'SPM’ เปิด ‘SPM Testing Service’ ยกระดับความเชื่อมั่นการตรวจสอบผลิตภัณฑ์โลหะ

นายชัยภัทร เขมาภิรักษ์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท สหวิริยาเพลทมิล จำกัด (มหาชน) หรือ SPM เปิดเผยว่า ปัจจุบันภาคอุตสาหกรรมก่อสร้างและการผลิตให้ความสำคัญกับคุณภาพวัสดุ ความปลอดภัยของโครงสร้าง และมาตรฐาน การก่อสร้างมากยิ่งขึ้น การตรวจสอบและทดสอบผลิตภัณฑ์โลหะด้วยมาตรฐานที่เชื่อถือได้จึงเป็นกลไกสำคัญในการบริหารความเสี่ยง ยืนยันคุณภาพของวัสดุ และสร้างความเชื่อมั่นตลอดห่วงโซ่คุณค่าของโครงการ ตั้งแต่ผู้ผลิต ผู้รับเหมา ผู้ออกแบบ เจ้าของโครงการ ไปจนถึงผู้ใช้งานปลายทาง
SPM บริษัทในกลุ่มเอสเอสไอ จึงต่อยอดศักยภาพของห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองความสามารถตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025 เปิดให้บริการ "SPM Testing Service" เพื่อให้บริการตรวจสอบและทดสอบผลิตภัณฑ์โลหะ และงานเชื่อม รองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมในการยืนยันคุณภาพวัสดุด้วยผลการตรวจสอบที่ถูกต้อง เชื่อถือได้ และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ (Traceability) ตามมาตรฐานและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้อง
สำหรับ SPM Testing Service ให้บริการทดสอบผลิตภัณฑ์โลหะและงานเชื่อมโครงสร้างเหล็ก ครอบคลุม 3 กลุ่มงานบริการหลัก เพื่อรองรับความต้องการของลูกค้าทั้งในรูปแบบเฉพาะรายการ แบบแพ็กเกจ และบริการเฉพาะทาง ดังนี้
- บริการเฉพาะรายการสำหรับการตรวจสอบคุณสมบัติวัสดุพื้นฐานของผลิตภัณฑ์โลหะที่มีความหลากหลาย เพื่อให้ลูกค้ามั่นใจในคุณภาพของวัสดุก่อนนำไปใช้งาน โดยรองรับผลิตภัณฑ์โลหะหลายประเภท เช่น เหล็กแผ่น เหล็กโครงสร้าง เหล็กเส้น เหล็กท่อ สเตนเลส อะลูมิเนียม และโลหะวิศวกรรมอื่นๆ ให้บริการทดสอบแบบทำลาย (Destructive Testing: DT) เพื่อประเมินสมบัติเชิงกล องค์ประกอบทางเคมี และคุณภาพของวัสดุ ตัวอย่างงานบริการครอบคลุมการทดสอบแรงดึง (Tensile Testing) การทดสอบดัดโค้ง (Bend Testing) การทดสอบแรงกระแทก (Impact Testing) การทดสอบความแข็ง (Hardness Testing) การวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมี (Chemical Testing) และการตรวจสอบโครงสร้างจุลภาคและมหภาคของโลหะ (Metallographic Examination) ทั้งนี้ การทดสอบที่อยู่ในขอบเขตการรับรองจะดำเนินการภายใต้การรับรองความสามารถของห้องปฏิบัติการตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025
- บริการทดสอบแบบแพ็กเกจพื้นฐานครอบคลุมการทดสอบทางกล เคมี มิติ รูปร่าง ลักษณะทั่วไป และฉลาก เพื่อยืนยันความสอดคล้องตามมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ได้แก่ มอก. 528 มอก. 1479 มอก. 1499 มอก. 1501 และ มอก. 2982 สำหรับใช้ประกอบการยื่นขอการรับรองกับสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) โดย SPM Testing Service เป็นห้องปฏิบัติการทดสอบตามมาตรา 5 ที่สามารถให้บริการทดสอบตามขอบเขตที่เกี่ยวข้องได้อย่างน่าเชื่อถือ
