัตราผลตอบแทนรวมของผู้ถือหุ้น BCP ตั้งแต่ต้นปีถึงวันที่ 14 สิงหาคม 2569 อยู่ที่ 94% เทียบกับ SET ENERGY ที่ 38.1% และ SET50 ที่ 32.6%
ทั้งนี้ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ ความติดขัดของห่วงโซ่อุปทาน และความผันผวนของราคาพลังงาน ทำให้ความมั่นคงทางพลังงานไม่ได้ขึ้นอยู่กับการมีทรัพยากรเพียงพอเท่านั้น แต่ต้องครอบคลุมความสามารถในการเข้าถึงแหล่งพลังงาน แปรรูป และส่งมอบถึงตลาดอย่างต่อเนื่อง ธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียมจึงยังมีบทบาทสำคัญต่อความมั่นคงด้านแหล่งพลังงาน (Energy Security) เนื่องจากโลกยังต้องการน้ำมันจากแหล่งผลิตใหม่อย่างน้อย 20 ล้านบาร์เรลต่อวันภายในปี 2578 ขณะที่โรงกลั่นมีบทบาทในการแปรรูปวัตถุดิบให้เป็นผลิตภัณฑ์พลังงานที่ตลาดต้องการอย่างเพียงพอและมั่นใจ (Energy Reliability) โดยเฉพาะในภาวะที่กำลังการกลั่นโลกตึงตัว
ส่วนเครือข่ายการค้าและโลจิสติกส์ช่วยกระจายแหล่งจัดหาและเส้นทางขนส่ง เพื่อรักษาความต่อเนื่องในการส่งมอบเมื่อเกิดความผันผวนหรือวิกฤต (Energy Resiliency) ด้วยการเชื่อมโยงธุรกิจต้นน้ำ และโรงกลั่นน้ำมัน 2 แห่งที่มีกำลังการกลั่นรวม 294,000 บาร์เรลต่อวัน เข้ากับเครือข่ายการค้าและโลจิสติกส์ กลุ่มบริษัทบางจากจึงสามารถบริหารพลังงานได้ตั้งแต่แหล่งผลิตจนถึงตลาด พร้อมทั้งมีความคล่องตัวในการปรับแผนตามสถานการณ์ (Agility) และความสามารถในการรักษาความต่อเนื่องของการดำเนินงาน
“แผนยุทธศาสตร์ 5 ปี ของกลุ่มบริษัทบางจาก ไม่ได้ตั้งเป้าไว้ที่เพียงรายได้ 1 ล้านล้านบาทในปี 2574 เท่านั้น แต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของการเติบโต ทั้งโครงสร้างธุรกิจที่แข็งแกร่ง ความสามารถในการทำกำไร กระแสเงินสดที่มั่นคง และวินัยทางการเงิน กลไกสำคัญคือการประสานจุดแข็งของทั้ง 5 กลุ่มธุรกิจให้ทำงานเป็นแพลตฟอร์มพลังงานเดียวกัน ส่วนผลการดำเนินงานครึ่งแรกของปี 2569 ที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยมี EBITDA 43,763 ล้านบาท และกำไรสุทธิ 18,383 ล้านบาท ได้แรงสนับสนุนจากทุกๆ กลุ่มธุรกิจ ทั้ง SAF ธุรกิจการค้า ธุรกิจต้นน้ำ และธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน “ นายชัยวัฒน์ กล่าว
** กระบองเพชร**

