บี้ดาต้าเซ็นเตอร์ กทม.ตื่นเร่งล้อมคอก เอกนิติถกรื้อทั้งระบบ

บี้ดาต้าเซ็นเตอร์
กทม.ตื่นเร่งล้อมคอก
เอกนิติถกรื้อทั้งระบบ
“ชัชชาติ”ผนึก ก.พลังงาน-กฟน.-กปน.แจงข้อกังวล “ดาต้าเซ็นเตอร์”กลางกทม.ยันยัง ไม่กระทบไฟ-น้ำ สั่งเบรกออกใบอนุญาตใหม่-ใบอนุญาตสำรองน้ำมัน พร้อมเร่งเข้มเช็คความปลอดภัยทุกแห่ง ส่วนกรณีรามคำแหง 28-พระราม 9 หากพบตุนน้ำมัน จ่อเอาผิดสูงสุดโทษ จำคุก 2 ปี พร้อมปูพรมสแกนทุกพื้นที่“เอกนิติ” เรียกถกบอร์ดด้าต้าเซ็นเตอร์ ลั่นทุบโต๊ะรื้อระบบใหม่ อุดช่องโหว่กฎหมาย สั่ง BOI เช็คลิสต์ขออนุญาตไม่ถูกต้อง สั่งใช้กฎหมายเข้าไปจัดการเข้ม
เมื่อวันที่ 2 กันยายน 2569 ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร(กทม.)นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมด้วย นางสาวฐิติภัสร์ โชติเดชาชัยอนันต์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน นายสุพิเชฐ ถาวรทวีวงษ์ รองผู้ว่าการการประปานครหลวง (กปน.)และนายเกษม สระทองฮัก ผู้ช่วยผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง (MEA)สายงานวางแผนและนวัตกรรม ร่วมแถลงข่าวกรณีพบดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพมหานครโดยไม่ได้รับอนุญาตและมีการกักตุนน้ำมันเป็นจำนวนมาก
กทม.สั่งหยุดใบอนุญาตดาตาเซ็นเตอร์
โดยผู้ว่าฯชัชชาติ เปิดเผยว่าดาต้าเซ็นเตอร์เป็นเรื่องกังวลของกรุงเทพมหานคร และเป็นเรื่องใหญ่ที่รัฐบาลดำเนินการแล้ว กรุงเทพมหานครไม่ได้นิ่งนอนใจได้รับแจ้งตั้งแต่มีการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์ข้างโรงพยาบาลพระราม 9แล้ว และมีการสั่งไม่ให้ใบอนุญาตเพิ่มเติมตั้งแต่ 3 สัปดาห์ก่อน ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งการไฟฟ้านครหลวงการประปานครหลวง และกรมธุรกิจพลังงาน ก็ยังไม่มีการอนุญาตเพิ่มเติมให้มีการสำรองคลังน้ำมัน ตอนนี้ทุกอย่างไม่มีการออกใบอนุญาตเพิ่มเติม
สำหรับดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นศูนย์รวมคอมพิวเตอร์ที่ใช้ในการเก็บข้อมูลและประมวลผล มีมานานแล้วเป็นระบบที่ให้บริการคลาวด์ซึ่งเป็นบริการภายในของบริษัทที่บอกว่าในกรุงเทพฯมีดาต้าเซ็นเตอร์ 30-40 แห่ง มีมานานแล้ว แต่ช่วงหลังเทคโนโลยีและรูปแบบธุรกิจเปลี่ยนไป มีดาต้าเซ็นเตอร์ตั้งขึ้นมาโดยเฉพาะมีขนาดใหญ่เพื่อให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์กับหน่วยงานอื่น ที่ผ่านมาเรามีดาต้าเซ็นเตอร์ที่มาขออนุญาตกับกรุงเทพมหานคร ตั้งแต่ ปี’64-65 จำนวน 6 แห่ง ได้รับใบอนุญาตแล้ว3 แห่ง อีก 3 แห่ง ให้หยุดและทบทวนตามมาตรฐานที่เกี่ยวข้องก่อน
ชี้ไม่มีนิยามในก.ม.ต้องทบทวนใหม่
