วัส ติงสมิตร กาง 6 ระดับ ความรับผิดชอบองค์กรอิสระทั่วโลก เตือนคดีฮั้ว สว. ร้ายแรงกว่าปี 49 ร้อยเท่า

31 สิงหาคม 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โฑสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า บทสรุปประวัติศาสตร์: เมื่อ "องค์กรอิสระ" ดำดิ่งสู่ความอัปยศ
สถานะ องค์กรอิสระ ถูกออกแบบมาเพื่อป้องกันการแทรกแซงจากฝ่ายบริหารและการเมือง แต่หลายกรณีทั่วโลกชี้ให้เห็นว่า หากองค์กรเลือกตั้งสูญเสียความเป็นกลาง ทรยศต่อเจตจำนงของประชาชน หรือใช้อำนาจโดยมิชอบ ผลลัพธ์สุดท้ายมักจบลงด้วยวิกฤตความชอบธรรม การปฏิรูปองค์กร หรือคำพิพากษาลงโทษทางอาญา
6 ระดับความรับผิดขององค์กรเลือกตั้งทั่วโลก
1. ความรับผิดชอบทางธุรการและการบริหารจัดการ (Administrative Accountability)
เกาหลีใต้ (3 มิถุนายน 2026): ในการเลือกตั้งท้องถิ่น เกิดปัญหาบริหารจัดการล้มเหลว บัตรเลือกตั้งไม่เพียงพอในหลายหน่วยลงคะแนน จนต้องหยุดการลงคะแนนชั่วคราวและกระทบสิทธิของประชาชน แม้จะไม่ปรากฏว่ามีการทุจริตผลคะแนน แต่เมื่อกระทบสิทธิขั้นพื้นฐาน ประธานคณะกรรมการเลือกตั้งแห่งชาติ (NEC) Roh Tae-ak จึงแสดงความรับผิดชอบด้วยการลาออกจากตำแหน่ง และถูกรัฐสภาเข้าตรวจสอบโครงสร้างการบริหารงานอย่างละเอียด
2. ความรับผิดชอบเชิงสถาบันและศรัทธาสาธารณะ (Institutional Accountability)
เคนยา (27 ธันวาคม 2007): หลังการประกาศผลเลือกตั้งประธานาธิบดี เกิดข้อสงสัยรุนแรงในกระบวนการรวบรวมและนับคะแนนของคณะกรรมการเลือกตั้ง (ECK) รัฐบาลต้องตั้งคณะกรรมการตรวจสอบ (Kriegler Commission) ซึ่งพบข้อบกพร่องร้ายแรงเชิงโครงสร้าง ผลลัพธ์นำไปสู่การ ยุบองค์กร ECK และปฏิรูปโครงสร้างองค์กรจัดการเลือกตั้งใหม่ทั้งระบบ
เม็กซิโก (6 กรกฎาคม 1988): เกิดวิกฤตระบบรายงานผลการเลือกตั้งประธานาธิบดีล่ม (Se cayó el sistema) นำไปสู่วิกฤตความเชื่อมั่นของประชาชนต่อระบบการจัดการเลือกตั้งโดยฝ่ายบริหารอย่างรุนแรง ความกดดันทางสังคมบังคับให้เกิดการปฏิรูปใหญ่และจัดตั้งสถาบันเลือกตั้งแห่งชาติที่เป็นอิสระ (IFE ซึ่งต่อมาคือ INE) ขึ้นมากู้คืนความโปร่งใส
3. ความรับผิดชอบต่อความซื่อสัตย์สุจริตของการเลือกตั้ง (Electoral Integrity Accountability)
ปากีสถาน (8 กุมภาพันธ์ 2024): เกิดข้อกล่าวหาทุจริตการเลือกตั้งทั่วไปอย่างกว้างขวาง จนกระทั่งในวันที่ 17 กุมภาพันธ์ 2024 Liaqat Ali Chattha อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูง (Commissioner) ของ Rawalpindi ได้ออกมายอมรับต่อสาธารณชนว่าตนเองมีส่วนร่วมในการบิดเบือนและเปลี่ยนผลการนับคะแนน จากนั้นได้ประกาศลาออกจากตำแหน่งและถูกนำตัวเข้าสู่กระบวนการสอบสวนทางอาญา
4. ความรับผิดชอบต่อผลประโยชน์ทับซ้อนและการทุจริต (Integrity & Conflict of Interest Accountability)
ฟิลิปปินส์ (คดีจัดซื้อจัดจ้างระบบเลือกตั้ง): Andres Bautista อดีตประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (COMELEC) ถูกอัยการสหรัฐฯ ฟ้องร้องดำเนินคดีอาญาในปี 2024 ในข้อหารับเงินสินบนประมาณ 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากบริษัทจัดทำระบบเลือกตั้ง (Smartmatic) เพื่อเอื้อประโยชน์ในการเสนอราคาและแลกกับสัญญาจัดซื้อจัดจ้างระบบเลือกตั้งอิเล็กทรอนิกส์
5. ความรับผิดชอบทางอาญาของกรรมการเลือกตั้ง (Criminal Accountability)
อินโดนีเซีย (20 พฤษภาคม 2005): Nazaruddin Sjamsuddin ประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (KPU) ถูกจับกุมในคดีทุจริตการใช้องค์กรและงบประมาณจัดซื้อจัดจ้าง และในวันที่ 14 ธันวาคม 2005 ศาลคดีคอร์รัปชันได้พิพากษา จำคุก 7 ปี ซึ่งชี้ให้เห็นชัดเจนว่าสถานะองค์กรอิสระไม่ใช่เกราะป้องกันโทษทางอาญา
