สมรภูมิเอไอเดือดพล่าน คลื่นลงทุน ดาต้าเซ็นเตอร์ ร้อนแรง เกิดกระแสต่อต้านระอุทั่วโลก

2 กันยายน 2569 สำนักข่าวออนไลน์ของประเทศญี่ปุ่น Nikkei Asia รายงานว่า คลื่นลงทุน 'ดาต้าเซ็นเตอร์' (DAtA Center) กำลังกลายเป็นเดิมพันครั้งใหญ่ของเศรษฐกิจเอเชีย เมื่อการขยายตัวของ 'ปัญญาประดิษฐ์' หรือ เอไอ ผลักความต้องการพลังประมวลผลและไฟฟ้าขึ้นสู่ระดับใหม่ เงินทุนจากบริษัทยักษ์ใหญ่ระดับโลกไหลเข้าภูมิภาคไม่ขาดสาย แต่เงาของการเติบโตเริ่มทอดยาวไปถึงชุมชน เมื่อ 'ดาต้าเซ็นเตอร์' ขนาดมหึมาต้องการทั้งที่ดิน ไฟฟ้า และน้ำในปริมาณที่คนท้องถิ่นเริ่มตั้งคำถามว่า ต้นทุนของการเป็นศูนย์กลางเอไอใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ
ที่ เมืองมอสส์เวล ในรัฐนิวเซาท์เวลส์ ของประเทศ ออสเตรเลีย การต่อต้านเริ่มต้นจาก กลุ่มวอทส์แอพพ์ ของผู้ปกครองเด็กก่อนวัยเรียน ขยายตัวเป็นขบวนการ "Stop the Gas Plant" ชาวบ้านพบว่า 'ดาต้าเซ็นเตอร์' ที่กำลังขยายตัวในพื้นที่ต้องการโรงไฟฟ้าก๊าซถึง 3 แห่ง เพื่อผลิตไฟฟ้าอย่างเป็นอิสระจากระบบโครงข่าย
ส่วนพื้นที่ โครงการศูนย์ข้อมูล 'ดาต้าเซ็นเตอร์' ขนาดใหญ่ระดับไฮเปอร์สเกล ขนาด 67 เฮกตาร์ ได้มี 'ดาต้าเซ็นเตอร์' อยู่แล้ว 1 แห่ง ขณะที่บริษัท Cloud Carrier ซึ่งตั้งอยู่ที่เมืองมอสส์เวล ซึ่งเป็นบริษัทลูกของ Nakar Property (บริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ของออสเตรเลีย) ยื่นขอสร้างเพิ่มอีกแห่ง พร้อมแผนโรงไฟฟ้าก๊าซ 3 แห่ง โดยแห่งใหญ่ที่สุดมีกำลังผลิต 673.2 เมกะวัตต์ หากสร้างสำเร็จจะเป็นโรงไฟฟ้าก๊าซที่ใหญ่ที่สุดในรัฐนิวเซาท์เวลส์ โดยมี 1 แห่งได้รับอนุมัติแล้ว อีก 1 แห่งอยู่ระหว่างการประเมิน ส่วนแห่งที่ใหญ่ที่สุดเพิ่งเริ่มกระบวนการขออนุญาต
ซึ่งสำหรับคนในพื้นที่นี่ไม่ใช่แค่เรื่องของโรงไฟฟ้า แต่เป็นคำถามว่า หากโครงการขนาดนี้เกิดขึ้นได้ จะมี 'ดาต้าเซ็นเตอร์' และ โรงไฟฟ้าตามมาอีกกี่แห่ง และพื้นที่ชนบทที่เคยดึงดูดผู้คนด้วยความเงียบสงบ อากาศสะอาด และพื้นที่สีเขียว จะเปลี่ยนแปลงไปเพียง

ซึ่งการต่อต้านในเมืองมอสส์เวล เกิดขึ้นท่ามกลางการเติบโตของ 'ดาต้าเซ็นเตอร์' ทั่วเอเชียแปซิฟิกที่พุ่งขึ้นอย่างรวดเร็วตั้งแต่ยุคคลาวด์ และ สตรีมมิง ก่อนถูก 'เอไอ' เร่งความร้อนแรงขึ้นอีกขั้น
ทางด้าน 'แมคคินเซย์ แอนด์ คอมพานี' (McKinsey & Company) ที่ปรึกษาทางธุรกิจระดับโลก ประเมินว่า ความต้องการ 'ดาต้าเซ็นเตอร์' ในเอเชียแปซิฟิกอยู่ที่ 28 กิกะวัตต์ (GW) ในปี 2568 คิดเป็นประมาณหนึ่งในสามของโลก รองจากอเมริกาเหนือที่ 43% และคาดว่าความจุในภูมิภาคจะเพิ่มขึ้นประมาณ 3 เท่าภายในปี 2573