“ทั้งนี้ ข้อกังวลของกทม.ดาต้าเซ็นเตอร์ ไม่มีนิยามในกฎหมาย ดังนั้นการขออนุญาตจะเป็นการขออนุญาตจัดตั้งคลังสินค้า ผังเมือง ก็ยังไม่ได้อยู่ในข้อที่ต้องทำ EIA ไม่ต้องขอใบอนุญาตประกอบโรงงานอุตสาหกรรมดังนั้นจึงต้องมีการทบทวนรายละเอียดเพื่อมีคำนิยามใหม่ซึ่งสำนักนายกรัฐมนตรีได้ประกาศคำนิยามของดาต้าเซ็นเตอร์มาแล้วในเดือนส.ค. 2569 เชื่อว่าจะมีกระบวนการทบทวนรายละเอียดทั้งเรื่องผังเมือง หรือการทำ EIA เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบันมากขึ้น ขณะที่การใช้ไฟฟ้าดาต้าเซ็นเตอร์ มีขนาดแตกต่างกัน โดยในกรุงเทพมหานคร จะมีขนาด 20 เมกะวัตต์ ส่วนต่างจังหวัดอาจจะมีขนาดหลายร้อยเมกะวัตต์”ผู้ว่าฯชัชชาติ กล่าว
นายชัชชาติยืนยันว่า ดาต้าเซ็นเตอร์เป็นส่วนหนึ่งของบริษัท ไม่ได้ขออนุญาตต่างหาก แต่เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างอาคารอยู่ในกระบวนการ EIA เราไม่ได้มีการขอข้อมูลนี้แยกต่างหากปัจจุบันมีดาต้าเซ็นเตอร์อยู่ 30-40 แห่งที่เปิดมา 10 กว่าปี แต่การขอตั้งแบบสแตนด์อโลน ขนาดใหญ่มีประมาณ6 แห่ง
แจงยังไม่กระทบการใช้ไฟฟ้า-น้ำ
นายเกษม ในฐานะผู้ช่วยผู้ว่าการการไฟฟ้านครหลวง(กฟน.)สายงานวางแผนและนวัตกรรมชี้แจงว่าดาต้าเซ็นเตอร์ในพื้นที่กรุงเทพฯไม่ใช่ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ซึ่งที่เป็นข่าวอยู่ระดับแค่ 20 เมกะวัตต์ใช้จริง 8 เมกะวัตต์ ปกติเราจะจ่ายไฟแยก โดยไม่กระทบกับประชาชนโดยพื้นที่ที่มาขอใช้ไฟฟ้า ก็เป็นพื้นที่ที่การไฟฟ้านครหลวงสามารถจ่ายไฟได้หากเทียบกับการใช้ไฟพื้นฐานของธุรกิจขนาดใหญ่ ถือว่าน้อยมากยกตัวอย่างห้างสรรพสินค้าจะใช้ไฟขนาดใหญ่กว่านี้มากหรือโครงการใหญ่ๆ ก็จะใช้ไฟมากกว่า 100 เมกะวัตต์ ยืนยันว่าการขอใช้ไฟได้รับมาตรฐานและปลอดภัย ขณะที่นายชัชชาติ ยืนยันว่าไม่มีผลกระทบกับการใช้ไฟของคนกรุงเทพฯแต่ต้องคอยติดตามต่อไป
ในเรื่องน้ำ ดาต้าเซ็นเตอร์จะมีการผลิตความร้อน ต้องมีน้ำใช้ระบบหล่อเย็น รองผู้ว่าการ กปน. ชี้แจงว่า ดาต้าเซ็นเตอร์ที่อยู่ในกรุงเทพฯปัจจุบันรายที่ใหญ่ๆ มีการใช้น้ำเฉลี่ยรายเดือนอยู่ประมาณ 7,800 ลบ.ม.ต่อเดือน เทียบกับโรงพยาบาลขนาดใหญ่ จะใช้น้ำ 20,000 ลบ.ม.ต่อเดือน ห้างสรรพสินค้าขนาดใหญ่ 30,000-40,000 ลบ.ม.ต่อเดือน ปัจจุบันยังไม่ได้รับผลกระทบต่อการให้บริการน้ำประปา ในอนาคตเราพร้อมสนับสนุนการจัดคัดกรองการทำงานดาต้าเซ็นเตอร์ของกระทรวงพลังงาน และกรุงเทพมหานคร เราจะพยามให้ผลกระทบไม่เกิดขึ้นหรือน้อยที่สุด
พลังงานสั่งเบรกขอติดตั้งถังน้ำมัน
ส่วนเรื่องการสะสมน้ำมัน ข้อกำหนดของดาต้าเซ็นเตอร์ ต้องมีไฟสำรอง 48 ชั่วโมง ซึ่งเป็นข้อกำหนดสากล ตามกฎหมายเป็นเรื่องของกรมธุรกิจพลังงานระบุว่าหากสะสมใช้ภายใน สะสมได้ไม่เกิน 500,000 ลิตร ไม่เช่นนั้นจะติดเรื่องผังเมือง
เลขานุการรมว.พลังงาน กล่าวว่าดาต้าเซ็นเตอร์เกิดมานานแล้วตั้งแต่ปี 2563 ที่มีการขอติดตั้งถังน้ำมันเพื่อสำรองไฟฉุกเฉิน เมื่อมีเหตุไฟดับไฟตกถึงจะมีการเปิดเครื่องปั่นไฟ แต่โดยหลักการนายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน สั่งการว่าการขออนุญาตใหม่ จะไม่อนุญาต ใครจะมาขอตั้งดาต้าเซ็นเตอร์หรือ คลังสำรองน้ำมันขอให้หยุดไว้ก่อน เพราะเรากำลังมีบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์พิจารณาการใช้น้ำ ไฟ และผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม
