คอลัมน์ : กวนน้ำให้ใส

สะพานเชียงแมน – หลวงพระบาง ดีต่อเมืองน่าน และประเทศไทย อย่างไร?
ขณะที่ไทยเรายังคงตัดความช่วยเหลือแก่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างกัมพูชา
เมื่อวานนี้ ครม.เห็นชอบให้ความช่วยเหลือโครงการพัฒนาที่น่าสนใจในประเทศลาว เพื่อนบ้านที่น่ารักของเรา
นั่นคือ โครงการก่อสร้างสะพานเชียงแมน - หลวงพระบาง สปป.ลาว
จะเป็นสะพานข้ามแม่น้ำโขง ช่วงที่อยู่ในเขตประเทศลาว เป็นส่วนหนึ่งของคนที่จะเดินทางจากจังหวัดน่าน ผ่านเข้าลาว ทะลุต่อไปยังหลวงพระบาง เมืองมรดกโลก
เราไม่ต้องใช้อาวุธสงครามเข่นฆ่ากัน เข้ายึดครอง แต่ใช้ความสัมพันธ์อันดี การลงทุนที่เกื้อหนุน ก็สามารถจะได้ประโยชน์จากหลวงพระบาง เมืองมรดกโลกของลาว โดยสร้างโครงข่ายคมนาคมที่เกิดประโยชน์ร่วมกัน
1. ที่ผ่านมา สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) (สพพ.) หรือ NEDA ได้ให้ความช่วยเหลือโครงการก่อสร้างถนนเมืองหงสา-บ้านเชียงแมน สปป.ลาว ระยะทางรวม 114 กิโลเมตร เพื่อเชื่อมจังหวัดน่าน-หลวงพระบาง ปัจจุบัน ได้เปิดใช้เส้นทางเรียบร้อยแล้ว
แต่การเดินทางข้ามแม่น้ำโขงจากถนนเมืองหงสา - บ้านเชียงแมน เพื่อข้ามไปยังเมืองหลวงพระบาง จะต้องเดินทางโดยแพขนานยนต์ ทำให้เสียเวลาในการเดินทาง โดยเฉพาะเวลาเร่งด่วน
ที่ผ่านมา สปป.ลาว ได้ขอรับความช่วยเหลือทางวิชาการอย่างเป็นทางการ สำหรับงานศึกษาความเป็นไปได้และออกแบบรายละเอียดโครงการก่อสร้างสะพานเชียงแมน - หลวงพระบาง ข้ามแม่น้ำโขงที่เชื่อมต่อกับถนนจากเมืองหงสา - บ้านเชียงแมน กับ ถนนหมายเลข 13 (ความกว้างของแม่น้ำโขงประมาณ 540 เมตร)
การก่อสร้างสะพานเชียงแมน-หลวงพระบาง เป็นการเชื่อมโยงโครงข่ายคมนาคมภายใน สปป.ลาว ที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของประเทศไทยในการให้ความสำคัญต่อการเชื่อมโยงการคมนาคมระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่ออำนวยความสะดวกด้านการคมนาคมขนส่ง
ทั้งยังเป็นเส้นทางท่องเที่ยวที่เชื่อมโยงระหว่างจังหวัดน่าน-เมืองมรดกโลกหลวงพระบาง
และสนับสนุนเป้าหมายโครงการก่อสร้างถนนเมืองหงสา-บ้านเชียงแมน ในการเชื่อมโยงเส้นทางบกจากจุดผ่านแดนถาวรบ้านห้วยโก๋น อำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน ไปยังเมืองมรดกโลกหลวงพระบาง
เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ ช่วยอำนวยความสะดวกในด้านการสัญจร มูลค่าการค้าชายแดนไทย - สปป.ลาว จะเพิ่มมากขึ้น ทั้งในแง่การส่งออกสินค้าอุปโภค-บริโภค เชื้อเพลิง หรือสินค้าที่ใช้ในอุตสาหกรรมการเกษตร สอดรับกับการพัฒนาการเชื่อมโยงกลุ่มเศรษฐกิจในระดับภูมิภาค
2.ครม.เห็นชอบแล้ว
การประชุม ครม. เมื่อวันที่ 8 ก.ย. ที่ผ่านมา คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่รัฐบาลสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) สำหรับโครงการก่อสร้างสะพานเชียงแมน - หลวงพระบาง สปป.ลาว (โครงการก่อสร้างสะพานเชียงแมนฯ) ตามที่กระทรวงการคลัง (กค.) เสนอ
อนุมัติให้สำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) (สพพ.) ดำเนินการตามขอบเขตของโครงการ แหล่งที่มาของเงินทุน รูปแบบ วิธีการ และเงื่อนไขทางการเงินสำหรับการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ สปป.ลาว เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับโครงการก่อสร้างสะพานเชียงแมนฯ จำนวน 1,783,671,500 บาท
