มาตรฐานเหล็ก...การันตีด้วยแค่ ‘ลมปาก’ ไม่ได้...

** เรื่องของ มาตรฐานเหล็ก ต้องพิสูจน์ด้วยข้อมูล ไม่ใช่คำกล่าวอ้าง ประเด็นการปรับปรุงมาตรฐานเหล็กข้ออ้อยในประเทศไทย กำลังถูกนำเสนอในมุมของ “การเปิดกว้างทางเทคโนโลยี” และ “การแข่งขันทางการค้า” โดยผู้ประกอบการเตาเหนี่ยวนำไฟฟ้า หรือ IF ตั้งคำถามว่า หากเหล็กที่ผลิตได้ผ่านมาตรฐาน เหตุใดรัฐจึงต้องกำหนดว่าเหล็กต้องผลิตด้วยเทคโนโลยีใด

เมื่อเร็วๆ นี้ ดร.ศักดิ์ชัย ธนบดีจิรพงศ์ ผู้แทนสมาคมการค้าผู้ประกอบการหล่อหลอมโลหะด้วยเตาเหนี่ยวนำไฟฟ้า (IF) ออกมาให้ข่าวว่า “วงการค้าเหล็กไทยเดือด แฉกฎบีบเตาหลอม IF ส่อเอื้อทุนใหญ่ฮุบตลาด 5 หมื่นล้าน” ประเด็นนี้จึงต้องกลับมาดูที่ข้อเท็จจริงว่า กระบวนการผลิตด้วย IF สามารถผลิตเหล็กข้ออ้อยที่ได้คุณภาพตามมาตรฐานอย่างสม่ำเสมอ และควบคุมได้จริงในระดับอุตสาหกรรมหรือไม่ เพราะการบอกว่า “ผลิตได้” ไม่เท่ากับการพิสูจน์ว่า “ผลิตได้อย่างสม่ำเสมอ” เรื่อง IF + AOD + LF ยังไม่ใช่ข้อเสนออย่างเป็นทางการ ที่ผ่านมายังไม่มีการนำเสนออย่างเป็นทางการต่อสาธารณะว่า จะใช้กระบวนการ “IF + AOD + LF” เป็นกระบวนการผลิตเหล็กข้ออ้อยเพื่อใช้เป็นข้อเสนอในการกำหนดมาตรฐาน สิ่งที่มีอยู่ในขณะนี้คือ “กระแสความคิดเห็นจากบางส่วนหรือบางบุคคล” ที่พูดถึงความเป็นไปได้ในการนำ AOD หรือ LF เข้ามาใช้ร่วมกับ IF เพื่อแก้ข้อจำกัดของกระบวนการผลิต จึงต้องแยกให้ชัดว่า สิ่งที่พูดถึงกันนั้นยังไม่ใช่ข้อเสนออย่างเป็นทางการที่ผ่านการพิสูจน์และรับรองแล้ว
อย่างไรก็ตามหากในอนาคตมีการเสนอแนวทางดังกล่าวอย่างเป็นทางการ ก็ต้องตอบคำถามทางวิศวกรรมให้ได้ว่า เมื่อใช้ IF ร่วมกับ AOD หรือ LF แล้ว สามารถควบคุมคุณภาพเหล็กข้ออ้อยได้ตามข้อกำหนดอย่างสม่ำเสมอ และสามารถทำซ้ำได้ในระดับอุตสาหกรรมหรือไม่ IF, AOD และ LF เป็นเทคโนโลยีที่มีการใช้งานอยู่แล้วในอุตสาหกรรมโลหะ ดังนั้นคำถามไม่ได้อยู่ที่ว่าเทคโนโลยีเหล่านี้มีอยู่จริงหรือไม่ คำถามคือ หากนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาประกอบกันเพื่อผลิตเหล็กข้ออ้อย จะได้ผลอย่างไร และมีข้อมูลเพียงพอที่จะยืนยันผลในระดับอุตสาหกรรมหรือไม่ “ขอข้อมูล” ไม่ใช่คำอธิบาย หากมีการเสนอให้ใช้กระบวนการเพิ่มเติม เช่น AOD หรือ LF เพื่อแก้ข้อจำกัดของ IF ก็สามารถศึกษาและพัฒนาได้ การพัฒนาเทคโนโลยีไม่ควรถูกห้าม แต่ทุกกระบวนการที่เพิ่มเข้ามาต้องตอบให้ได้ว่า