'วัส ติงสมิตร' ถอดรหัส ศึก กสทช. ชี้กรณีเอาคำอ้างมาปนคำวินิจฉัย เข้าข่ายล่อแหลมละเมิดอำนาจศาล

วันนี้ 5 กันยายน 2569 วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ โพสต์เฟซบุ๊กเกี่ยวกับ กรณีข้อพิพาทระหว่าง นายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. กับ คณะกรรมการสรรหา กสทช. โดยมีข้อความทั้งหมดว่า "ถอดรหัสศึกข่าว กสทช. : จาก “คำสั่งศาลปกครองสูงสุด” สู่แท็กติกสื่อสารและการดัดหลังตามหลักนิติธรรม
ข่าวร้อนแรงทางการเมืองและองค์กรอิสระในรอบสัปดาห์นี้คงหนีไม่พ้นกรณีข้อพิพาทระหว่าง นายแพทย์สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. กับ คณะกรรมการสรรหา กสทช. ซึ่งลุกลามจากห้องพิจารณาคดีมาสู่ "ศึกการสื่อสารสาธารณะ" ระหว่าง สำนักงาน กสทช. และ สำนักงานศาลปกครอง อย่างทรงพลัง

1.จุดเริ่มต้น: เอกสารข่าว กสทช. ฉบับที่ 85/2569
เมื่อวันที่ 3 กันยายน 2569 สำนักงาน กสทช. (โดย นายไตรรัตน์ วิริยะศิริกุล รองเลขาธิการ รักษาการแทนเลขาธิการ กสทช.) ได้เผยแพร่เอกสารข่าว ชี้แจงกรณีศาลปกครองสูงสุดมีคำสั่งเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 (คำสั่งที่ 952/2569) กลับคำสั่งศาลปกครองชั้นต้น เป็นให้รับคำฟ้องของ นพ.สรณ ไว้พิจารณา
ทว่า ในหัวข้อที่ 3, 4 และ 5 ของเอกสารข่าวดังกล่าว สำนักงาน กสทช. ได้อ้างว่า "ศาลปกครองสูงสุดระบุว่า..." พร้อมใส่ข้อความวิเคราะห์ถึงความเสียหายร้ายแรง หากต้องรอให้มีพระบรมราชโองการให้พ้นจากตำแหน่งเสียก่อน และสรุปในลักษณะว่า คำวินิจฉัยของคณะกรรมการสรรหาฯ กระทบต่อสถานะประธาน กสทช. อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
2. สำนักงานศาลปกครองสวนกลับ: "อย่าบิดเบือนคำสั่งศาล!"
เพียงวันเดียวถัดมา (4 กันยายน 2569) สำนักงานศาลปกครอง ได้ออกข่าวศาลปกครองชี้แจงอย่างเป็นทางการทันที โดยระบุว่า ข้อความในเอกสารข่าว กสทช. "ไม่ตรงกับความเป็นจริง"
ศาลปกครองชี้แจงชัดเจนว่า ข้อความที่สำนักงาน กสทช. นำมาอ้างอิงนั้น เป็นเพียง "ข้อกล่าวอ้างในคำอุทธรณ์ของผู้ฟ้องคดี (นพ.สรณ)" เท่านั้น มิใช่คำวินิจฉัยหรือเหตุผลแห่งคำวินิจฉัยของศาลแต่อย่างใด การนำข้อความเพียงบางส่วนมาตัดต่อเผยแพร่จนทำให้เกิดความเข้าใจผิด เข้าข่ายเป็นการกระทำที่ "ฝ่าฝืนกฎหมาย" และสำนักงานศาลปกครองเตรียมดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป
3. แท็กติกการถอยของสำนักงาน กสทช. : แก้ไขข่าวแต่แฝงเป้าหมายเดิม
ในช่วงหัวค่ำของวันที่ 4 กันยายน สำนักงาน กสทช. จึงได้รีบออกข่าวฉบับใหม่เพื่อ "ขออภัยในความคลาดเคลื่อนและขอแก้ไขข่าว" พร้อมลบเอกสารฉบับเดิมออกจากเว็บไซต์ โดยปรับเนื้อหามายอมรับว่า ศาลปกครองสูงสุดเพียงแต่ "รับฟ้องไว้พิจารณา" และยังไม่ได้ตัดสินเนื้อหาว่า คณะกรรมการสรรหาฯ มีอำนาจหรือไม่
อย่างไรก็ดี หากสังเกตยุทธศาสตร์การสื่อสารให้ดี จะพบกลไกการป้องกันตนเอง (Defense Mechanism) อย่างเห็นได้ชัด:
• การถอยฉากแรก: ยอมจำนนต่อหลักฐานเรื่องคำสั่งศาล เพื่อรอดพ้นจากข้อหาละเมิดอำนาจศาลในเบื้องต้น
• การทิ้งท้ายรักษาเป้าหมายเดิม: กสทช. ยังคงตบท้ายด้วยการอ้าง "ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี" เรื่องแนวปฏิบัติระหว่างคดียังไม่ถึงที่สุดว่า ไม่ควรกระทำการใดๆ ที่กระทบต่อการทำงานของบุคคลนั้น
วิเคราะห์: เป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของ กสทช. ไม่เคยเปลี่ยน นั่นคือ การยืนยันใช้ระเบียบฝ่ายบริหาร
4. บทเรียนทางนิติศาสตร์: แยก "คำอ้าง" ออกจาก "คำวินิจฉัย"
กรณีนี้ถือเป็นบทเรียนทางนิติศาสตร์และสื่อมวลชนศึกษาที่สำคัญยิ่ง:
1)"รับฟ้อง" ≠ "ชนะคดี": การที่ศาลรับคดีไว้พิจารณา หมายถึงคดีผ่านเกณฑ์ทางเงื่อนไขเข้าสู่การพิจารณาของศาลเท่านั้น ไม่ได้แปลว่าศาลเห็นพ้องกับข้ออ้างของผู้ฟ้องคดี
2) "คำสั่งทางปกครองยังมีผลอยู่" ≠ "คำสั่งชอบด้วยกฎหมาย": เป็นหลักทั่วไปทางกฎหมายปกครอง แต่ไม่ใช่การสรุปว่าฝ่ายใดผิดหรือถูก
3) เส้นแบ่งที่ต้องรักษา: การวิพากษ์วิจารณ์คำสั่งศาลโดยสุจริตและทางวิชาการทำได้ตามกฎหมาย (มาตรา 65 แห่ง พ.ร.บ. จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542) แต่การอ้างว่าศาลพูด ในสิ่งที่ศาลไม่ได้พูด ถือเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริงที่ไม่ได้รับการคุ้มครอง
5. ทางออกตามหลักนิติธรรม: ตักเตือน ตำหนิเป็นลายลักษณ์อักษร จำคุก หรือปรับ?
เมื่อเลขาธิการสำนักงานศาลปกครองนำเรื่องนี้เข้าสู่การไต่สวนของศาลปกครองสูงสุด หากศาลเห็นว่า มีการละเมิดอำนาจศาล ศาลมีอำนาจสั่งลงโทษด้วยการ (1) ตักเตือน (2) ไล่ออกจากบริเวณศาล (3) ลงโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 50,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ (มาตรา 64)
มุมมองต่อการลงโทษอาจแบ่งได้เป็น 2 แนวทาง:
• แนวทางที่ 1: การใช้มาตรการเท่าที่จำเป็น (Proportionality)
การที่สำนักงาน กสทช. ได้ขออภัย ลบข่าวเดิม และแก้ไขเนื้อหาอย่างรวดเร็ว ถือเป็นเหตุบรรเทาโทษสำคัญที่ศาลจะลงโทษเบาลง
• แนวทางที่ 2: การดัดหลัง Defense Mechanism
เนื่องจากสำนักงาน กสทช. เป็นหน่วยงานระดับชาติที่มีบุคลากรและกลไกต่าง ๆ ในการขับเคลื่อนกิจการ การปล่อยข่าวในลักษณะชักจูงกระแสสังคม (Spin doctoring) เช่นนี้ ไม่ใช่ความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ธุรการโดยบริสุทธิ์ใจ ศาลอาจพิจารณาใช้มาตรการที่หนักกว่าปกติ อันเป็นการส่งสัญญาณทางกฎหมายที่เด็ดขาด เพื่อป้องกันไม่ให้องค์กรอื่นใดของรัฐมาใช้อำนาจตุลาการเป็นเครื่องมือต่อสู้กันระหว่างบุคคลในอนาคตอีกต่อไป
บทสรุป
ข่าวคลาดเคลื่อนในครั้งนี้จึงไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เพียงแค่การพิมพ์ผิด แต่เป็นบทสะท้อนถึงธรรมาภิบาลและความน่าเชื่อถือขององค์กรกำกับดูแลระดับประเทศ หลักง่ายๆ ที่ทุกองค์กรต้องยึดถือต่อจากนี้คือ "คำอ้างของคู่ความ เป็นคำอ้างของคู่ความ — คำวินิจฉัยของศาล เป็นคำวินิจฉัยของศาล" และต้องไม่ทำให้สองสิ่งนี้กลายเป็นสิ่งเดียวกันอย่างเด็ดขาด!
วัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ 5/9/69 #กสทช #ศาลปกครองสูงสุด #หมอสรณ #หลักนิติธรรม #ข่าวจริงข่าวปลอม #องค์กรอิสระ #กฎหมายปกครอง #นิติศาสตร์ #วัสติงสมิตร"

