ศาลอุทธรณ์-ศาลฎีกา ยกคำร้องประกันตัว ครูใหญ่ อรรถพล 2 คดี ม.112

วันที่ 4 กันยายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน ได้โพสต์ข้อความว่า ศาลอุทธรณ์-ศาลฎีกา ยกคำร้องประกันตัว ‘ครูใหญ่” อรรถพล คดี ม.112 เหตุชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน และ #18พฤศจิกาไปราษฎรประสงค์ ถูกคุมขังต่อด้วยสองคดีนี้
เมื่อวันที่ 3 ก.ย. 2569 ทนายความยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว “ครูใหญ่” อรรถพล บัวพัฒน์ ในคดี “หมิ่นประมาทกษัตริย์” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 จำนวน 2 คดี ได้แก่ คดีชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน และคดีปราศรัยในการชุมนุม #18พฤศจิกาไปราษฎรประสงค์ หลังศาลมีคำสั่งยกคำร้องไปก่อนหน้านี้
ในวันถัดมา ศาลมีคำสั่งยกคำร้องขอประกันตัวทั้งสองคดี โดยคดีชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน ศาลอุทธรณ์ระบุเหตุผลทำนองว่า การกระทำของจำเลยนำมาซึ่งความเสื่อมเสียสู่สถาบันฯ และความแตกแยกในสังคม กรณีเป็นเรื่องร้ายแรง ขณะที่คดีชุมนุม #18พฤศจิกาไปราษฎรประสงค์ ศาลฎีกามีคำสั่งระบุทำนองว่า จำเลยถูกศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกและให้นับโทษต่อจากคดีอื่นซึ่งมีลักษณะความผิดเดียวกัน หากอนุญาตให้ประกันตัวเชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี
อุทธรณ์คำสั่งประกันตัว คดี ม.112 #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน หลังถอนประกันระหว่างถูกขัง
ย้อนกลับไปเมื่อวันที่ 6 ส.ค. 2569 ทนายความได้ยื่นคำร้องขอประกันตัว “ครูใหญ่” อรรถพล ในคดีมาตรา 112 ทั้งสองคดีเป็นครั้งที่ 4 โดยคดีชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน ศาลอาญากรุงเทพใต้ยกคำร้องประกันตัว และคดีชุมนุม #18พฤศจิกาไปราษฎรประสงค์ ศาลอุทธรณ์ยกคำร้องประกันตัว
ในวันที่ 3 ก.ย. 2569 ทนายความได้ยื่นอุทธรณ์คำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวดัง โดยในคดีชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน คำร้องมีสาระสำคัญระบุว่า พฤติการณ์การถูกคุมขังของจำเลยเกิดขึ้นด้วยความสมัครใจยื่นคำร้องขอถอนหลักประกันระหว่างถูกขังในคดี ม.112 กรณีปราศรัยที่ภูเขียว มิได้เกิดจากการที่จำเลยจะหลบหนี และเมื่อศาลฎีกามีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวในคดีดังกล่าวแล้ว จำเลยจึงมาขอประกันตัวในคดีนี้
คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ยกคำร้องโดยระบุว่า "ไม่มีเหตุเปลี่ยนแปลงคำสั่งเดิม" ไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง เนื่องจากก่อนหน้านี้ศาลอนุญาตให้ประกันตัวมาโดยตลอด อีกทั้งการที่จำเลยยังถูกคุมขัง ในขณะที่จำเลยรายอื่นในคดีเดียวกันซึ่งมีพฤติการณ์เดียวกันกลับได้รับอนุญาตให้ประกันตัว ย่อมเป็นการเลือกปฏิบัติที่กระทบต่อสิทธิในการต่อสู้คดี และกระทบต่อสิทธิที่จะได้รับการสันนิษฐานไว้ก่อนว่าเป็นผู้บริสุทธิ์
นอกจากนี้ตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ มาตรา 7 และมาตรา 8 วรรคสอง จะเห็นได้ว่าคดีนี้มีแรงจูงใจทางการเมือง ประกอบกับข้อหาตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 116 และ พ.ร.บ.เครื่องขยายเสียงฯ ตามคำฟ้อง ล้วนเป็นข้อหาตามบัญชีแนบท้ายที่จะได้รับนิรโทษกรรม ดังนั้น ศาลจึงต้องยุติการพิจารณาและจำหน่ายคดีดังกล่าวออกจากสารบบ
