สสส.-จังหวัดเลย ผนึก 39 ภาคี ยกระดับ'จังหวัดเลยน่าอยู่' สานต่องานลดปัจจัยเสี่ยงสุขภาพ ขยาย MOU ครอบคลุม 14 อำเภอ

จังหวัดเลย สสส. และภาคีเครือข่ายกว่า หน่วยงาน ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะจังหวัดเลย “จังหวัดเลยน่าอยู่ งานบุญประเพณีปลอดเหล้า ขับขี่ปลอดภัย และปกป้องเด็กและเยาวชนจากปัจจัยเสี่ยง” ระยะปี 2569–2572 ณ ห้องประชุมศรีสองรัก ชั้น 5 ศาลาการจังหวัดเลย สานต่องานที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2563 พร้อมขยายผลจากพื้นที่นำร่อง 5 อำเภอสู่การดำเนินงานครอบคลุมทั้ง 14 อำเภอ มุ่งพัฒนากลไกจัดการปัจจัยเสี่ยงในระดับจังหวัด และยกระดับจังหวัดเลยสู่ “จังหวัดแห่งความปลอดภัยทางสังคม”
นายชัยพจน์ จรูญพงศ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเลย กล่าวว่า การลงนาม MOU ครั้งนี้เป็นการสานต่อและยกระดับความร่วมมือที่ดำเนินมาตั้งแต่ปี 2563 จากการขับเคลื่อนงานบุญประเพณีปลอดเหล้าและขับขี่ปลอดภัย สู่กรอบการทำงานที่ครอบคลุมการจัดการปัจจัยเสี่ยงและการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยทั้งจังหวัด โดยมีเป้าหมายให้ทุกภาคส่วนร่วมเป็นเจ้าของการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะ และเกิดการทำงานที่ต่อเนื่องตั้งแต่ระดับจังหวัดถึงชุมชน จังหวัดเลยจึงร่วมกันกำหนดแนวทางขับเคลื่อน 6 ด้าน ได้แก่ การบังคับใช้กฎหมาย, การปกป้องเด็กและเยาวชนจากปัจจัยเสี่ยง, การป้องกันอุบัติเหตุทางถนน, การส่งเสริมงานบุญประเพณีปลอดปัจจัยเสี่ยง, การสร้างบุคคลและองค์กรต้นแบบ และการสื่อสารสาธารณะเพื่อสร้างการมีส่วนร่วม โดยบูรณาการหน่วยงานและภาคีเครือข่ายให้ทำงานไปในทิศทางเดียวกัน เพื่อให้เกิดผลเป็นรูปธรรมและนำไปสู่จังหวัดที่น่าอยู่ ปลอดภัย และมีคุณภาพชีวิตที่ดีสำหรับประชาชนทุกช่วงวัย
รศ.ภก.ดร.วิทยา กุลสมบูรณ์ กรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ และกรรมการบริหารแผนคณะที่ 1 กล่าวว่า ปัญหาปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพโรคจากพฤติกรรมมีปัจจัยทั้งมาจากสภาพสังคม ค่านิยม การตลาดของธุรกิจโดยพบความเสี่ยงจากความดันสูง น้ำตาลในเลือด การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ ความเครียด ฯลฯ ทำให้คนไทยป่วยเป็นโรค NCDs ที่มีผลต่อการสูญเสียปีสุขภาวะ และอายุไขเฉลี่ยคนไทยที่ลดลง ดังนั้น สสส.ในบทบาทสร้างสุขภาพนำซ่อม ทำหน้าที่เสริมพลังกลไกหลักโดยการสนับสนุนกลไกภาคประชาสังคม ซึ่งกรณีของจังหวัดเลย เป็นตัวอย่างในการสร้าง “นิเวศสุขภาวะ” โดยนำเอาต้นแบบนวัตกรรมมาสู่การขยายผลในระดับพื้นที่จังหวัด
“จังหวัดเลยมีความท้าทายจากโรค NCDs การบาดเจ็บเสียชีวิตจากอุบัติเหตุ ปัญหาการดื่มสุราที่เพิ่มจากปี 2564 ร้อยละ 33.6 เป็นร้อยละ 43.6 ในปี 2567 ซึ่งการลดความเสี่ยงได้ต้องอาศัยการเชื่อมโยงขับเคลื่อนตั้งแต่ระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชน หน่วยงาน ไปจนถึงระดับนโยบาย เปลี่ยนจาก ‘วงจรปัจจัยเสี่ยง’ ไปสู่ ‘วงจรสุขภาวะ’ ที่ทุกภาคส่วนร่วมกันสร้างสภาพแวดล้อมให้คนปลอดภัย มีภูมิคุ้มกัน และมีคุณภาพชีวิตที่ดี” รศ.ภก.ดร.วิทยา กล่าว
นายภัทรพล ลักษณาวิบูลย์กุล หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทา สาธารณภัยจังหวัดเลย กล่าวว่า สถานการณ์อุบัติเหตุทางถนนในพื้นที่จังหวัดเลยยังคงมีสาเหตุหลักจากพฤติกรรม "เมาแล้วขับ" และ "ขับรถเร็วเกินกฎหมายกำหนด" โดยรถจักรยานยนต์เป็นยานพาหนะที่เกิดอุบัติเหตุสูงสุดถึงร้อยละ 80 ทั้งนี้ ข้อมูลจากระบบ E-report ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยชี้ให้เห็นแนวโน้มเชิงบวก โดยจำนวนผู้เสียชีวิตจากกรณีดื่มแล้วขับลดลงต่อเนื่อง 3 ปีซ้อน ในปี 2567 มี 58 ราย ปี 2568 ลดลงเป็น 45 ราย ใน ส่วนปี 2569 เหลือ 37 ราย ผลจากการบูรณาการความร่วมมือของตำรวจ สาธารณสุข อสม. และจิตอาสาในพื้นที่ ผ่านมาตรการเชิงรุก อาทิ การตั้งด่านชุมชน เคาะประตูบ้านสร้างการรับรู้ป้องกันการดื่มแล้วขับในช่วงเทศกาล งานบุญประเพณี รวมทั้งรณรงค์สวมหมวกนิรภัยในสถานศึกษา