หรือมูลค่ารวมประมาณ 1,783 ล้านบาท
โดยอนุมัติให้สำนักงบประมาณ (สงป.) จัดสรรงบประมาณเป็นรายปี ตั้งแต่ปีงบประมาณ พ.ศ. 2571 - 2574 รวมระยะเวลา 4 ปี ในอัตราร้อยละ 50 ในส่วนของเงินกู้ จำนวน 891,835,750 บาท
และเห็นชอบแนวทางการกู้เงินของ สพพ. จากสถาบันการเงินภายในประเทศ จำนวน 891,835,750 บาท ตามรูปแบบและเงื่อนไขที่กำหนด
3.ใครดีกับเรา เราก็ดีด้วย เราได้ประโยชน์ด้วย
นับเป็นการให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ สปป.ลาว ในลักษณะเดียวกับที่ ครม.ได้เคยมีมติอนุมัติไว้ เช่น



โครงการปรับปรุงเส้นทางหมายเลข 12 (R12) ช่วงเมืองท่าแขก - จุดผ่านแดนนาเพ้า
โครงการก่อสร้างสะพานมิตรภาพไทย - ลาว แห่งที่ 5 (บึงกาฬ - บอลิคำไซ)
โครงการพัฒนาถนนหมายเลข 11 (R11) ช่วงครกข้าวดอ - บ้านโนนสะหวัน - สานะคาม - บ้านวัง - บ้านน้ำสัง
ที่ผ่านมา สพพ. ได้ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ สปป.ลาว มาอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งสิ้น 22 โครงการ
คิดเป็นวงเงินให้ความช่วยเหลือรวม 17,156 ล้านบาท
ประกอบด้วย วงเงินสนับสนุนแบบให้เปล่า จำนวน 2,395 ล้านบาท และวงเงินให้กู้ จำนวน 14,761 ล้านบาท
โดยสปป.ลาว ได้เบิกจ่ายเงินกู้แล้ว จำนวน 13,162 ล้านบาท ชำระคืนเงินต้นแล้ว จำนวน 3,578 ล้านบาท และมียอดเงินต้นคงเหลือ จำนวน 9,584 ล้านบาท
เมื่อรวมโครงการนี้ เท่ากับว่า สพพ. มีโครงการที่ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ สปป.ลาว รวมทั้งสิ้น 23 โครงการ คิดเป็นวงเงินให้ความช่วยเหลือรวม 18,940 ล้านบาท
ประการสำคัญ สพพ. แจ้งว่า ที่ผ่านมา สปป.ลาว มีการชำระหนี้อย่างสม่ำเสมอและตรงเวลา
โดยยังไม่เคยผิดนัดชำระหนี้หรือเป็นประเด็นให้ต้องทวงถาม
4. ประโยชน์ต่อประเทศไทย เช่น
(1) การก่อสร้างสะพานเชียงแมน - หลวงพระบาง สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของประเทศไทยในการให้ความสำคัญต่อการเชื่อมโยงการคมนาคมระหว่างประเทศไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน (Connectivity) ซึ่งจะส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง
(2) ผลประโยชน์ด้านการค้าชายแดนระหว่างไทยและ สปป.ลาว สามารถขยายโอกาสด้านการค้าระหว่างจังหวัดน่านกับเมืองหลวงพระบาง เนื่องจากลดระยะเวลาเดินทางระหว่างเมืองทั้งสองได้อย่างน้อย 30 - 45 นาที ทำให้การขนส่งสินค้าระหว่างกัน ทำได้ง่าย สะดวก และปลอดภัยจากการข้ามแม่น้ำ
(3) จำนวนนักท่องเที่ยวและรายได้จากนักท่องเที่ยวในจังหวัดน่านเพิ่มขึ้น โดยที่ผ่านมานักท่องเที่ยวไทยเดินทางท่องเที่ยวเมืองหลวงพระบางผ่านจังหวัดน่าน โดยใช้เส้นทางเมืองหงสา - เมืองจอมเพชร - บ้านเชียงแมน และใช้สะพานข้ามแม่น้ำโขงของโครงการ แทนการใช้แพขนานยนต์ข้ามแม่น้ำโขง ระยะเวลาท่องเที่ยว 3 วัน 2 คืน โดยมีค่าใช้จ่ายในการเดินทางผ่านบริษัทนำเที่ยวของไทยคนละ 4,500 บาท
ซึ่งในระยะเวลา 5 ปีแรก คาดการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวเยือนจังหวัดน่านเพิ่มขึ้น เฉลี่ยปีละ 80,000 คน มีรายได้เพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 360 ล้านบาท