อย่างไรก็ดี ในวันถัดมา (4 ก.ย. 2569) นายประกันแจ้งคำสั่งโดยศาลอุทธรณ์ยกคำร้อง ระบุว่า “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติกรรมแห่งคดีแล้วข้อหามีอัตราโทษสูง การกระทำของจำเลยกับพวกตามฟ้องนำมาซึ่งความเสื่อมเสียสู่สถาบันพระมหากษัตริย์และความแตกแยกในสังคม กรณีเป็นเรื่องร้ายแรง หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวมีเหตุอันควรเชื่อว่าจำเลยหลบหนี คำสั่งศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง”
ยื่นอุทธรณ์คำสั่งประกันตัวคดี ม.112 #18พฤศจิกาไปราษฎรประสงค์ หลังถูกพิพากษาจำคุก 3 ปี และศาลยังไม่ให้ประกัน
คำร้องมีสาระสำคัญระบุว่า เหตุผลตามที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยนั้นคลาดเคลื่อนต่อ ป.วิ.อาญา มาตรา 108/1 วรรคแรก เนื่องจากความหนักเบาแห่งข้อหาและอัตราโทษที่กฎหมายบัญญัติไว้ เป็นเพียงปัจจัยที่ศาลต้องนำมาประกอบการพิจารณาคำร้องประกันตัวเท่านั้น ไม่ใช่เหตุที่กฎหมายกำหนดให้ศาลมีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัว
ส่วนที่ศาลอุทธรณ์ยกเหตุว่า “การกระทำของจำเลยตามฟ้องส่งผลกระทบต่อสถาบันพระมหากษัตริย์” ผู้ร้องเห็นว่าข้อความดังกล่าวยังเป็นเพียงข้อกล่าวหาตามคำฟ้อง ซึ่งคดียังไม่ถึงที่สุด การนำข้อกล่าวหาตามฟ้องมาเป็นเหตุคุมขังจำเลยในระหว่างอุทธรณ์ จึงเป็นการปฏิบัติต่อจำเลยเสมือนเป็นผู้กระทำความผิดก่อนมีคำพิพากษาถึงที่สุด
นอกจากนี้ คำสั่งไม่ให้ประกันตัวจำเลย ก็ไม่ได้ระบุข้อเท็จจริงที่แสดงให้เห็นว่าจำเลยมีพฤติการณ์จะหลบหนีอย่างไร ทำให้ไม่อาจเข้าใจได้ว่าพฤติการณ์ใดของจำเลยที่เป็นเหตุอันควรเชื่อว่า หากได้รับอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวแล้วจำเลยจะหลบหนี
คำสั่งไม่ให้ประกันตัวครั้งก่อนหน้า ไม่ใช่เหตุตามกฎหมายและไม่ใช่เหตุผูกพันให้ต้องยกคำร้องประกันตัวจำเลยในครั้งถัดไป การที่ศาลอุทธรณ์อ้างเพียงคำสั่งเดิม โดยไม่ได้พิจารณาข้อเท็จจริงและพฤติการณ์ขณะยื่นคำร้อง จึงเป็นการใช้ดุลพินิจที่ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมาย
ด้วยเหตุดังกล่าว จึงขอศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวจำเลยในระหว่างอุทธรณ์ ทั้งนี้ หากศาลเห็นสมควรกำหนดเงื่อนไขใด ๆ รวมถึงการติดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ติดตามตัว (กำไล EM) เช่นเดียวกับที่ศาลฎีกากำหนดไว้ในคดีของศาลจังหวัดภูเขียว จําเลยยินยอมปฏิบัติตามเงื่อนไขดังกล่าวทุกประการ
ต่อมาวันที่ 4 ก.ย. 2569 นายประกันแจ้งคำสั่งว่า ศาลฎีกายกคำร้อง ระบุว่า “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีประกอบกับศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุกจำเลยมีกำหนด 3 ปี และให้นับโทษจำคุกจำเลยต่อจากโทษจำคุกในคดีอื่นซึ่งมีลักษณะเป็นการกระทำความผิดเช่นเดียวกับคดีนี้ หากอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวในระหว่างอุทธรณ์เชื่อว่าจำเลยจะหลบหนี คำสั่งศาลอุทธรณ์ที่ไม่อนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวมานั้นชอบแล้ว ให้ยกคำร้อง”
ปัจจุบัน “ครูใหญ่” อรรถพล ยังถูกคุมขังอีก 2 คดี ได้แก่ คดี ม.112 เหตุชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน และคดี ม.112 เหตุปราศรัยชุมนุม #18พฤศจิกาไปราษฎรประสงค์ ที่มีการยื่นคำร้องในครั้งนี้ ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้ศาลฎีกาได้อนุญาตให้ประกันตัวในคดี ม.112 กรณีปราศรัยที่ภูเขียวแล้วก็ตาม
และล่าสุด ศาลอาญาได้มีคำสั่งจำหน่ายคดีครูใหญ่พร้อมกับจำเลยรวม 15 คน ในคดีชุมนุม #19กันยาทวงอำนาจคืนราษฎร ซึ่งถูกฟ้องในข้อหาหลักตามมาตรา 116 เนื่องจากเข้าเกณฑ์ได้รับนิรโทษกรรมตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุขฯ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

