ผอ.JIC สวน กัมพูชา ไปอ่านข้อตกลงหยุดยิง และปฏิบัติตามให้ครบถ้วน ก่อนเปิดเจรจาจัดทำเขตแดน

ผอ.JIC สวน กัมพูชา ไปอ่านข้อตกลงหยุดยิง และปฏิบัติตามให้ครบถ้วน ก่อนเปิดเจรจาจัดทำเขตแดน สร้างความสงบชายแดนยั่งยืน
เมื่อวันที่ 9 ก.ย.2569 พล.อ.อ.ประภาส สอนใจดี ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารอากาศ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ข่าวสารสถานการณ์ไทย-กัมพูชา (ผอ.JIC) กล่าวถึงกรณีฝ่ายกัมพูชาประท้วงไทย โดยกล่าวหาว่าละเมิดอธิปไตยและดำเนินกิจกรรมในดินแดนกัมพูชา ว่า อยากให้ฝ่ายกัมพูชากลับไปทบทวนสิ่งที่ไทยและกัมพูชาได้ตกลงร่วมกัน โดยเฉพาะถ้อยแถลงร่วมลงวันที่ 27 ธันวาคม 2568 ก่อนที่จะกล่าวหากัน ควรอ่านถ้อยแถลงร่วมให้ครบถ้วน และปฏิบัติตามสิ่งที่ทั้งสองฝ่ายตกลงกันอย่างจริงจัง สิ่งสำคัญที่สุดในขณะนี้คือการรักษาการหยุดยิง ไม่ยั่วยุ ไม่เพิ่มกำลัง ลดความเสี่ยงทางทหาร และทำให้พื้นที่มีความปลอดภัยสำหรับประชาชนทั้งสองประเทศ
กรณีที่กัมพูชาระบุว่าทหารไทยอยู่ในพื้นที่ของกัมพูชา พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ต้องแยกให้ชัดระหว่าง “ข้อกล่าวอ้างเรื่องเขตแดน” กับ “แนววางกำลัง” หลังการหยุดยิง โดยทั้งสองฝ่ายมีหน้าที่รักษาสถานะตาม Troop Deployment Line หรือแนววางกำลังของกำลังทหารตามที่ตกลงกัน ฝ่ายไทยยืนยันว่าปฏิบัติอยู่ในแนววางกำลังของไทย ไม่ได้ใช้การหยุดยิงเป็นโอกาสในการรุกคืบหรือเพิ่มกำลัง ดังนั้น ไม่ควรนำคำกล่าวอ้างฝ่ายเดียวเกี่ยวกับเขตแดนมาใช้แทนกระบวนการตรวจสอบและปักปันเขตแดน ซึ่งมีกลไกทวิภาคีรองรับอยู่แล้ว
ส่วนกรณีกัมพูชาต้องการให้เร่งประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) และตั้งข้อสังเกตว่าไทยกำลังถ่วงเวลานั้น ผอ.JIC กล่าวว่า ไทยไม่ได้ปฏิเสธ JBC ตรงกันข้าม ไทยต้องการให้ JBC ทำงานและเกิดผลอย่างแท้จริง แต่ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะลงพื้นที่สำรวจร่วมกัน สิ่งพื้นฐานที่สุดคือพื้นที่ต้องปลอดภัย ต้องรักษาการหยุดยิง ลดการเผชิญหน้า ไม่ยั่วยุ ไม่เพิ่มกำลัง และโดยเฉพาะอย่างยิ่งต้องร่วมมือกันเก็บกู้ทุ่นระเบิดและลดอันตรายในพื้นที่ “ถ้าพื้นที่ยังไม่ปลอดภัย เจ้าหน้าที่เทคนิคจะลงไปทำงานอย่างมีประสิทธิภาพได้อย่างไร”
