'ณัฏฐ์ มงคลนาวิน' ไขปม Data Center พระราม 9 ชี้อย่าปล่อยให้ผลกำไรเทคโนโลยีอยู่บนความเสี่ยงของชีวิตประชาชน

วันนี้ 2 กันยายน 2569 ณัฏฐ์ มงคลนาวิน ผู้เชี่ยวชาญด้านการตลาดดิจิทัล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กเรื่อง Data Center ย่านบริเวณพระราม 9 กับถังน้ำมัน 2 แสนลิตร โดยมีข้อความทั้วหมดว่า "Data Center กลางกรุง กับถังน้ำมัน 2 แสนลิตร !! วินาทีแรกที่ผมได้ยินข่าวนี้ ความรู้สึกแรกคือตกใจมาก และอดเป็นห่วงพี่น้องประชาชนที่อาศัยอยู่โดยรอบบริเวณนั้นไม่ได้จริงๆ เพราะการมีเชื้อเพลิงไวไฟมหาศาลมาแฝงอยู่ใกล้ตัวขนาดนั้น มันไม่ใช่แค่เรื่องของความเดือดร้อนรำคาญ แต่คือความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินของทุกคนในชุมชน
ก
ระแสการผลักดันให้ประเทศไทยเป็น "Regional Digital Hub" กำลังดึงดูดเม็ดเงินลงทุนมหาศาลในอุตสาหกรรม Cloud และ AI แต่ข่าวการตรวจพบลักลอบกักตุนน้ำมันดีเซลเกือบ 200,000 ลิตรในอาคาร Data Center ย่านพระราม 9 ซึ่งตั้งอยู่ประชิดโรงพยาบาลและชุมชนหนาแน่น เป็นสัญญาณเตือนภัยระดับวิกฤตที่สะท้อนว่า ยุทธศาสตร์การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลของไทยกำลังเดินนำหน้ากฎหมายผังเมืองและความปลอดภัยสาธารณะไปไกลเกินขอบเขต

จุดเริ่มต้นจากกลิ่นเหม็น สู่การเปิดโปงระเบิดเวลาใจกลางเมือง
เรื่องราวเริ่มต้นจากการที่ชาวบ้านในพื้นที่ร้องเรียนเรื่องกลิ่นน้ำมันรุนแรงต่อเนื่อง จนเจ้าหน้าที่เข้าตรวจสอบและพบว่า มีการนำน้ำมันดีเซลเข้ามาบรรจุในถังเก็บปริมาณเฉียด 2 แสนลิตร ทั้งที่อาคารยังอยู่ระหว่างการก่อสร้าง และยังไม่ได้รับใบอนุญาตประกอบกิจการ Data Center หรือใบอนุญาตครอบครองน้ำมันเชื้อเพลิงใดๆ
เมื่อเจ้าหน้าที่สั่งให้นำน้ำมันออก กระบวนการเคลื่อนย้ายกลับหละหลวมจนเกิดการหกเลอะเทอะและชะล้างลงสู่ท่อระบายน้ำ กลิ่นสารเคมีจึงฟุ้งกระจายไปทั่วบริเวณ
ตามกฎหมายควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง การครอบครองน้ำมันดีเซลเกินกว่า 15,001 ลิตร ถือเป็น "กิจการควบคุมประเภทที่ 3" ที่ต้องได้รับใบอนุญาตจากกรมธุรกิจพลังงาน กระทรวงพลังงาน พร้อมทั้งต้องผ่านเกณฑ์ด้านวิศวกรรม ระบบระงับอัคคีภัย และการป้องกันสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวด การลักลอบกักตุนเกือบ 200,000 ลิตร จึงมีโทษทางอาญาทั้งจำคุกและปรับ แต่คำถามที่ใหญ่กว่านั้นคือ: ทำไมสิ่งก่อสร้างที่มีสภาพทางกายภาพไม่ต่างจากคลังน้ำมันย่อมๆ ถึงเข้ามาตั้งอยู่ใจกลางมหานครที่การจราจรติดขัดและมีผู้คนหนาแน่นได้ตั้งแต่แรก?
