เจาะลึก ‘Gaslighting’ ภัยเงียบทางจิตวิทยาในความสัมพันธ์ ที่ทำให้คุณสูญเสียความเป็นตัวเอง

ในยุคที่ความสัมพันธ์ของมนุษย์มีความซับซ้อนมากขึ้น คำว่า ‘Gaslighting’ กลายเป็นคำศัพท์ที่ถูกพูดถึงอย่างกว้างขวาง แต่แท้จริงแล้ว ภัยเงียบทางจิตวิทยาชนิดนี้อันตรายเพียงใด? วันนี้เราจะพาไปทำความเข้าใจถึงรูปแบบการควบคุมจิตใจ ที่อาจแฝงตัวอยู่ในทุกความสัมพันธ์รอบตัวคุณ
จากแผ่นฟิล์มสู่โลกความจริง จุดเริ่มต้นของการปั่นหัว
คำศัพท์นี้มีที่มาจากภาพยนตร์คลาสสิกเรื่อง Gaslight ในปี ค.ศ. 1944 เล่าเรื่องราวของสามีที่หวังฮุบสมบัติภรรยา โดยใช้ทริคปั่นหัวให้เธอเชื่อว่าตนเองมีอาการทางจิต เช่น การแอบหรี่ไฟตะเกียงลงแล้วอ้างว่าเธอคิดไปเอง หรือซ่อนข้าวของแล้วหลอกว่าเธอเป็นคนทำ สิ่งเหล่านี้ทำให้ภรรยาสับสนจนสูญเสียความเป็นตัวเองและถูกควบคุมอย่างสมบูรณ์
ในโลกความเป็นจริง Gaslighting คือ รูปแบบหนึ่งของการควบคุมทางจิตใจ (Psychological Manipulation) ที่ผู้กระทำมุ่งปลูกฝังความแคลงใจและทำลายความเชื่อมั่นของเหยื่อ ซึ่งพบได้ทั้งในความสัมพันธ์เชิงคนรัก ครอบครัว เพื่อน หรือแม้แต่สังคมการทำงาน
สัญญาณอันตราย ถ้อยคำลวงที่ดูเหมือนหวังดี
การควบคุมทางจิตใจนี้มักมาในรูปแบบของคำพูดที่ดูเหมือนธรรมดา แต่แฝงไปด้วยกับดักทางจิตวิทยาที่ทำให้เหยื่อรู้สึกผิด เช่น
"คิดมากไปหรือเปล่า?"
"เพราะคุณทำแบบนั้น ฉันเลยเป็นแบบนี้"
"ที่ทำแบบนี้เพราะเป็นห่วงนะ"
"ทำไมไม่อดทนเลย คนอื่นเขายังทนได้"
ถ้อยคำเหล่านี้ไม่ใช่การโกหกที่โจ่งแจ้ง แต่เป็นการปลูกฝังความไม่เชื่อมั่นในตัวบุคคล ซึ่งเป็นอาวุธที่อันตรายอย่างยิ่ง
คุณกำลังตกเป็นเหยื่อหรือไม่? เช็กสัญญาณเตือน
หากคุณกำลังเผชิญกับความรู้สึกเหล่านี้ อาจเป็นสัญญาณว่าคุณกำลังถูกทำร้ายทางจิตใจ
- เอ่ยคำขอโทษตลอดเวลา รู้สึกว่าทุกเรื่องที่เกิดขึ้นเป็นความผิดของคุณ
- หวาดระแวงและวิตกกังวล กลัวว่าจะทำผิดหรือไม่ถูกใจคนรอบข้างอยู่เสมอ
- สูญเสียความมั่นใจ ไม่กล้าตัดสินใจ และตั้งคำถามกับความคิดของตัวเองตลอดเวลา
- รู้สึกโดดเดี่ยวและไร้กำลัง คิดว่าตัวเองแปลกแยก ไม่มีใครเข้าใจ
- สูญเสียความเป็นตนเอง ผิดหวังในตนเองและกลัวว่าผู้อื่นจะผิดหวังในตัวคุณ
วิธีรับมือและปกป้องจิตใจตนเอง
ความเชื่อมั่นในตนเอง (Self-esteem) คือสิ่งสำคัญที่ไม่ควรปล่อยให้ใครมาทำลาย หากพบว่าตนเองตกอยู่ในสถานการณ์นี้ นี่คือแนวทางในการรับมือ:
เว้นระยะห่างเพื่อตั้งสติ ถอยออกมาจากสถานการณ์ที่บีบคั้น เพื่อให้เวลาตัวเองได้หายใจและทบทวนความจริงที่เกิดขึ้น
เก็บหลักฐาน บันทึกเรื่องราวหรือข้อเท็จจริงไว้ เพื่อใช้ยืนยันกับตัวเองว่าสิ่งที่คุณคิดหรือเห็นนั้นคือเรื่องจริง ไม่ใช่การคิดไปเอง
หาที่ปรึกษาจากมุมมองที่ 3 พูดคุยกับบุคคลภายนอกสถานการณ์ เพื่อให้ช่วยประเมินเรื่องราวอย่างเป็นกลางและเป็นเหตุเป็นผล
เดินออกมาจากความสัมพันธ์ หากพบว่าไม่มีหนทางแก้ไข และการอยู่ต่อทำให้สูญเสียตัวตน การจบความสัมพันธ์ที่ทำร้ายจิตใจอาจเป็นทางออกที่ดีที่สุด
การเป็นตัวของตัวเองโดยไม่ทำให้ใครเดือดร้อนไม่ใช่ความผิด จงยืนหยัดในความคิดของตนเองและอย่าปล่อยให้ทริคทางจิตใจของใครมาควบคุมชีวิตคุณได้
ขอบคุณข้อมูลจาก คณะจิตวิทยาจุฬาลงกรณ์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