เพิ่มเข้ามาเพื่อแก้ปัญหาอะไร แก้ปัญหาได้มากแค่ไหน มีข้อมูลอะไรยืนยัน ทำซ้ำได้หรือไม่ ทำได้ต่อเนื่องในระดับอุตสาหกรรมหรือไม่ คำว่า “ทำได้” “ควบคุมได้” “ลดได้” หรือ “ปรับได้” ไม่ใช่หลักฐานด้วยตัวมันเอง หากจะนำกระบวนการดังกล่าวมาใช้เป็นเหตุผลในการกำหนดหรือเปลี่ยนมาตรฐานระดับประเทศ ต้องมีข้อมูลเปรียบเทียบที่ชัดเจน
ควรเปรียบเทียบ IF กับ EAF ในเงื่อนไขที่เหมาะสม เช่น “เหล็กเกรดเดียวกัน” จำนวน HEAT เพียงพอ “วิธีทดสอบเดียวกัน” ตรวจสอบองค์ประกอบทางเคมี ,ตรวจสอบคุณสมบัติทางกล, ตรวจสอบสิ่งเจือปน, ตรวจสอบความสม่ำเสมอของผลผลิต ไม่ใช่เลือกเฉพาะ HEAT ที่ได้ผลดีที่สุด แล้วใช้เป็นหลักฐานว่า “IF ทำได้” ถ้าจะใช้กระบวนการใหม่เป็นฐานมาตรฐาน ต้องพิสูจน์ก่อน หากในอนาคตมีการเสนอ IF + AOD + LF หรือกระบวนการอื่นมาเป็นทางเลือกในการผลิตเหล็กข้ออ้อย ก็ไม่มีเหตุผลที่จะห้ามการพัฒนาและการพิสูจน์เทคโนโลยี แต่หากต้องการนำกระบวนการดังกล่าวมาใช้เป็นฐานในการกำหนดหรือเปลี่ยนมาตรฐานระดับประเทศ ต้องพิสูจน์ให้ครบว่า “ทำได้จริง → ทำได้สม่ำเสมอ → ทำได้หลาย HEAT → ทำได้หลายเกรด → ทำได้หลายสภาวะการผลิต → ทำได้ในระดับอุตสาหกรรม → ตรวจสอบได้ → และมีข้อมูลจากการประเมินที่เป็นอิสระ” หากยังไม่มีข้อมูลเพียงพอ ก็ยังไม่ควรสรุปว่ากระบวนการดังกล่าวพร้อมสำหรับการนำมาใช้เป็นฐานของมาตรฐานระดับประเทศ
พัฒนา IF ได้ แต่ต้องศึกษาก่อนนำมาใช้เป็นข้ออ้างในการเปลี่ยนมาตรฐาน หากผู้ประกอบการต้องการพัฒนา IF จะนำเทคโนโลยีหรือกระบวนการใดมาใช้เพิ่มเติมก็เป็นสิทธิของผู้ประกอบการ แต่ถ้าต้องการนำเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นมาใช้เป็นเหตุผลในการเปลี่ยนมาตรฐานของประเทศ ต้องผ่านการศึกษาและทดสอบอย่างเป็นระบบก่อน ควรมีการ ศึกษาวิจัย → ทดสอบหลาย HEAT → ทดสอบหลายโรงงาน → ทดสอบหลายสภาวะการผลิต → เปรียบเทียบกับเทคโนโลยีมาตรฐาน → ตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญอิสระ → รวบรวมข้อมูลให้เพียงพอ จากนั้นจึงนำผลกลับมาพิจารณามาตรฐาน ไม่ใช่เพิ่งมีแนวคิดหรือกระแสเกี่ยวกับกระบวนการใหม่ แล้วนำมาใช้เป็นเหตุผลในการขอเปลี่ยนมาตรฐานในช่วงที่ประเทศกำลังพิจารณาเรื่องดังกล่าว