🔌 ทำไม Data Center ต้องใช้น้ำมันมหาศาล?
ในมุมมองของวิศวกรรมระบบ Data Center ระดับมาตรฐานสากล (Tier Standards) ถูกออกแบบมาให้ "ห้ามดับแม้แต่วินาทีเดียว" (High Availability / 99.98%–99.99%) เมื่อโครงข่ายไฟฟ้าหลักเกิดปัญหา ระบบไฟฟ้าสำรองฉุกเฉินต้องทำงานทดแทนทันทีผ่านเครื่องกำเนิดไฟฟ้าดีเซล (Diesel Generators)
น้ำมันดีเซลปริมาณหลักแสนลิตรไม่ได้ถูกนำมาใช้สำหรับการเดินเครื่องทั่วไป แต่มีไว้เพื่อการันตีว่าระบบเซิร์ฟเวอร์จะรันต่อไปได้อย่างน้อย 24–48 ชั่วโมงในกรณีฉุกเฉิน ยิ่ง Data Center มีกำลังประมวลผลสูง (Megawatt สูง) ความต้องการกักเก็บเชื้อเพลิงสำรองก็ยิ่งทวีคูณ
Data Center ควรอยู่ใจกลางเมืองจริงหรือ? (Latency vs Urban Safety)
ในแวดวงธุรกิจเทคโนโลยี มีการจำแนกประเภทศูนย์ข้อมูลตามวัตถุประสงค์การใช้งานอย่างชัดเจน:
Hyperscale / Core Data Center: ศูนย์ขนาดใหญ่ที่เน้นการประมวลผลและการจัดเก็บข้อมูลปริมาณมหาศาล ต้องการพลังงานระดับหลายสิบถึงหลายร้อยเมกะวัตต์ และมีระบบหล่อเย็นรวมถึงเชื้อเพลิงสำรองขนาดใหญ่
Edge Data Center: ศูนย์ขนาดย่อยที่เน้นการประมวลผลข้อมูลส่วนหน้าเพื่อลดความหน่วง (Low Latency) สำหรับงานที่ต้องการความเร็วระดับมิลลิวินาที
ความลักลั่นของกรณีพระราม 9 คือการนำศูนย์ที่มีสเกลการใช้พลังงานและเชื้อเพลิงสำรองระดับอุตสาหกรรม มายัดไว้ในเขตเมืองชั้นใน
โจทย์เชิงพาณิชย์: ฝั่งผู้พัฒนาต้องการอยู่ในเมืองเพื่อลดค่าความหน่วง อยู่ใกล้จุดเชื่อมโยงโครงข่ายอินเทอร์เน็ต (Internet Exchange) และใกล้กลุ่มลูกค้าองค์กรสำนักงานใหญ่
โจทย์ความปลอดภัยสาธารณะ: การนำน้ำมันไวไฟ 2 แสนลิตรมาวางข้างโรงพยาบาล บนถนนสายหลักที่มีความแออัด หากเกิดอัคคีภัย สารเคมีรั่วไหล หรือระเบิด การอพยพผู้ป่วย การสัญจรของรถพยาบาล และการเข้าควบคุมเพลิงของเจ้าหน้าที่แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยตามหลัก Urban Resilience
ช่องโหว่เชิงโครงสร้าง: เมื่อกฎหมายเมืองวิ่งตามเทคโนโลยีไม่ทัน
เหตุการณ์นี้ฉายภาพให้เห็นถึงปัญหาเชิงสถาบันและนโยบาย 3 ประการ:
1. สุญญากาศของผังเมืองรวม (Zoning Blindspot):
ผังเมืองรวมของกรุงเทพมหานครและเมืองใหญ่ในไทย ยังไม่มีการนิยามหมวดหมู่เฉพาะสำหรับ Data Center อาคารลักษณะนี้มักเลี่ยงบาลีโดยการขออนุญาตก่อสร้างเป็น "อาคารพาณิชย์" หรือ "อาคารสำนักงาน" ซึ่งได้รับอนุญาตให้สร้างในพื้นที่สีส้ม (ที่อยู่อาศัยหนาแน่นปานกลาง) สีน้ำตาล (ที่อยู่อาศัยหนาแน่นมาก) หรือสีแดง (พาณิชยกรรม) ได้อย่างถูกกฎหมายในขั้นต้น ทั้งที่การใช้งานจริงมีลักษณะเป็น โรงงานไฟฟ้าและเคมีภัณฑ์ขนาดย่อม
