'พิพัฒน์' ชี้รถไฟทางคู่สายใต้ ช่วยเพิ่มความเร็วในการขนส่ง เชื่อมปีนังออกมหาสมุทรอินเดียต้นทุนต่ำสุด
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายหรัฐมนตรี และรมว.คมนาคม กล่าวถึงกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรีนอกสถานที่อย่างเป็นทางการนอกสถานที่ (ครม.สัญจร) จ.สงขลาเห็นชอบให้มีการเดินหน้าก่อสร้างโครงการรถไฟทางคู่ระยะที่ 2 วงเงินรวม 106,798 ล้านบาท รวม 3 เส้นทาง ได้แก่ ชุมพร-สุราษฎร์ธานี สุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่ และชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ว่าทั้ง 3 โครงการนี้จะเข้ามาตอบโจทย์นโยบายของนายกรัฐมนตรีที่เน้นย้ำเรื่องการเชื่อมต่อโครงข่ายคมนาคมที่ยังไม่สมบูรณ์ หรือ Missing Link เพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงระบบรางที่สมบูรณ์ครบวงจร (Full Loop)
นายพิพัฒน์ กล่าวว่า การก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานทั้ง 3 โครงการจะเกิดประโยชน์ต่อเศรษฐกิจภาคใต้และระดับประเทศ เนื่องจากสามารถเชื่อมโยงโครงข่ายโลจิสติกส์จากจีนตอนใต้ โดยสามารถรองรับการขนส่งสินค้าจากพื้นที่จีนตอนใต้ ผ่านประเทศลาว และส่งตรงลงมายังพื้นที่ภาคใต้ในปริมาณมากขึ้นและสามารถบริหารจัดการได้อย่างเป็นระบบ และยังเป็นประโยชน์สำหรับการขนส่งสินค้าเกษตรในพื้นที่ภาคใต้ โดยส่งออกผลไม้จากในพื้นที่ เช่นการส่งออกทุเรียนไทย สามารถเพิ่มความรวดเร็วในการขนส่งเพื่อไปจำหน่ายยังตลาดจีนตอนใต้ผ่านทางระบบราง ช่วยลดขั้นตอนและประหยัดเวลาการขนส่งได้อย่างมีนัยสำคัญ

นายพิพัฒน์ กล่าวว่า นอกจากนี้ เส้นทางรถไฟทางคู่ภาคใต้ยังสามารถเปิดเส้นทางส่งออกสู่มหาสมุทรอินเดียด้วยต้นทุนต่ำที่สุด เนื่องจากประเทศไทยในปัจจุบันยังไม่มีท่าเรือฝั่งมหาสมุทรอินเดีย การพัฒนาทางคู่สายใต้จะช่วยให้ไทยสามารถขนส่งสินค้าทางรางเพื่อเชื่อมต่อไปยังรัฐปีนัง ประเทศมาเลเซีย เพื่อส่งออกสินค้าต่อไปยังอินเดีย ตะวันออกกลาง และยุโรป ซึ่งนับเป็นเส้นทางขนส่งที่มีค่าใช้จ่ายและต้นทุนต่ำที่สุดในขณะนี้
สำหรับเส้นทางรถไฟทางคู่สายใต้ที่มีการอนุมัติก่อสร้างในที่ประชุม ครม.สัญจร จ.สงขลา ประกอบไปด้วย 1.โครงการช่วงชุมพร-สุราษฎร์ธานี ใช้ระยะเวลาดำเนินการ 7 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569 ถึง 2575 วงเงิน 36,892.32 ล้านบาท 2.โครงการช่วงสุราษฎร์ธานี-ชุมทางหาดใหญ่ ใช้ระยะเวลาดำเนินการ 8 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569 ถึง 2576 วงเงิน 61,534.55 ล้านบาท
และ 3.โครงการช่วงชุมทางหาดใหญ่-ปาดังเบซาร์ ใช้ระยะเวลาดำเนินการ 6 ปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ 2569 ถึง 2574 วงเงิน 8,371.45 ล้านบาท

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

