บทบรรณาธิการ : 27 สิงหาคม 2569

เหตุรุนแรงใน 3 จังหวัดชายแดนใต้ สังคมไทยอย่าหลงประเด็น
สถานการณ์ความรุนแรงในจังหวัดชายแดนภาคใต้ไม่ควรถูกปล่อยให้สังคมหลงประเด็นจนลืมว่า “ปัญหาหลัก”ที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง คือการก่อเหตุความไม่สงบของกลุ่มขบวนการที่ใช้ความรุนแรงเป็นเครื่องมือ สร้างความหวาดกลัวให้กับประชาชน และบั่นทอนความมั่นคงของประเทศ
ตลอดช่วงที่ผ่านมา เกิดเหตุเผา ทำลาย และโจมตีสถานที่ราชการ ตลอดจนร้านค้าและทรัพย์สินของภาคเอกชนในหลายพื้นที่ เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ได้สร้างความเสียหายเฉพาะต่อชีวิตและทรัพย์สิน แต่ยังทำลายความเชื่อมั่นของประชาชน ทำลายบรรยากาศทางเศรษฐกิจการค้าและการลงทุน และทำให้คนในพื้นที่ต้องดำรงชีวิตอยู่ท่ามกลางความหวาดระแวง
นี่คือ “ประเด็นหลัก” ที่สังคมไม่ควรปล่อยให้ เลือนหายไป
แต่ในระยะหลัง กลับมีปรากฏการณ์ที่ทำให้ประเด็นหนึ่งเข้ามาแทนที่ประเด็นใหญ่ นั่นคือกรณีวัยรุ่นถูกยิงจากเฮลิคอปเตอร์ ซึ่งกลายเป็นประเด็นที่ถูกนำมาขุดคุ้ย ขยายความ และถกเถียงอย่างกว้างขวาง ทั้งในสื่อและจากนักการเมืองในพื้นที่
แน่นอนว่า หากมีประชาชนได้รับบาดเจ็บจากการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ เรื่องนี้ต้องตรวจสอบอย่างตรงไปตรงมา ต้องพิสูจน์ข้อเท็จจริงว่าเกิดอะไรขึ้น ใครปฏิบัติอย่างไร มีเหตุจำเป็นหรือไม่ และการใช้กำลังเป็นไปตามกฎหมายและหลักเกณฑ์หรือไม่
ไม่มีใครควรปฏิเสธสิทธิของประชาชนที่จะได้รับความเป็นธรรม
แต่การตรวจสอบเรื่องหนึ่ง ไม่ควรหมายความว่าเราต้องละสายตาจากอีกเรื่องหนึ่งที่เป็นต้นเหตุสำคัญของปัญหา
การกระทำของเจ้าหน้าที่ที่อาจมีข้อสงสัย ต้องตรวจสอบตามกระบวนการยุติธรรม ขณะเดียวกัน การเผาสถานที่ราชการ การทำลายทรัพย์สินของประชาชนการโจมตีสถานประกอบการ หรือการสร้างความหวาดกลัวให้เกิดขึ้นในพื้นที่ ก็ต้องถูกประณามและดำเนินการตามกฎหมายเช่นเดียวกัน
สองเรื่องนี้สามารถอยู่ร่วมกันได้ และไม่จำเป็นต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง
สิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ หากสังคมปล่อยให้ประเด็นเรื่องการปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่กลายเป็น “เรื่องหลัก” จนกลบความรุนแรงจากกลุ่มขบวนการที่ก่อเหตุ สุดท้ายแล้วคนที่ได้ประโยชน์อาจไม่ใช่ประชาชนในพื้นที่ แต่กลับเป็นฝ่ายที่ต้องการให้สังคมลืมว่า ใครเป็นผู้สร้างความหวาดกลัวและทำลายความสงบเรียบร้อยมาตลอด
การตรวจสอบเจ้าหน้าที่เป็นสิ่งจำเป็นในสังคมประชาธิปไตย แต่การตรวจสอบเจ้าหน้าที่ไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องมือในการลดทอนความผิดของผู้ก่อเหตุรุนแรง
สังคมไทยจึงควรมี “เอกภาพในทิศทางใหญ่”ให้ชัดเจนว่า ไม่ว่าผู้ก่อเหตุจะเป็นใคร มีแรงจูงใจทางการเมืองหรืออุดมการณ์อย่างไร การใช้ความรุนแรงต่อประชาชนและการทำลายทรัพย์สินเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้
ขณะเดียวกัน หากเจ้าหน้าที่รัฐใช้อำนาจเกินขอบเขต ก็ต้องตรวจสอบและรับผิดชอบเช่นกัน เพราะหลักนิติธรรมไม่ได้เลือกข้าง และกฎหมายต้องใช้กับทุกฝ่ายอย่างเสมอภาค
จังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องการความสงบต้องการการลงทุน ต้องการโอกาสทางเศรษฐกิจ และที่สำคัญที่สุดคือประชาชนต้องการกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ
ดังนั้น อย่าหลงประเด็น
ตรวจสอบทุกเรื่องที่ควรตรวจสอบ แต่ต้องไม่ลืม “ต้นเหตุของความรุนแรง” และต้องไม่ปล่อยให้การขยายประเด็นใดประเด็นหนึ่ง กลายเป็นม่านควันบดบังความจริงว่า ยังมีกลุ่มบุคคลที่เลือกใช้ความรุนแรงและละเมิดกฎหมายเพื่อสร้างความหวาดกลัวให้เกิดขึ้นในพื้นที่
และสังคมไทยต้องไม่ลืมข้อเท็จจริงสำคัญอีกประการหนึ่งว่า ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้
ไม่ได้มีเพียงเรื่องอาชญากรรมทั่วไป หากแต่เกี่ยวข้องกับการเคลื่อนไหวของขบวนการที่มีเป้าหมายทางการเมืองและมีแนวคิดแบ่งแยกดินแดน ซึ่งหากปล่อยให้ความรุนแรงดำรงอยู่ต่อไป ย่อมเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติและบูรณภาพแห่งดินแดน
การปกป้องบูรณภาพแห่งดินแดน ไม่ได้หมายความว่าจะละเลยสิทธิหรือความเป็นธรรมของประชาชนตรงกันข้ามรัฐต้องยืนอยู่บนหลักกฎหมายและความยุติธรรมพร้อมกับปกป้องประชาชนจากการใช้ความรุนแรงของทุกฝ่าย
สังคมไทยจึงต้องยืนให้มั่นในหลักการเดียวกันว่า ตรวจสอบรัฐได้ แต่ต้องไม่ลืมผู้ก่อความรุนแรง ประชาชนต้องได้รับความเป็นธรรม แต่การใช้ความรุนแรงเพื่อแบ่งแยกดินแดนก็ไม่อาจเป็นสิ่งที่สังคมยอมรับได้
เพราะหากเราหลงประเด็น จนลืมว่า “เรากำลังเผชิญกับอะไร” การแก้ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็อาจยิ่งห่างไกลจากคำว่า ความสงบสุข ออกไปทุกที
ข่าวที่เกี่ยวข้อง