ส่วน สำนักงานพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) คาดว่าการใช้ไฟฟ้าของ 'ดาต้าเซ็นเตอร์' ในเอเชียแปซิฟิกจะเพิ่มจาก 173 เทราวัตต์-ชั่วโมงในปี 2568 เป็น 378 เทราวัตต์-ชั่วโมงในปี 2573 เพิ่มขึ้นมากกว่า 2 เท่า และเป็นภูมิภาคที่มีการเติบโตของการใช้ไฟฟ้า 'ดาต้าเซ็นเตอร์' เร็วที่สุดในโลก ซึ่งตัวเลขดังกล่าวทำให้ 'ดาต้าเซ็นเตอร์' กลายเป็นทั้ง "แม่เหล็กดูดเงินลงทุน" และ "แรงกดดันต่อระบบสาธารณูปโภค" ในเวลาเดียวกัน
รัฐบาลหลายประเทศยังต้องการเดินหน้าโครงการนี้เพราะมองว่าเป็นช่องทางดึงเงินทุน สร้างงาน และวางตำแหน่งประเทศในห่วงโซ่เศรษฐกิจดิจิทัล แต่ผู้ประกอบการกำลังเผชิญแรงตรวจสอบมากขึ้น หลังที่ผ่านมาอุตสาหกรรมมีข้อกำหนดด้านการเปิดเผยข้อมูลต่อสาธารณะค่อนข้างจำกัด
เจมส์ เมอร์ฟี กรรมการผู้จัดการประจำภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ของ DC Byte ซึ่งเป็นบริษัทผู้ให้บริการข้อมูลเชิงลึก การวิเคราะห์ และวิจัยตลาดด้านศูนย์ข้อมูล (Data Centre Market Intelligence) ระดับโลก ระบุว่า การจำกัด 'ดาต้าเซ็นเตอร์' ไม่ใช่เรื่องใหม่ โดยยุโรปและสิงคโปร์เคยดำเนินมาตรการลักษณะนี้มาก่อน ขณะที่ความเคลื่อนไหวในบางรัฐของสหรัฐฯ ที่เริ่มชะลอหรือทบทวนโครงการ กำลังทำให้ความกังวลที่สะสมอยู่ถูกขยายเสียงให้ดังขึ้น
เช่นนั้นแล้วความต้องการยังคงร้อนแรงแทบทุกตลาดในภูมิภาค ยกเว้นบางประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ เวียดนามที่ยังไม่ได้เข้าสู่ช่วงบูมเต็มตัว โดยปัญหามักปะทุขึ้นเมื่อผู้พัฒนาไม่สามารถสื่อสารและสร้างความเข้าใจกับชุมชนได้
โดยประเทศ 'อินเดีย' เป็นอีกสนามรบที่สะท้อนความขัดแย้งระหว่างเงินลงทุนกับทรัพยากรท้องถิ่นอย่างชัดเจน 'กูเกิล' กำลังลงทุนโครงการ 'ดาต้าเซ็นเตอร์' มูลค่า 15,000 ล้านดอลลาร์ในรัฐอานธรประเทศ ถือเป็นโครงการลงทุน 'ดาต้าเซ็นเตอร์' ที่ใหญ่ที่สุดของบริษัทนอกสหรัฐฯ โครงการมีกำลังผลิต 1 กิกะวัตต์ พัฒนาร่วมกับ กลุ่มบริษัทอาดานี ครอบคลุมพื้นที่กว่า 240 เฮกตาร์ ใน 3 แห่ง และสามารถขยายขึ้นไปได้ถึง 2.5 กิกะวัตต์
ซึ่งรัฐบาลและภาคธุรกิจเทคโนโลยีมองว่าเป็นโครงการยุทธศาสตร์ แต่ในเมืองไวซาก กลุ่มนักเคลื่อนไหวจัดการชุมนุมเมื่อวันที่ 14 มิถุนายน และ 19 กรกฎาคม เพื่อแสดงความกังวลเกี่ยวกับการถางที่ดิน การใช้น้ำและความต้องการไฟฟ้า