(4) เสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยและ สปป.ลาว และแสดงให้เห็นถึงความร่วมมืออย่างยั่งยืนในระดับภูมิภาค



5.เตรียมบูมเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยง น่าน – หลวงพระบาง
“สารส้ม” ลองให้ AI จัดทำเส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยง น่าน - หลวงพระบาง เมื่อมีสะพานที่สามารถเดินทางได้สะดวกสบายขึ้น ได้ออกมา ดังนี้
“...เส้นทางท่องเที่ยวเชื่อมโยง น่าน - หลวงพระบาง
เป็นเส้นทางโรแมนติก ที่ผสมผสานระหว่างธรรมชาติ วัฒนธรรมล้านนา และเมืองมรดกโลก
โดยเส้นทางหลักที่ได้รับความนิยม คือ เส้นทางหงสา -เชียงแมน (ทางหลวงหมายเลข 4B และถนนสาย 114 ของ สปป.ลาว) ซึ่งหากโครงการสะพานเชียงแมน - หลวงพระบาง สร้างเสร็จ จะช่วยให้การเดินทางขับรถเที่ยวข้ามฝั่งสะดวกสบายยิ่งขึ้นโดยไม่ต้องลงแพขนานยนต์
แผนการเดินทางแนะนำ 4 วัน 3 คืน : เส้นทางสายวัฒนธรรมและธรรมชาติ
วันที่ 1: จุดเริ่มต้นที่น่าน มุ่งสู่ประตูด่านชายแดน
น่าน (ตัวเมือง): กราบไหว้พระประธานวัดภูมินทร์ ชมภาพจิตรกรรมฝาผนัง “กระซิบรักบันลือโลก” และแวะถ่ายรูปที่ซุ้มต้นลีลาวดีพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติน่าน
อ.ปัว - บ่อเกลือ: ขับรถชมวิวถนนลอยฟ้า (ทางหลวง 1081) แวะชมบ่อเกลือสินเธาว์โบราณบนภูเขา
อ.เฉลิมพระเกียรติ: เดินทางขึ้นเหนือเพื่อไปพักค้างคืนใกล้กับด่านชายแดนห้วยโก๋น เพื่อเตรียมข้ามแดนในเช้าวันถัดไป
วันที่ 2: ข้ามแดนสู่เมืองหงสา แหล่งวิถีชีวิตดั้งเดิม
ด่านห้วยโก๋น (ไทย) - ด่านน้ำเงิน (สปป.ลาว): ตรวจคนเข้าเมืองและทำเอกสารนำรถข้ามแดน
เมืองหงสา: แวะพักผ่อนที่เมืองหงสา ชมวิถีชีวิตที่เรียบง่าย ไทลื้อ และสถาปัตยกรรมแบบท้องถิ่น รวมถึงสามารถแวะชมอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ในพื้นที่ได้
วันที่ 3: มุ่งสู่หลวงพระบาง เมืองมรดกโลกริมแม่น้ำโขง
เส้นทางหงสา - เชียงแมน: เดินทางผ่านถนนสายธรรมชาติและหมู่บ้านชนเผ่า มุ่งหน้าสู่ บ้านเชียงแมน (เมืองจอมเพชร) ซึ่งอยู่ฝั่งตรงข้ามเมืองหลวงพระบาง
ข้ามโขงสู่หลวงพระบาง: (ในปัจจุบันต้องใช้แพขนานยนต์แต่ในอนาคตจะข้ามผ่านสะพานเชียงแมน - หลวงพระบาง ได้โดยตรง)
หลวงพระบาง (ช่วงบ่าย-เย็น): เดินชม วัดเชียงทอง อัญมณีแห่งสถาปัตยกรรมล้านช้าง ขึ้นพระธาตุพูสี ชมวิวพระอาทิตย์ตกดินและตัวเมืองหลวงพระบางแบบ 360 องศา ช้อปปิ้งและหาของกินถิ่นที่ตลาดมืด (Night Market)
วันที่ 4: ตักบาตรข้าวเหนียว แวะน้ำตกตาดกวางซี ก่อนเดินทางกลับ
เช้ามืด: ร่วมพิธีตักบาตรข้าวเหนียว ยามเช้าอันเป็นเอกลักษณ์ของหลวงพระบาง และเดินชมตลาดเช้า
สาย: เดินทางไปชมความงามของน้ำตกตาดกวางซี น้ำตกหินปูนสีฟ้าพาสเทลที่สวยที่สุดแห่งหนึ่ง
บ่าย: เตรียมตัวเดินทางกลับ (สามารถเลือกกลับเส้นทางเดิมสู่น่าน หรือนั่งรถไฟความเร็วสูงลาว-จีน ไปต่อยังเวียงจันทน์/หนองคายได้)...”
ย้ำ... เราไม่ต้องใช้อาวุธสงครามเข้ายึดครอง แต่ใช้ความสัมพันธ์อันดี ร่วมมือกัน ลงทุนเกื้อหนุนกัน ก็สามารถจะได้ประโยชน์ร่วมกัน จากหลวงพระบาง เมืองมรดกโลกของลาว เมืองน่าน เสน่ห์น่าหลงใหลของไทย โดยสร้างโครงข่ายคมนาคมที่เกิดประโยชน์ร่วมกันได้จริงๆ
สารส้ม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