2. หน่วยงานต่างคนต่างมอง (Regulatory Silos):
การส่งเสริมการลงทุน (BOI) ดึงดูดเม็ดเงิน Data Center เข้าประเทศ แต่ไม่ได้มีข้อกำหนดผูกพันเรื่องที่ตั้งทางกายภาพร่วมกับท้องถิ่น ฝั่งท้องถิ่น (กทม.) ดูแลแค่ใบอนุญาตก่อสร้างตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคาร และสุขอนามัยชุมชน ส่วนกระทรวงพลังงานดูแลการอนุญาตครอบครองน้ำมัน การขาดกลไก One-Stop Regulation ทำให้เกิดช่องว่างที่ผู้ประกอบการกล้าแอบนำน้ำมันเข้ามาก่อนได้รับอนุญาต
3. มาตรฐานพลังงานทางเลือกที่ไม่ถูกบังคับใช้:
ในหลายประเทศ Data Center ที่ตั้งอยู่ในเขตเมืองถูกจำกัดอย่างเข้มงวดไม่ให้ใช้เครื่องกำเนิดไฟฟ้าที่กักเก็บน้ำมันปริมาณมาก โดยถูกบังคับให้ใช้ระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage Systems - BESS) หรือเชื่อมต่อกับโครงข่ายไฟฟ้าสายส่งคู่ขนานที่มีความเสถียรสูงแทน เพื่อกำจัดความเสี่ยงเรื่องเพลิงไหม้และมลพิษทางอากาศ
ข้อเสนอแนะเชิงยุทธศาสตร์สังคมและนโยบายสาธารณะ
จัดหมวดหมู่ Data Center ในผังเมืองรวมฉบับใหม่โดยด่วน: แยกประเภทขนาดตามกำลังวัตต์และความเสี่ยงทางเคมี โดยกำหนดให้ศูนย์ประมวลผลขนาดใหญ่ต้องตั้งอยู่นอกเขตชุมชนเมือง เช่น ในนิคมอุตสาหกรรม หรือโซนที่กำหนดไว้เฉพาะ พร้อมมีแนวกันชน (Buffer Zone) และทางเข้า-ออกของระบบบรรเทาสาธารณภัยที่ได้มาตรฐาน
จำกัดสเกลและประเภทพลังงานสำหรับ Data Center ในเมือง (Urban / Edge Nodes): กำหนดเพดานปริมาณการกักเก็บเชื้อเพลิงฟอสซิลในเขตเมืองอย่างเด็ดขาด หากต้องการตั้งอยู่ในเขตพาณิชยกรรมหนาแน่น ต้องใช้ระบบสำรองไฟด้วยแบตเตอรี่สะอาด หรือระบบไฮโดรเจนที่ผ่านการรับรองความปลอดภัยระดับสูงเท่านั้น
บูรณาการการกำกับดูแลแบบ Sandbox ก่อนเปิดเดินเครื่อง: ภาครัฐต้องไม่อนุญาตให้อาคารที่ยังไม่ผ่านการตรวจมาตรฐานความปลอดภัยจากกระทรวงพลังงาน กรมควบคุมมลพิษ และหน่วยงานดับเพลิงท้องถิ่น มีการนำสารเคมีหรือเชื้อเพลิงเข้าสู่พื้นที่โดยเด็ดขาด
การขับเคลื่อนสู่ยุค AI และ Cloud Economy เป็นวาระที่ประเทศไม่อาจหลีกเลี่ยง แต่การพัฒนาต้องดำเนินไปบนฐานของ "ความปลอดภัยและสิทธิของพลเมือง" การปล่อยให้ผลกำไรทางเทคโนโลยีอยู่บนความเสี่ยงของชีวิตประชาชน คือความล้มเหลวของการวางผังเมืองและธรรมาภิบาลภาครัฐที่ไม่ควรเกิดขึ้นอีกต่อไป
คุณคิดว่ารัฐควร "สั่งห้าม" Data Center ขนาดใหญ่ตั้งในเขตเมืองชั้นในอย่างเด็ดขาดไปเลย หรือควรมีเงื่อนไขอย่างไรเพื่อไม่ให้ชุมชนต้องแบกรับความเสี่ยง?
ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองกันในช่องคอมเมนต์ และอย่าลืมกด Like, ติดตามเพจ ณัฏฐ์ มงคลนาวิน พร้อมแชร์บทความนี้ เพื่อส่งเสียงกระตุกเตือนผู้กำหนดนโยบายให้เร่งปฏิรูปผังเมืองก่อนที่จะสายเกินไปครับ
ณัฏฐ์ มงคลนาวิน นักวิเคราะห์ข้อมูลและยุทธศาสตร์สังคม 2 กันยายน 2569 #ณัฏฐ์มงคลนาวิน #DataCenter #ดาต้าเซ็นเตอร์ #ผังเมือง #ความปลอดภัยสาธารณะ #ยุทธศาสตร์สังคม #วิเคราะห์ข้อมูล #พระราม9 #นโยบายสาธารณะ #UrbanPlanning #DigitalEconomy"

หลังจากที่โพสต์ของ ณัฏฐ์ มงคลนาวิน เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียล ทำเอาชาวเน็ตหลายคนต่างก็เข้าไปคอมเมนต์แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น
"อนุญาตให้สร้างได้อย่างไร?? อยู่ใจกลางเมืองขนาดนั้น ปชช.ที่อยู่แถวนั้น ทราบมาก่อนหรือไม่"
"บ้าไปแล้วคิดได้อย่างไรจะเอาเครื่องจักรที่พ่นพลังงานความร้อนขนาดยักษ์มาไว้ในเมืองเคยเห็นหรือไม่ขนาดเมืองที่เป็นน้ำแข็งยามค่ำคืนยังพ่นควันซะจนน้ำแข็งละลายไม่อยากจะคิดเลย"
"อ่านข่าวนี้ดูนะครับ “สำหรับเบื้องต้นการลงทุนเฟสแรกกำลัง 5 เมกะวัตต์ ตั้งงบประมาณ 1,700 ล้านบาท เพื่อเปิดตัวศูนย์ข้อมูลดาต้าเซ็นเตอร์ภายใต้ชื่อ Edgnex Data Centers by DAMA
อ่านเรื่องนี้ต่อที่: https://www.kaohoon.com/news/704909"
"จริงหรือไม่ ขออนุญาต โกดัง มาดัดแปลงภายหลัง ผ่านประชาพิจารณ์หรือไม่"
"เห็นด้วยกับอาจารย์ที่ควรสั่งห้าม Data Center ตั้งในเขตเมืองหรือชุมชนแออัดค่ะ อันตรายสำหรับประชาชนรอบๆค่ะ"
"มันอยู่ติดรพ.พระราม9 กับปิยะเวชใช่มั้ย แถมยังใกล้ตลาดหลักทรัพย์มากด้วยนะ"
"เปิดสมัยรัฐบาลเพื่อไทย ปี 2566 หลายแห่ง"
"ดีนะครับออกข่าวหลังข่าวที่ว่ามีdata center โผล่มาใกล้ ๆ Tokyo tower เราเลยเหมือนมีเพื่อนที่ผังเมืองพัฒนาไม่ทันเทคโนโลยี"




ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ณัฏฐ์ มงคลนาวิน