ประเด็นที่ถูกตั้งคำถามหนักคือกระบวนการอนุมัติด้านสิ่งแวดล้อม พื้นที่ 2 แห่งได้รับใบอนุญาตภายในเวลาเพียง 9 วัน ส่วนพื้นที่ที่สามได้รับอนุมัติในอีก 2 เดือนต่อมา นักเคลื่อนไหวระบุว่าไม่ได้มีการรับฟังความคิดเห็นจากประชาชนอย่างเพียงพอ และวิจารณ์แรงจูงใจที่รัฐเสนอให้โครงการกูเกิล มูลค่า 2.2 แสนล้านรูปี (ประมาณ 2,300 ล้านดอลลาร์)

โดยความกังวลเรื่องน้ำยิ่งมีน้ำหนัก เพราะเมืองไวซาก กำลังเผชิญภาวะขาดแคลนน้ำอยู่แล้ว ต้องการน้ำประมาณ 480 ล้านลิตรต่อวัน แต่มีน้ำใช้เพียงราว 410 ล้านลิตร ทำให้ประชาชนบางช่วงต้องพึ่งรถบรรทุกน้ำของเทศบาล ซึ่งเรื่องนี้ฝ่ายรัฐบาล ได้ออกมายืนยันว่าโครงการจะไม่กระทบต่อการใช้น้ำเพื่อการชลประทานหรือการอุปโภคบริโภค
ทางด้านกรุงโซล ประเทศเกาหลีใต้ ปัญหากลับเปลี่ยนจากน้ำเป็น "พื้นที่" เมืองที่มีประชากรหนาแน่นและที่ดินจำกัด ทำให้ 'ดาต้าเซ็นเตอร์' แบบ โคโลเคชัน ซึ่งต้องอยู่ใกล้ผู้ใช้เพื่อให้การประมวลผลมีความหน่วงต่ำถูกผลักเข้าใกล้ชุมชนพักอาศัยมากขึ้น โดยมีชาวบ้านร้องเรียนให้ระงับการก่อสร้าง 'ดาต้าเซ็นเตอร์' ใกล้ชุมชน แม้ผู้พัฒนาจะต้องผ่านใบอนุญาตและมาตรฐานความปลอดภัย แต่กฎหมายไม่ได้กำหนดว่าต้องได้รับการสนับสนุนจากประชาชนในพื้นที่
ซึ่งแรงกดดันทำให้เขตประกาศมาตรการใหม่ในเดือนกรกฎาคม ให้ผู้พัฒนาโครงการต้องได้รับความเห็นชอบจากประชาชนที่อยู่ภายในรัศมี 200 เมตร และต้องว่าจ้างหน่วยงานภายนอกประเมินความเสี่ยงด้านสุขภาพ พร้อมตั้งคณะทำงานไกล่เกลี่ยข้อพิพาท
ขณะที่ ซาวิลส์ (Savills) บริษัทผู้ให้บริการด้านอสังหาริมทรัพย์ระดับโลก ระบุว่า กรุงโซลยังมีโครงการ 'ดาต้าเซ็นเตอร์' จำนวนมากอยู่ในแผน แต่ข้อจำกัดด้านกฎระเบียบ การสนับสนุนจากชุมชน พื้นที่ และปัญหาขาดแคลนไฟฟ้า มีแนวโน้มทำให้หลายโครงการล่าช้าและจำกัดการขยายตัว
โดยประเทศไทยเองเริ่มส่งสัญญาณว่ารัฐจะไม่ปล่อยให้การลงทุนเติบโตโดยไร้กลไกกำกับ เมื่อรัฐบาลตั้งคณะกรรมการพิเศษขึ้นเมื่อเดือนที่ผ่านมา เพื่อดูแลการลงทุน 'ดาต้าเซ็นเตอร์' ใหม่และตรวจสอบโครงการที่มีอยู่แล้ว โดยต้องการให้มั่นใจว่าการลงทุนสร้างประโยชน์แก่เศรษฐกิจท้องถิ่น ท่ามกลางความกังวลจากกลุ่มสิ่งแวดล้อมและภาคประชาสังคม
ไต้หวัน เองก็เริ่มมองเห็นภาพเดียวกัน 'เดวิด แวคเกอร์' สถาปนิกระบบของ KONST ผู้ประกอบการ 'ดาต้าเซ็นเตอร์' ในไทเป มองว่าอุตสาหกรรมอาจประเมินต่ำเกินไปว่ากฎระเบียบจะไล่ตามตลาดเร็วเพียงใด หลังจากตลาดเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่ค่อนข้างเสรี

