มอก.เหล็กเส้นข้ออ้อย ไม่ใช่เรื่องธุรกิจแต่คือชีวิตคน

nn ขณะนี้สังคมกำลังให้ความสำคัญอย่างมากกับเรื่องมาตรฐานของเหล็กเส้นข้ออ้อย ซึ่งใช้ในการก่อสร้างอาคาร ตึกสูง สะพาน ถนน และ โครงการก่อสร้างขนาดใหญ่อื่น ฯลฯ สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.) จึงต้องทบทวน มาตรฐานผลิตภัณฑ์ (มอก.) ของเหล็กเส้นข้ออ้อย ใหม่ขึ้นมา โดยเมื่อเร็วๆ นี้ สมอ.จึงได้จัดเวทีประชาพิจารณ์ร่างมาตรฐานเหล็กเส้นข้ออ้อย…ซึ่งก็มีเรื่องราวมีหลากหลายประเด็นและความคิดเห็นเกิดขึ้นในเวทีนั้น...แต่...เศรษฐศาสตร์วันหยุด...อยากจะสรุปแบบนี้ครับว่า...ในเวทีนั้น...สะท้อนชัดว่า ประเด็นไม่ได้อยู่แค่เรื่อง จะเอาเหล็กจากเตา IF หรือไม่เอา IF แต่หัวใจสำคัญคือมาตรฐานต้องตั้งอยู่บนหลักวิชาการ ความปลอดภัย และเกณฑ์ที่ตรวจสอบได้ ไม่ควรถูกลดทอนเพราะแรงกดดันหรือผลประโยชน์ของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง
ย่อยลงไปในแต่ละประเด็นที่เกิดขึ้น...1.ประเด็นหลักยังอยู่ที่การใช้ IF ในเหล็กข้ออ้อย..ซึ่งคำถามสำคัญไม่ใช่เพียงว่า “IF ผลิตเหล็กได้หรือไม่” แต่คือ สามารถควบคุมคุณภาพได้อย่างสม่ำเสมอ ปลอดภัย และตรวจสอบได้ในระดับอุตสาหกรรมหรือไม่ 2. ถ้าจะอ้างหลักฐานวิชาการ ต้องเป็นมาตรฐานสากลและตรวจสอบได้ การบอกว่ามีผลวิจัยหรือผลทดสอบมายืนยันว่า IF สามารถผลิตเหล็กที่มีคุณภาพได้ ยังไม่เพียงพอ หากหลักฐานนั้นไม่ได้ผ่านกระบวนการที่เป็นมาตรฐานและตรวจสอบได้ เพราะหลักฐานที่ใช้ประกอบการตัดสินมาตรฐานระดับประเทศควรต้อง..เป็นไปตามมาตรฐานสากล...มีวิธีการทดสอบที่ชัดเจน...ตรวจสอบย้อนกลับได้...ซึ่งสิ่งเหล่านี้ยังไม่มี...เรื่องความโปร่งใสในการเข้าตรวจสอบ อันนี้ก็เป็นข้อกังวลจากหลายฝ่าย...การที่สามารถทำซ้ำและตรวจสอบโดยหน่วยงานอิสระได้ อันนี้ก็ยังไม่มีคำยืนยันว่าจะทำเช่นนั้นได้...การแสดงผลตรวจสอบคุณภาพเหล็กจากเตา IF อย่างต่อเนื่องในหลายลอตการผลิต และหลายโรงงาน...อันนี้ก็เห็นชัดว่าไม่ได้กระทำเช่นนั้น เพราะทุกวันนี้เลือกเฉพาะตัวอย่างที่ผ่าน มอก. ...โดยสรุปคือเรื่องมาตรฐาน จึงไม่ควรถูกเปลี่ยนเพียงเพราะมีผลทดสอบบางตัวอย่างมายืนยันว่า “ทำได้” แต่ต้องพิสูจน์ว่า “ทำได้อย่างสม่ำเสมอและควบคุมได้จริง”
จริงอยู่ผู้ประกอบการย่อมมีสิทธิแสดงความเห็นและใช้ช่องทางกฎหมาย หากเห็นว่าการเปลี่ยนมาตรฐานกระทบต่อสิทธิหรือผลประโยชน์ของตน แต่ประเด็นสำคัญคือ การที่ธุรกิจอาจเสียประโยชน์ ไม่ใช่เหตุผลที่มาตรฐานความปลอดภัยควรถูกลดลง หากผู้ประกอบการ IF ต้องได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงมาตรฐาน ภาครัฐสามารถพิจารณาเรื่อง...ระยะเวลาเปลี่ยนผ่าน...การปรับปรุงเทคโนโลยีและกระบวนการผลิต…มาตรการรองรับผลกระทบที่เหมาะสม…แต่ไม่ควรนำเรื่อง ความเสียหายทางธุรกิจ หรือการส่งสัญญาณว่าจะดำเนินคดีกับภาครัฐ มาเป็นแรงกดดันให้มาตรฐานถูกชะลอหรือปรับลด
สมอ.ต้องแยก “ผลประโยชน์ทางธุรกิจ” ออกจาก “ความปลอดภัยสาธารณะ” นี่คือหัวใจสำคัญของการประชาพิจารณ์ครั้งนี้ การกำหนดมาตรฐานเหล็กข้ออ้อยไม่ควรถามเพียงว่า ใครได้ประโยชน์ หรือใครเสียประโยชน์ แต่ต้องถามว่ามาตรฐานแบบใดให้ความปลอดภัยและความเชื่อมั่นแก่ประชาชนได้มากที่สุด หากหลักฐานทางวิชาการชัดเจนว่า การกำหนดเงื่อนไขบางอย่างจำเป็นต่อความปลอดภัย ก็ต้องดำเนินการตามหลักฐานนั้น แม้จะกระทบต่อผู้ประกอบการบางกลุ่ม
การประชาพิจารณ์จบแล้ว แต่การตัดสินใจยังไม่จบหลังจากนี้ต้องติดตามว่า ความเห็นจากทุกฝ่ายจะถูกนำไปสรุปและปรับร่างมาตรฐานอย่างไร ...มาตรฐานเหล็กที่ใช้กับชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนต้องตัดสินด้วยความปลอดภัยและหลักฐาน ไม่ใช่ด้วยแรงกดดัน
พงษ์พันธุ์