6. ความรับผิดชอบจากการใช้อำนาจหน้าที่จัดการเลือกตั้งโดยมิชอบ (Abuse of Electoral Authority Accountability)
บังกลาเทศ (25 มิถุนายน 2025): Kazi Habibul Awal อดีตประธาน กกต. ซึ่งทำหน้าที่ควบคุมการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 7 มกราคม 2024 ถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจจับกุมเพื่อดำเนินคดีอาญา จากข้อกล่าวหาเรื่องการใช้อำนาจจัดการเลือกตั้งที่ไม่ชอบธรรมและขาดความโปร่งใส
กรณีศึกษาเพิ่มเติมในระดับสากล
ยูเครน (พฤศจิกายน 2004): เกิดการทุจริตบัตรเลือกตั้งและการนับคะแนนเพื่อเอื้อประโยชน์แก่ วิคเตอร์ ยานูโควิช ผลลัพธ์นำไปสู่ "การปฏิวัติสีส้ม" (Orange Revolution) และศาลสูงสุดพิพากษาให้ การเลือกตั้งเป็นโมฆะ สั่งจัดเลือกตั้งใหม่ (การปฏิวัติสีส้ม (Orange Revolution) ถูกใช้เป็นหมุดหมายสำคัญของ "การปฏิวัติสี" (Color Revolutions) ซึ่งหมายถึงกลุ่มการเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องความโปร่งใส ปฏิรูปการเลือกตั้ง และโค่นล้มอำนาจนิยมด้วยสันติวิธีในกลุ่มประเทศอดีตสหภาพโซเวียต)
สหราชอาณาจักร (พฤษภาคม 2014 - เมือง Tower Hamlets): นายกเทศมนตรี Lutfur Rahman โกงบัตรเลือกตั้งทางไปรษณีย์และใช้อิทธิพลศาสนาข่มขู่ ศาลพิพากษาให้ ผลเลือกตั้งเป็นโมฆะ ปลดจากตำแหน่ง และสั่งตัดสิทธิทางการเมือง 5 ปี
สหรัฐอเมริกา (พฤศจิกายน 2018 - นอร์ทแคโรไลนา เขต 9): หัวคะแนนเข้าแทรกแซงและแก้ไขบัตรเลือกตั้งทางไปรษณีย์ คณะกรรมการเลือกตั้งรัฐ ปฏิเสธการรับรองผล สั่งจัดเลือกตั้งใหม่ และดำเนินคดีอาญาแก่ผู้เกี่ยวข้อง
คดีจัดการเลือกตั้งในประเทศไทย
คำพิพากษาศาลฎีกา 3 มิถุนายน 2559: ศาลฎีกาพิพากษายืนให้ จำคุก พล.ต.อ.วาสนา เพิ่มลาภ อดีตประธาน กกต. และ นายปริญญา นาคฉัตรีย์ อดีต กกต. คนละ 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา พร้อมเพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 10 ปี จากกรณีละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ไม่เร่งรัดสอบสวนข้อร้องเรียนคดีจ้างพรรคเล็กลงรับสมัครเลือกตั้งในการเลือกตั้ง 2 เมษายน 2549 ซึ่งถือเป็นบรรทัดฐานสูงสุดของไทยว่า กกต. ต้องรับโทษทางอาญาหากใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบและเอื้อประโยชน์แก่พรรคไทยรักไทย
บทสรุป
ความร้ายแรงของคดีฮั้ว ส.ว. 2567 มีมากกว่าคดีจัดการเลือกตั้ง 2549 ร้อยเท่าพันทวี เพราะส่งผลให้เครือข่ายทางการเมืองสามารถเข้าไปยึดฐานอำนาจในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญและองค์กรสำคัญอื่น ๆ นอกเหนือจากการครองอำนาจบริหาร ทำให้ไม่สามารถตรวจสอบถ่วงดุลได้โดยสิ้นเชิง
ในคดีเลือกตั้ง กกต. มีหน้าที่พิจารณา "หลักฐานอันควรเชื่อได้" (Reasonable Evidence to Believe) ไม่สามารถใช้ “หลักพิสูจน์จนปราศจากข้อสงสัยตามสมควร” (Proof Beyond a Reasonable Doubt) ในคดีความผิดทางอาญา
“ดุลพินิจวินิจฉัย” ของ กกต. ว่า “มีหลักฐานอันควรเชื่อได้” ในการส่งคดีฮั้ว สว. ไปให้ศาลฎีกาพิจารณาหรือไม่ ต้องมีเหตุผลที่มีน้ำหนักเป็นที่ยอมรับได้ หากไม่ต้องการให้องค์กรต้องเผชิญกับวิกฤตความศรัทธา และประเทศขาติถูกกินรวบไปอย่างสมบูรณ์
วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
31/8/69
#องค์กรอิสระ #กกต #คดีฮั้วสว #วาสนาเพิ่มลาภ #นิติรัฐ #วิจารณ์การเมือง #มีเรื่องเล่าPodcast #เลือกตั้งโปร่งใส #บทเรียนประวัติศาสตร์ #วัสติงสมิตร
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