สหรัฐฯ ก็กำลังเป็นตัวเร่งสำคัญ นิวยอร์กประกาศพักการอนุมัติ 'ดาต้าเซ็นเตอร์' แบบไฮเปอร์สเกลแห่งใหม่เป็นเวลา 1 ปีในเดือนกรกฎาคม เพื่อจัดทำมาตรฐานใหม่ ขณะที่เท็กซัสประกาศตรวจสอบโครงการที่กำลังขอเชื่อมต่อกับระบบไฟฟ้าในเดือนสิงหาคม
ญี่ปุ่นซึ่งเป็นตลาด 'ดาต้าเซ็นเตอร์' สำคัญของภูมิภาคก็อาจเผชิญแรงกดดันตามมา เพราะเป็นศูนย์กลางสายเคเบิลใต้น้ำที่เชื่อมต่อสหรัฐฯ กับเอเชีย และมีความได้เปรียบด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล แต่การต่อต้านเริ่มเกิดขึ้นในเมืองอินไซ จังหวัดชิบะ ซึ่งเป็นคลัสเตอร์ 'ดาต้าเซ็นเตอร์' สำคัญทางตะวันออกของโตเกียว
คุนิโกะ โอกาวะ กรรมการผู้จัดการ Equinix Japan ซึ่งเป็นบริษัทโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและผู้ให้บริการดาต้าเซ็นเตอร์ระดับโลกจากสหรัฐอเมริกา มองว่า ประเด็นที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ มีโอกาสกลายเป็นเรื่องสำคัญในญี่ปุ่นในอนาคต โดยญี่ปุ่นมักเห็นเทรนด์ลักษณะนี้ช้ากว่าสหรัฐฯ ราว 2 ปี
การมีส่วนร่วมกับชุมชนจึงกำลังกลายเป็นส่วนหนึ่งของโมเดลธุรกิจสำหรับผู้ประกอบการรายใหญ่ เพราะ 'ดาต้าเซ็นเตอร์' ไม่ได้เป็นเพียงศูนย์คอมพิวเตอร์ที่ซ่อนอยู่หลังฉากอีกต่อไป แต่กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงโดยตรงกับไฟฟ้า น้ำ ที่ดิน สิ่งแวดล้อม และคุณภาพชีวิตของประชาชน
สิงคโปร์เคยเผชิญโจทย์นี้ก่อนใคร เมื่อรัฐบาลประกาศพักการอนุมัติ 'ดาต้าเซ็นเตอร์' แห่งใหม่ในปี 2562 เพราะมีข้อจำกัดทั้งด้านที่ดินและพลังงาน ก่อนเปิดตลาดอีกครั้งในปี 2565 ภายใต้มาตรฐานความยั่งยืนและประสิทธิภาพที่เข้มงวดขึ้น แต่การพักโครงการไม่ได้ทำให้ความต้องการลดลง เงินลงทุนบางส่วนกลับไหลไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างอินโดนีเซีย และมาเลเซีย โดยมาเลเซียกลายเป็นประเทศที่มี'ดาต้าเซ็นเตอร์' อยู่ระหว่างก่อสร้างมากที่สุดในภูมิภาค
มาเลเซียก็เริ่มเห็นแรงต้านในระดับชุมชนเช่นกัน ที่เมือง โกตา ดามันซารา ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซีย ผู้พัฒนาโครงการรายหนึ่งถอนคำขอเมื่อวันที่ 20 สิงหาคม หลังเผชิญแรงต่อต้านจากประชาชน คำร้องออนไลน์ที่ตั้งคำถามเรื่องความโปร่งใสของโครงการรวบรวมรายชื่อได้มากกว่า 6,000 คนภายในระยะเวลาเพียง 1 สัปดาห์ โดยชุมชนกังวลทั้งมลพิษทางเสียงและความเสี่ยงจากการขาดแคลนน้ำ