“ขอยืนยันว่ากระทรวงพลังงาน จะหยุดการอนุญาตไปก่อน ส่วนที่มีการอนุญาตไปแล้ว หลายคนเข้าใจผิด และคลาดเคลื่อนในส่วนข้อมูลว่ารามคำแหง 28 มีการเก็บน้ำมันถึง 400,000 ลิตร ข้อเท็จจริงตามใบอนุญาต ขออนุญาตไปเพียง 200,000 ลิตรดังนั้น หากมีการเก็บน้ำมันเกิน เจ้าหน้าที่จะตรวจสอบเพื่อดำเนินคดีถือเป็นการลักลอบประกอบกิจการโดยไม่ได้รับอนุญาต ส่วนดาต้าเซ็นเตอร์ ที่พระราม 9 กทม.และกรมธุรกิจพลังงาน ยังไม่อนุญาตให้กักเก็บน้ำมัน ก็จะดำเนินคดีเช่นกัน” เลขาฯรมว.พลังงานกล่าว
หากพบตุนน้ำมัน เอาผิดสูงสุดโทษ
นางสาวฐิติภัสร์ ยืนยันว่าดาต้าเซ็นเตอร์ที่พระราม 9ได้รับอนุญาตให้กักเก็บน้ำมัน หากพบลักลอบประกอบกิจการ เจ้าหน้าที่ของกรมธุรกิจพลังงานจะดำเนินคดีอย่างสูงสุดโทษจำคุก 2 ปี ปรับไม่เกิน 200,000 บาท พร้อมทั้งจะสแกนปูพรมตรวจทุกพื้นที่ โดยจะบูรณาการกับกรุงเทพมหานคร ในฐานะหน่วยงานในท้องที่เพื่อบังคับใช้กฎหมายร่วมกัน
ผู้ว่าฯชัชชาติกล่าวว่าเป็นเรื่องที่ดีที่กรมธุรกิจพลังงานมีการกำหนดการกักเก็บน้ำมันขั้นสูงไว้เป็นการกำหนดขนาดของดาต้าเซ็นเตอร์กลายๆอนาคตอาจจะมีการปรับก็แล้วแต่กรมธุรกิจพลังงานจะดูความเหมาะสม เป็นสิ่งที่กำหนดว่าเหตุใดดาต้าเซ็นเตอร์ในกรุงเทพฯ มีขนาดใหญ่ไม่ได้ เพราะไม่สามารถกักเก็บน้ำมันได้เกินกฎหมายกำหนด
ตรวจเช็คมาตรฐานความปลอดภัย
ส่วนข้อกังวลเรื่องน้ำมัน นายชัชชาติย้ำว่าจะต้องดูเรื่องมาตรฐานความปลอดภัย ตัวกฎหมายกำหนดไว้ให้สะสมน้ำมันได้ไม่เกิน 500,000 ลิตร ต้องมั่นใจว่ามาตรฐานนี้สามารถดูแลได้เข้มข้นเหมือนกับที่มีการตั้งปั๊มน้ำมันในชุมชน ก็สะสมน้ำมันเป็นแสนลิตร เชื่อว่าจะมีมาตรฐานที่ทำให้หน่วยราชการมั่นใจได้ว่า มีความปลอดภัย คงต้องฝากกระทรวงพลังงานให้ตรวจสอบเข้มข้นให้ประชาชนไว้ใจได้ ตราบใดที่ประชาชนยังไม่สบายใจก็ต้องเอาให้ประชาชนมั่นใจให้ได้ ส่วนเรื่องกลิ่นต้องไปดูว่ามาจากไหน ก็ต้องฝากกระทรวงพลังงานดำเนินการต่อ
ลุยสอบเข้มที่เก็บน้ำมันอีก56แห่ง
นายชัชชาติกล่าวถึงกรณีดาต้าเซ็นเตอร์ที่รามคำแหง 28 ด้วยว่าขออนุญาตในการกักเก็บน้ำมัน 200,000 ลิตร ส่วน 400,000 ลิตร ที่เป็นข่าวเข้าใจว่าจะเป็นฟูลเฟสในอนาคต ยังไม่ได้รับใบอนุญาต สำหรับที่เก็บน้ำมันในกรุงเทพฯไม่รวมดาต้าเซ็นเตอร์มีอยู่ประมาณ 56 แห่ง ซึ่งจะต้องมีการตรวจให้เข้มข้นเพราะเป็นลักษณะการสะสมน้ำมัน ไม่ได้ใช้จำหน่าย แต่ใช้เพื่อกิจการของตนเอง ส่วนของโซนนิ่ง ไม่ได้มีข้อจำกัด แต่หากคุยกับผังเมืองแล้วมีส่วนไหน ที่ห้ามทำสามารถเพิ่มได้เลย ตอนนี้กำลังทบทวนเรื่องผังเมืองเป็นโอกาสที่ดีที่จะเพิ่มนิยามใหม่
กทม.ร่วมถก4ก.ย.หวังความชัดเจน