จากการดำเนินงานที่ผ่านมา สนง. ปภ. มีการอบรมบุคลากรองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นครบทุกระดับ จำนวน 5 รุ่น พร้อมเตรียมยกระดับความร่วมมือสู่การจัดทำบันทึกข้อตกลง (MOU) ครั้งนี้ จะขยายเครือข่ายให้ครอบคลุมชุมชน หมู่บ้าน และสถานศึกษาทุกระดับอย่างเป็นระบบ จัดประชุมระดมความคิดเห็นและถอดบทเรียนร่วมกับหน่วยงานภาคี ทั้งสาธารณสุข ตำรวจ และสถานศึกษา เพื่อกำหนดแนวทางที่เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ โดยตั้งเป้าปลูกฝังจิตสำนึกด้านความปลอดภัยทางถนนตั้งแต่ระดับประถมศึกษา ควบคู่กับการรณรงค์เรื่องแอลกอฮอล์และยาเสพติดอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันให้จังหวัดเลยลดอุบัติเหตุทางถนนอย่างยั่งยืนภายในกรอบเป้าหมายปี 2569-2572

นายธัชชัย ศุกระกาญจน์ หัวหน้าสำนักงานจังหวัดเลย กล่าวถึงการดำเนินการว่า ในนามของคณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายลดปัจจัยเสี่ยง จังหวัดเลยร่วมกับเครือข่ายงดเหล้าและภาคี ดำเนินงานควบคุมปัจจัยเสี่ยงด้านสุขภาพ (แอลกอฮอล์ อุบัติเหตุ ฯลฯ) มาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2563-2565 ผ่าน MOU จาก 22 หน่วยงาน และ ปี 2566-2568 ทำ MOU 14 อำเภอ โดยขับเคลื่อนเข็มข้นใน 5 อำเภอ (อ.เมืองเลย อ.เชียงคาน อ.ด่านซ้าย อ.วังสะพุง อ.เอราวัณ) และปี 2569 ได้รับความร่วมมือกับภาคีกว่า 39 หน่วยงาน โดย ขับเคลื่อน 6 ด้าน
ผลลัพธ์ที่ผ่านมา เกิดมาตรการจัดงานบุญประเพณีปลอดเหล้า เช่น งานสงกรานต์ งานลอยกระทง งานแข่งเรือ พฤติกรรมดื่มสุรา การทะเลาะวิวาท และอุบัติเหตุลดลง เกิดบรรยากาศที่เหมาะสมต่อครอบครัวและนักท่องเที่ยว และภาคีเครือข่ายพัฒนาบทบาทจาก "ผู้ปฏิบัติตาม" สู่ "ผู้ร่วมกำหนดนโยบาย" นอกจากนี้ยังต่อยอดสู่การคุ้มครองเด็กและเยาวชนผ่าน "คณะทำงานจังหวัดน่าอยู่สำหรับเด็กและเยาวชน" ที่เชื่อมโยงการป้องกันปัจจัยเสี่ยงอย่างเป็นระบบ จึงนำไปสู่การจัดทำ MOU ฉบับใหม่ (2569–2572) ครั้งนี้
นางฐิติพันธุ์ วงศ์คำจันทร์ ผู้ประสานงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าจังหวัดเลย กล่าวว่า บทบาทภาคประชาสังคมคือการเติมเต็ม สร้างต้นแบบ และเสริมพลังในการแก้ปัญหาที่ยากสวนกระแสสังคมลำพังส่วนราชการไม่เพียงพอ เช่น 1.การขับเคลื่อนงานชุมชนคนสู้เหล้าแหล่งเรียนรู้บ้านหัวฝาย อ.เอรวัณ และชุมชนคนสู้เหล้าเทศบาลเมืองใหม่ อ.เมืองเลย 2.พื้นที่จัดสภาพแวดล้อมงานบุญประเพณีปลอดเหล้า เทศบาล ต.เชียงคาน อ.เชียงคาน 3.งานป้องกันปัจจัยเสี่ยงในเด็ก เยาวชน โดยมีครูต้นแบบคนหัวใจเพชร สามเณร แกนนำเยาวชน YSDN และโครงการปฐมวัยปลูกพลังบวกสร้างจิตสำนึกป้องกันปัจจัยเสี่ยงต้นแบบร่วมกับเทศบาลเมืองเลย และ 4.บทบาทการเฝ้าระวังและสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมายควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และยาสูบ ซึ่งมีส่วนทำให้ป้องกันการทำผิดกฎหมาย และลดปัญหาผลกระทบได้เป็นอย่างดี
สำหรับการลงนาม MOU ระยะปี 2569–2572 จะมีแผนดำเนินงานโดยการทบทวนผลการดำเนินงานที่ผ่านมา พัฒนาศักยภาพคณะทำงาน วางระบบการติดตามประเมินผล โดยบทบาทของภาคประชาสังคมจะร่วมเป็นคณะ และนำบทเรียนขยายผลสู่พื้นที่ 14 อำเภอ โดยแต่ละปีจะมีประชุมสรุปบทเรียนร่วมกันของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นางฐิติพันธุ์ กล่าวทิ้งท้าย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