โดยก่อนหน้านั้นในรัฐยะโฮร์ทางตอนใต้ของประเทศ ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามสิงคโปร์ ชาวบ้านราว 50 คนออกมาประท้วงในเดือนกุมภาพันธ์ต่อ 'ดาต้าเซ็นเตอร์' ของ ซีดาต้า เทคโนโลยี จากจีน ซึ่งให้บริการบริษัทเทคโนโลยีจีน รวมถึง ไบต์แดนซ์ (ByteDance)

นักวิเคราะห์มองว่าแรงต่อต้านในมาเลเซียยังเป็นเพียงการคัดค้านเฉพาะพื้นที่ ไม่ได้พัฒนาเป็นประเด็นระดับชาติ แต่เมื่อการลงทุน 'ดาต้าเซ็นเตอร์' เป็นที่รับรู้ในวงกว้างขึ้น การตรวจสอบจากประชาชนย่อมเพิ่มขึ้นตามไปด้วย บทเรียนสำคัญจากการขยายตัวของ 'ดาต้าเซ็นเตอร์' จึงไม่ใช่เพียงเรื่องว่าใครจะดึงดูดเงินลงทุนได้มากที่สุด แต่เป็นเรื่องว่าใครสามารถจัดการ "ต้นทุนของเอไอ" ได้ดีที่สุด เพราะทุกกิกะวัตต์ที่ป้อนให้ 'ดาต้าเซ็นเตอร์' ย่อมหมายถึงกำลังผลิตไฟฟ้าที่ต้องเพิ่มขึ้น ทุกเฮกตาร์ที่ใช้สร้างศูนย์ประมวลผลย่อมหมายถึงพื้นที่ที่ถูกดึงออกจากการใช้ประโยชน์รูปแบบอื่น และทุกล้านลิตรของน้ำที่ใช้ในระบบย่อมต้องแข่งขันกับความต้องการของประชาชนและภาคเศรษฐกิจอื่นๆ
'โรบิน คูดา' ซีอีโอแอร์ทรัคส์ ผู้ประกอบการ 'ดาต้าเซ็นเตอร์' รายใหญ่ของออสเตรเลีย จึงมองว่าแรงต่อต้านจากสาธารณชนกำลังกลายเป็นหนึ่งในความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดต่อการขยายดาต้าเซ็นเตอร์ทั้งในออสเตรเลียและประเทศอื่นๆ มากกว่าปัญหาเงินทุนหรือพลังงานเสียอีก
สุดท้ายกฎระเบียบที่เข้มขึ้นอาจไม่ได้ฆ่ากระแสลงทุนเอไอ แต่กำลังเปลี่ยนสมการการแข่งขัน จากเดิมที่บริษัทเลือกประเทศที่มีที่ดินราคาถูก ไฟฟ้าพร้อม และสิทธิประโยชน์สูง มาเป็นการค้นหาพื้นที่ที่สามารถตอบโจทย์ได้ครบทั้งพลังงาน โครงสร้างพื้นฐาน กฎระเบียบ และ "ใบอนุญาตทางสังคม"
'ดาต้าเซ็นเตอร์' จึงกำลังกลายเป็นสนามรบใหม่ของเศรษฐกิจเอไอ เงินลงทุนยังไหลเข้า ความต้องการยังร้อนแรง และโครงการขนาดใหญ่ยังเดินหน้า แต่เส้นทางสู่การเป็น "ศูนย์กลางเอไอ" ของเอเชียต่อจากนี้อาจไม่ได้วัดกันแค่จำนวนเงินที่รัฐดึงเข้าประเทศ หากแต่ต้องตอบให้ได้ว่า จะสร้างเศรษฐกิจเอไอ อย่างไรโดยไม่ทำให้ไฟฟ้าของประชาชนแพงขึ้น น้ำของชุมชนหายไป ที่ดินถูกใช้จนตึงตัว และคนในพื้นที่กลายเป็นผู้จ่ายบิลให้กับความมั่งคั่งของโลกดิจิทัล
เพราะในวันที่เอไอต้องการพลังงานมหาศาล การต่อสู้เพื่อไฟฟ้ากำลังกลายเป็นการต่อสู้เพื่ออนาคตของเมือง และ 'ดาต้าเซ็นเตอร์' ที่เคยถูกมองว่าเป็นเบื้องหลังของเศรษฐกิจดิจิทัล กำลังถูกลากออกมาอยู่กลางสมรภูมิระหว่าง เงินลงทุน รัฐบาล บริษัทเทคโนโลยี และประชาชน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