ในวันที่ 4 ก.ย. นี้ เวลา 08.30 น.ตนจะเข้าร่วมประชุมบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ ร่วมกับนายเอกนัฏ เชื่อว่ารัฐบาลคงมีมาตรการออกมาเพื่อจะทำให้ชัดเจนดาต้าเซ็นเตอร์ เป็นการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยีแต่ต้องเหมาะสมสอดคล้องกับบริบทของเมืองและประชาชน ถ้าไม่เหมาะสมต้องไปอยู่ที่อื่นที่ไม่สร้างความเดือดร้อน ปัจจุบันต้องดูระเบียบให้อัปเดตและทันสมัยมากขึ้น
ส่วนประเด็นเรื่องผังเมืองกับดาต้าเซ็นเตอร์ต้องดูว่ามีผลกระทบอย่างไร ต้องมองไปถึงอนาคต สร้างไปแล้วสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนสามารถใช้กฎหมายอื่นไปดำเนินการได้ ผังเมืองไม่น่าใช้เวลานาน หากออกเป็นประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเป็นแนวทางปฏิบัติได้
ยอมรับกฎหมายมีช่องโหว่อยู่
ผู้ว่าฯชัชชาติ ยอมรับว่ากฎหมายมีช่องโหว่อยู่ จะเป็นออฟฟิศก็ไม่ใช่เพราะไม่มีคนทำงาน เป็นเวลาที่ดีมองไปในอนาคตว่าจะปรับมาตรฐานให้ทันสมัย และสอดคล้องกับบริบทโลกมากขึ้น ส่วนระหว่างนี้หากเกิดเหตุฉุกเฉินใครจะรับผิดชอบ หากกรมธุรกิจพลังงาน ไปดูคลังน้ำมัน มีปัญหาก็ต้องหยุดการใช้ไฟฟ้า หากมีผลต่อประชาชน การไฟฟ้านครหลวงต้องสั่งหยุด หากปล่อยน้ำเสียการประปานครหลวงก็ต้องสั่งให้หยุด หากก่อสร้างผิดกฎหมาย กทม.ก็ต้องดู ขณะนี้ต่างคนต่างทำ เชื่อว่าอนาคตจะมีการรวมศูนย์เพื่อทำในภาพรวมมากยิ่งขึ้นและต้องดูความเดือดร้อนของประชาชนในแต่ละส่วน ยืนยันว่า ในแต่ละส่วนไม่ได้ถูกละเลย อนาคตอาจจะมีการเพิ่มการทำ EIA หรือศึกษาบทเรียนจากที่อื่นเชื่อว่าเป็นบทเรียนเชิงบวก
นายชัชชาติ ระบุอีกว่า กฎระเบียบมี แต่ไม่ครอบคลุม ไม่ได้พูดถึงดาต้าเซ็นเตอร์ชัดเจน จึงเป็นจุดที่ต้องปรับให้ดีขึ้นแต่ละหน่วยงานต้องคาดการณ์อนาคตให้ชัดเจนมากขึ้น สิ่งที่เป็นรูปธรรมมากที่สุดที่จะทำให้ประชาชนไม่กังวล คือ ชะลอทุกอย่างในกระบวนการและให้หน่วยงานที่รับผิดชอบตรวจสอบเข้มข้น หากประชาชนมีข้อกังวล ขอให้แจ้งมาเราจะเข้าไปดูแลเหตุเดือดร้อนรำคาญ กลิ่นน้ำมัน หรือความร้อนที่เพิ่มขึ้น
เอกนิตินัดถกบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ศุกร์นี้
ด้าน นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวว่าในวันที่ 4 ก.ย. 2569 จะมีการประชุมคณะกรรมการนโยบายการประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ (บอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์)ที่ทำเนียบรัฐบาลซึ่งจะมีการเชิญนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯกทม.เข้าร่วมหารือ พร้อมด้วยกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงพลังงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด เพื่อบูรณาการข้อมูลเกี่ยวกับการกำกับ ดูแลโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ในภาพรวมทั้งหมด
ลั่นทุบโต๊ะรื้อระบบใหม่อุดช่องโหว่ก.ม.
