กางแผน4ค่ายรถ ตอกย้ำ‘ญี่ปุ่น’ปักหลักลงทุนไทย

นายนฤตม์ เทอดสถีรศักดิ์ เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) กล่าวว่า ญี่ปุ่นเป็นพันธมิตรด้านการลงทุนที่สำคัญของไทยมายาวนาน แต่ปัจจุบันการลงทุนของญี่ปุ่นเข้าสู่ช่วงเปลี่ยนผ่าน เน้นลงทุนยกระดับเทคโนโลยี เพิ่มประสิทธิภาพและผลิตภาพ รวมถึงต่อยอดพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น ตอบโจทย์การเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมโลก
นายนฤตม์ กล่าวว่า ตัวเลขการลงทุนของญี่ปุ่นเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด โดยปี 2568 ญี่ปุ่นยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุน 302 โครงการ มูลค่าเงินลงทุน 113,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเท่าตัวจากปีก่อน สอดคล้องกับผลสำรวจของหอการค้าญี่ปุ่น (JCC) ครึ่งแรกปี 2569 พบว่า บริษัทญี่ปุ่นยังให้ความสำคัญกับการรักษาและยกระดับฐานธุรกิจในไทย โดย 23% มีแผนเพิ่มการลงทุนในปี 2569 ขณะที่ 48% คาดว่าจะรักษาระดับการลงทุนเดิมไว้
นายนฤตม์ กล่าวว่า ความเชื่อมั่นดังกล่าวสะท้อนชัดเจนผ่านโครงการลงทุนที่สำคัญ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ เช่น “อีซูซุ” ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุน 15,000 ล้านบาท เพื่อยกระดับฐานการผลิตรถกระบะในไทยด้วยระบบอัตโนมัติและหุ่นยนต์ และการพัฒนาผลิตภัณฑ์รองรับมาตรฐาน Euro 6 , “มาสด้า” ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุน 7,400 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงโรงงานให้รองรับการผลิตรถยนต์ Mazda รุ่นใหม่แบบ MHEV โดยมาสด้าเลือกไทยเป็นฐานการผลิตหลัก เพื่อจำหน่ายในไทยและส่งออกไปยังญี่ปุ่นและอาเซียน
“มิตซูบิชิ มอเตอร์ส” ได้เข้าพบนายกรัฐมนตรีและประกาศแผนลงทุนในไทยเพิ่มเติม 16,000 ล้านบาท ภายในปี 2573 เพื่อรองรับเทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้า พร้อมใช้ไทยเป็นฐานผลิตรถยนต์รุ่นใหม่ All New Pajero เพื่อจำหน่ายในไทยและส่งออกทั่วโลก และ “ฮอนด้า” ประกาศเตรียมลงทุนเพิ่ม 12,000 ล้านบาท ภายในปี 2572 เพื่อขึ้นไลน์ผลิตรถยนต์โมเดลใหม่ 2 รุ่น ส่งผลให้ไทยเป็นประเทศเดียวนอกญี่ปุ่นที่ฮอนด้าผลิตรถยนต์รวม 8 รุ่น แสดงให้เห็นว่าไทยยังเป็นฐานผลิตสำคัญและมีศักยภาพที่จะเติบโตได้อีกในอนาคต
นายนฤตม์ กล่าวว่า การลงทุนในซัพพลายเชนของอุตสาหกรรมยานยนต์ ยังขยับไปสู่ชิ้นส่วนสำหรับเทคโนโลยียานยนต์ยุคใหม่ เช่น บริษัท แอสเตโม ที่ได้รับอนุมัติส่งเสริมการลงทุน 3,500 ล้านบาท เพื่อผลิตอุปกรณ์สำคัญในระบบควบคุมและแปลงกำลังไฟฟ้าสำหรับระบบขับเคลื่อนของยานยนต์ไฟฟ้า (PCU Inverter) เป็นต้น สะท้อนการเปลี่ยนผ่านที่เกิดขึ้นตั้งแต่ระดับโรงงาน รถยนต์รุ่นใหม่ ไปจนถึงชิ้นส่วนสำคัญในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมยานยนต์ นอกจากนี้ยังมีการลงทุนในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ และขยายการลงทุนในกิจการที่ใช้เทคโนโลยีและมีมูลค่าเพิ่มสูงอีกหลายอุตสาหกรรม รวมถึงในกลุ่มเกษตรและอาหารอีกด้วย
ล่าสุดครึ่งแรกปี 2569 นักลงทุนญี่ปุ่นยังคงยื่นขอรับส่งเสริมการลงทุน 123 โครงการ มูลค่า 32,790 ล้านบาท ตอกย้ำว่าญี่ปุ่นยังเลือกไทยเป็นฐานลงทุนหลัก โดยบีโอไอจะสนับสนุนการยกระดับและเพิ่มประสิทธิภาพฐานการผลิตเดิม รวมทั้งการลงทุนในสาขาใหม่ๆ โดยเฉพาะกิจการที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง กิจการในห่วงโซ่อุปทานของอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ตลอดจนการจัดตั้งสำนักงานภูมิภาคในไทย ซึ่งปัจจุบันกิจการสำนักงานภูมิภาคที่ได้รับการส่งเสริมจากบีโอไอกว่า 40% มาจากประเทศญี่ปุ่น
“ฐานการลงทุนของญี่ปุ่นในไทยไม่ได้หยุดนิ่ง แต่กำลังปรับตัว ยกระดับไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและเศรษฐกิจโลก บีโอไอให้ความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลไทยพร้อมสนับสนุนทั้งการยกระดับกิจการเดิมและการลงทุนสาขาใหม่ๆ เพื่อให้บริษัทญี่ปุ่นใช้ไทยเป็นฐานสำคัญในการพัฒนาธุรกิจ เทคโนโลยี และซัพพลายเชนสำหรับภูมิภาคและตลาดโลก และเติบโตไปพร้อมกับไทยอย่างยั่งยืน” นายนฤตม์ กล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