ไม่นานโพสต์ของ วัส ติงสมิตร เผยแพร่ลงมาบนโลกโซเชียลทำเอาชาวเน็ตเข้ามาคอมเมนต์ แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก เช่น
"เรื่องนี้เป็นบทสะท้อนถึงธรรมาภิบาลและคำอ้างของคู่ความมีความน่าเชื่อถือได้มากน้อยเพียงใด? ขอบพระคุณค่ะท่านอาจารย์"
"ขออนุญาตแขร์ครับ"
"นี่เองที่เป็นแก่นของปัญหา พนักงานภายในขององค์กรเป็นเนื้อร้ายที่ผุดมา"
"ท่านอธิบายได้ชัดเจนมากๆครับ"
"กฏหมายให้ดูเจตนาเป็นหลัก"
"ตามข้อที่ 2. หวังว่าศาลปกครองจะเร่งดำเนินการให้รวดเร็วชัดเจนว่า กสทช.เจตนาล่วงละเมิดอำนาจศาลหรือไม่ แม้น กสทช.ลบข้อความนั้นแล้ว แต่การกระทำนั้นทำเสร็จแล้ว หวังว่าศาลปกครองจะเร่งดำเนินการให้ชัดเจนอย่าให้เป็นเยี่ยงอย่างครับ"
"ขอขอบพระคุณครับ"




ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก วัส ติงสมิตร
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