นายเอกนิติยอมรับว่าโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่เกิดเป็นปัญหาในขณะนี้ถือเป็นเรื่องใหม่สำหรับประเทศไทย ซึ่งเกิดจากการที่มีคนใช้ช่องโหว่ของกฎหมายที่ยังไม่ได้มีการบังคับใช้ หรือกฎหมายยังครอบคลุมไม่ทั่วถึงเข้ามาดำเนินการ ซึ่งการประชุมในครั้งนี้จึงจะมีการนำช่องโหว่ของกฎหมายที่เกิดขึ้นทั้งหมดมาเร่งพิจารณาไปพร้อมกันด้วย เพราะหัวใจสำคัญของโครงการดาต้าเซ็นเตอร์หลังจากนี้ คือเรื่องของกฎหมายว่าจะมีกฎหมายอะไรบ้างที่เข้ามาเกี่ยวข้อง หรือกำกับดูแลซึ่งจากนี้ทุกหน่วยงานจะต้องใช้ความร่วมมือระหว่างกันในการบูรณาการข้อมูลและการกำกับดูแลในภาพรวมอย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
“โครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่เป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ เป็นโครงการเก่าโครงการเดิมที่สะสมมา ตั้งแต่ช่วงก่อนที่รัฐบาลจะเข้ามาทำหน้าที่ในเดือนเม.ย. 2569 ซึ่งทันทีที่รัฐบาลเข้ามาทำงานก็ได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) หยุดให้ใบอนุญาตลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ทันที และก่อนหน้านี้ผมได้หารือกับนายชัชชาติเกี่ยวกับโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่เป็นปัญหาในขณะนี้ไปบ้างแล้ว และจะมีการประชุมร่วมกันเพื่อพิจารณาในภาพรวมทั้งหมด” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ระบุ
บี้BOIเช็คลิสต์ขออนุญาตไม่ถูกต้อง
สำหรับแนวทางการดำเนินการสำหรับโครงการดาต้าเซ็นเตอร์ที่เป็นปัญหาอยู่ในขณะนี้ นายเอกนิติ ระบุว่า จะต้องใช้กฎหมายเข้าไปจัดการในส่วนของรายที่ไม่ได้ทำตามกฎหมาย หรือมีการขอใบอนุญาตไม่ถูกต้อง โดยล่าสุดได้สั่งการให้ทาง BOI และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบและรวบรวมข้อมูลอยู่ว่ามีการแอบอ้างตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ที่ผิดกฎหมายทั้งหมดกี่ราย เพราะจากข้อมูลเบื้องต้นของ BOI พบว่า มีดาต้าเซ็นเตอร์ที่ได้รับอนุญาตจาก BOI ไม่มาก นั่นหมายถึงว่าส่วนใหญ่อาจจะมีการใช้ช่องโหว่ด้านอื่นๆ ที่ไม่ได้มีการกำกับดูแลเข้ามาดำเนินการในส่วนนี้เช่นเดียวกับประเด็นเรื่องการกักตุนน้ำมัน ซึ่งกระทรวงพลังงานจะเข้ามาตรวจสอบและทำงานร่วมกัน โดยยืนยันว่าเรื่องนี้รัฐบาลจะต้องเร่งเข้าไปจัดการรื้อระบบอย่างจริงจัง
“ต้องมาพิจารณาเป็นรายกรณี และหากพบว่าใครทำผิดกฎหมายก็ต้องไปจัดการ รัฐบาลขอให้ความชัดเจนในเรื่องนี้ จึงมีการเชิญผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครมาร่วมบูรณาการเรื่องนี้ไปพร้อมกัน และได้สั่งการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช็คข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับรายที่แอบเข้ามาทำดาต้าเซ็นเตอร์โดยไม่ถูกกฎหมาย ยืนยันว่ารัฐบาลให้ความสำคัญเรื่องนี้ และจะเข้ามารื้อระบบ รวมถึงจัดการเรื่องนี้อย่างจริงจัง”นายเอกนิติ กล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