- บริการทดสอบเฉพาะทางสำหรับการตรวจสอบความสมบูรณ์ของวัสดุและแนวเชื่อมในงานโครงสร้างเหล็ก งานประกอบ และงานอุตสาหกรรมที่ต้องการการประเมินด้านความปลอดภัยและคุณภาพเฉพาะทาง โดยให้บริการตรวจสอบแบบไม่ทำลาย (Non-Destructive Testing: NDT) ได้แก่ การตรวจสอบด้วยสายตา (Visual Testing: VT) การตรวจสอบด้วยคลื่นอัลตราโซนิก (Ultrasonic Testing: UT) การตรวจสอบด้วยอนุภาคแม่เหล็ก (Magnetic Particle Testing: MT) และการตรวจสอบด้วยสารแทรกซึม (Liquid Penetrant Testing: PT) ตัวอย่างงานบริการครอบคลุมการตรวจสอบความไม่ต่อเนื่องของแนวเชื่อม การตรวจหารอยร้าวผิวหน้าและใต้ผิว การตรวจสอบ การหลอมละลายไม่สมบูรณ์ การตรวจสอบโพรงอากาศหรือสิ่งบกพร่องภายในแนวเชื่อม การตรวจสอบความหนาและการสึกกร่อนของชิ้นงาน รวมถึงการตรวจสอบเพื่อประกอบการรับรองฝีมือช่างเชื่อมและกระบวนการเชื่อม โดยลูกค้าสามารถเลือกใช้บริการเฉพาะรายการหรือแบบแพ็กเกจได้ตามมาตรฐานหรือข้อกำหนดของแต่ละโครงการ เพื่อสนับสนุนการควบคุมคุณภาพ การตรวจรับงาน และการอ้างอิงทางวิศวกรรมอย่างเหมาะสม
"ความเชื่อมั่นในงานก่อสร้างเริ่มต้นจากความเชื่อมั่นในคุณภาพของวัสดุ การตรวจสอบและทดสอบที่ถูกต้อง โปร่งใส และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ ช่วยให้ผู้ผลิต ผู้รับเหมา ผู้ออกแบบ และเจ้าของโครงการสามารถตัดสินใจบนข้อมูลที่เชื่อถือได้ ลดความเสี่ยงจากการใช้วัสดุที่ไม่ได้มาตรฐาน และเพิ่มความมั่นใจในการตรวจรับและส่งมอบโครงการ SPM จึงต่อยอดศักยภาพของห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองมาตรฐาน ISO/IEC 17025 เป็น SPM Testing Service เพื่อร่วมยกระดับมาตรฐานคุณภาพของอุตสาหกรรมไทย และสนับสนุนให้ทุกโครงการสามารถส่งมอบความอุ่นใจ ความปลอดภัย และความยั่งยืนแก่ผู้ใช้งานได้อย่างแท้จริง" นายชัยภัทร กล่าว
นายชัยภัทร กล่าวเพิ่มเติมว่า บริษัทมีแผนพัฒนาศักยภาพของ SPM Testing Service อย่างต่อเนื่อง ทั้งด้านบุคลากร เครื่องมือ และระบบคุณภาพ พร้อมขยายขอบเขตการให้บริการสู่การตรวจสอบหม้อไอน้ำและภาชนะรับความดัน (Boiler and Pressure Vessel Inspection) การตรวจสอบสำหรับอุตสาหกรรมน้ำมันและก๊าซ (Oil & Gas Inspection) และการตรวจสอบ เพื่อสนับสนุนการบริหารความสมบูรณ์ของสินทรัพย์ (Asset Integrity Inspection) เพื่อรองรับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมที่มีความหลากหลายมากยิ่งขึ้นในอนาคต
“การตรวจสอบที่มีมาตรฐานและสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ไม่เพียงช่วยยืนยันคุณภาพของวัสดุและงานเชื่อมแต่ยังช่วย ลดความเสี่ยงจากการใช้วัสดุที่ไม่ได้มาตรฐาน ลดการแก้ไขงาน ลดการสูญเสียทรัพยากร และเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารคุณภาพของโครงการ ซึ่งนำไปสู่การส่งมอบโครงการที่สร้างความอุ่นใจให้แก่ผู้ใช้งาน ความปลอดภัยตลอดอายุ การใช้งานของโครงสร้าง และการพัฒนาอุตสาหกรรมก่อสร้างไทยอย่างยั่งยืน”นายชัยภัทรกล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