เมื่อถามว่า ไทยกำลังตั้งเงื่อนไขด้านความมั่นคงก่อนเดินหน้า JBC หรือไม่ พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า ไม่ใช่การตั้งเงื่อนไข แต่เป็นการทำให้สิ่งที่ตกลงกันสามารถเกิดขึ้นจริง Security หรือความมั่นคง ไม่ใช่อุปสรรคของ JBC แต่เป็นสิ่งที่ทำให้ JBC สามารถทำงานได้ เมื่อพื้นที่ปลอดภัย เจ้าหน้าที่จึงสามารถลงสำรวจได้ เมื่อการเผชิญหน้าลดลง การเจรจาก็เดินหน้าได้ และเมื่อความหวาดระแวงลดลง ความไว้ใจก็จะกลับมา นี่คือเหตุผลที่ทุกส่วนของถ้อยแถลงร่วมต้องดำเนินการควบคู่กัน
สำหรับการดำเนินการกับพื้นที่สแกมเมอร์ว่ามีความเกี่ยวข้องกับข้อตกลงชายแดนอย่างไร ผอ.JIC กล่าวว่า อีกเรื่องที่ต้องไม่ลืมคือปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติและเครือข่ายสแกมเมอร์ ซึ่งกระทบต่อประชาชน ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทยหรือกัมพูชา แต่มีผู้เสียหายจากหลายประเทศ โดยถ้อยแถลงร่วมมีเจตนารมณ์ให้ทั้งสองฝ่ายร่วมมือกันลดภัยคุกคามและสร้างความปลอดภัยตามแนวชายแดน ดังนั้น การจัดการเครือข่ายสแกมเมอร์ต้องดำเนินการอย่างจริงจัง โปร่งใส และร่วมมือกัน ไม่ควรนำข้อพิพาทเรื่องเขตแดนมาเป็นเหตุให้การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติหยุดชะงัก
ผอ.JIC ย้ำว่า “สิ่งที่ไทยต้องการไม่ซับซ้อน คือควรอ่านถ้อยแถลงร่วมให้ครบ และทำตามที่เราตกลงกัน รักษาการหยุดยิง ไม่ยั่วยุ ไม่เพิ่มกำลัง รักษาแนววางกำลัง ร่วมกันทำให้พื้นที่ปลอดภัย ร่วมเก็บกู้ทุ่นระเบิด ร่วมปราบปรามสแกมเมอร์และอาชญากรรมข้ามชาติ แล้วให้ JBC ทำหน้าที่เรื่องเขตแดนตามกลไกที่มีอยู่ หากทั้งสองฝ่ายทำสิ่งเหล่านี้ได้ การเจรจาก็จะเดินหน้าได้”
สำหรับเป้าหมายสุดท้ายของไทย พล.อ.อ.ประภาส กล่าวว่า เป้าหมายของไทยไม่ใช่การเอาชนะกันด้วยแถลงการณ์ แต่คือประชาชนของทั้งสองประเทศต้องปลอดภัย และชายแดนต้องกลับมาสงบ ปัญหาเขตแดนเป็นเรื่องละเอียดอ่อน จึงยิ่งต้องใช้กลไกทวิภาคี ใช้ข้อเท็จจริง ใช้กฎหมาย และพูดคุยกัน โดยต้องหยุดยิงให้จริง ทำให้พื้นที่ปลอดภัย ปฏิบัติตามข้อตกลง และให้ JBC ทำหน้าที่ นี่คือเส้นทางที่เป็นรูปธรรมที่สุดในการนำไทยและกัมพูชากลับไปสู่ความสงบสุขร่วมกัน
ทั้งนี้ ผอ.JIC สรุปแนวทางของไทยด้วยหลัก “SECURITY → TRUST → JBC → PEACE” หรือ “พื้นที่ปลอดภัย สร้างความไว้ใจ ความไว้ใจทำให้ JBC เดินหน้า และ JBC กับกลไกทวิภาคีจะนำไปสู่สันติสุขของประชาชน” พร้อมย้ำว่า “ปลายทางไม่ใช่ชัยชนะของฝ่ายใด แต่คือความสงบสุขของประชาชนทั้งสองประเทศ”ผอ.JIC กล่าว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