ทั้งที่กระบวนการยังไม่ได้ผ่านการพิสูจน์อย่างเพียงพอ คำถามที่สังคมจึงมีสิทธิถามคือ การพูดถึงกระบวนการเหล่านี้ในช่วงเวลานี้ มีเป้าหมายเพื่อเสนอเทคโนโลยีที่พร้อมแล้วจริง หรือเป็นการเสนอแนวทางเพื่อขอเวลาเพิ่มเติมในการพิสูจน์และยืดกระบวนการพิจารณามาตรฐานออกไป หากเป็นการขอเวลา คำถามต่อไปคือ ขอเวลาเพื่ออะไร และเพื่อใคร ??? คนไทยไม่ควรเป็น”หนูทดลอง“ หากมีการเสนอ Process ใหม่ที่ยังมีข้อมูลไม่เพียงพอ ประเทศไทยไม่ควรต้องเป็นพื้นที่ทดลองว่ากระบวนการดังกล่าวจะสามารถผลิตเหล็กที่มีคุณภาพสม่ำเสมอในระยะยาวได้หรือไม่ หากเทคโนโลยีมีประสิทธิภาพจริง ควรมีหลักฐานที่ตรวจสอบได้ เช่น งานวิจัยที่ตรวจสอบได้ จำนวน HEAT ที่เพียงพอ การทดสอบจากหน่วยงานหรือห้องทดลองที่เป็นอิสระ “Comparative Study” ข้อมูลการผลิตต่อเนื่องในระยะยาว การประเมินจากผู้เชี่ยวชาญที่ไม่มีส่วนได้เสีย
เรื่องนี้ไม่ควรตัดสินจากตำแหน่งหรือคำนำหน้าชื่อของผู้เสนอ ไม่ว่าจะเป็นใคร สิ่งที่ต้องนำมาพิจารณาคือ “หลักฐานและข้อมูล” สิทธิในการทำธุรกิจ ต้องมาพร้อมความรับผิดชอบ ผู้ประกอบการทุกคนมีสิทธิทำธุรกิจและแข่งขันอย่างเป็นธรรม ไม่ว่าจะมาจากประเทศใด แต่สิทธิในการทำธุรกิจไม่ได้หมายความว่า รัฐต้องลดมาตรฐานเพื่อรองรับต้นทุนหรือเทคโนโลยีของผู้ประกอบการ เพราะต้นทุนและกำไรเป็นเรื่องของผู้ผลิต แต่หากวัสดุที่นำไปใช้ในโครงสร้างไม่ได้มาตรฐาน ความเสี่ยงอาจตกอยู่กับประชาชน ดังนั้นคำถามไม่ได้มีเพียงว่า...ผู้ผลิตได้อะไร…แต่ต้องถามด้วยว่า...ประชาชนต้องรับความเสี่ยงอะไร ???
ท้ายที่สุดเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องว่า IF หรือ EAF ใครจะชนะ และไม่ใช่เรื่องว่าผู้ประกอบการรายใดจะได้หรือเสียประโยชน์ แต่เป็นเรื่องว่า ประเทศไทยจะกำหนดมาตรฐานเหล็กจาก “ข้อมูลและหลักฐานทางวิทยาศาสตร์” หรือจาก “ข้อเสนอของผู้มีส่วนได้เสีย” หากเทคโนโลยีใดสามารถผลิตเหล็กที่มีคุณภาพ ปลอดภัย สม่ำเสมอ และตรวจสอบได้จริง ก็สามารถนำมาพิจารณาได้ แต่ต้องพิสูจน์ก่อน “พิสูจน์ด้วยงานวิจัย พิสูจน์ด้วยข้อมูล พิสูจน์ด้วยการทดสอบที่เป็นอิสระ พิสูจน์ด้วยการเปรียบเทียบ และพิสูจน์ด้วยการผลิตจริงในระดับอุตสาหกรรม” เพราะเหล็กข้ออ้อยไม่ได้เป็นสินค้าที่ซื้อแล้วเปลี่ยนได้ง่าย เหล็กถูกนำไปใช้ในเสา คาน และโครงสร้างอาคารที่ประชาชนต้องใช้งานในระยะยาว ดังนั้น มาตรฐานเหล็กต้องตั้งขึ้นเพื่อให้มั่นใจว่า “เหล็กที่นำไปใช้มีคุณภาพและความปลอดภัย” ไม่ใช่เพื่อรองรับข้อจำกัดของผู้ผลิตรายใดรายหนึ่ง...**
** กระบองเพชร **

