คอลัมน์ : เขียนเพื่อคิด

การรับมือกับปัญหาพม่า
นับตั้งแต่ประเทศพม่าได้รับเอกราชจากอังกฤษเมื่อปี ค.ศ. 1948 (พ.ศ. 2491) มาจนถึงบัดนี้ สังคมพม่าเต็มไปด้วยความสับสนวุ่นวายทางการเมืองโดยล่าสุดก็กลับไปตกอยู่ในสภาวะของสงครามกลางเมือง ส่งผลให้ประเด็นปัญหาภายในพม่าได้กระเซ็นกระสาย ทะลักเข้ามาในประเทศเพื่อนบ้านที่มีชายแดนติดต่อกับพม่า อันได้แก่ บังกลาเทศ อินเดีย จีน ลาว และไทย รวมถึงประเทศที่มีอาณาบริเวณทางทะเลติดต่อกับอาณาบริเวณของพม่าคือ มาเลเซีย และอินโดนีเซีย
เรื่องภายในของพม่าจึงเป็นเรื่องที่ประเทศเพื่อนบ้านหลีกเลี่ยงไม่ได้ และต้องรับผลกระทบ ซึ่งต่างก็มีภาระหน้าที่ทั้งเพื่อแก้และบรรเทาปัญหาเฉพาะหน้าที่เขตชายแดน และเพื่อร่วมมือช่วยเหลือให้พม่าสามารถกลับเข้าสู่สภาวะปกติ ไกล่เกลี่ยความขัดแย้ง และเสริมสร้างความสมานฉันท์
สำหรับประเทศไทยนั้นก็สามารถที่จะรับมือกับประเด็นปัญหาพม่าใน 3 ระดับด้วยกัน คือในกรอบทวิภาคี หรือการพูดจากับฝ่ายพม่าโดยตรง ในกรอบภูมิภาค เช่น ในกรอบประชาคมอาเซียน และในกรอบ BIMSTEC ที่ทั้งไทยและพม่าต่างเป็นประเทศสมาชิก และในกรอบพหุภาคี คือองค์การสหประชาชาติ
ณ ปัจจุบันนี้ ประเทศพม่ามีกลุ่มผู้มีบทบาททางการเมืองหลัก 3 กลุ่มด้วยกัน คือ
1.กลุ่มกองทัพพม่า ที่ทหารส่วนใหญ่หรือเกือบทั้งหมดเป็นชาวพม่า เชื้อสายพม่า (Burman)
2.บรรดารัฐชนกลุ่มน้อยต่างๆ เช่น มอญ กะเหรี่ยง กะเหรี่ยงแดง ฉาน ฉิ่น คะฉิ่น และยะไข่ เป็นต้น
3.ฝ่ายประชาธิปไตยต่อต้านกองทัพพม่าและระบอบเผด็จการ ในนามของรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) และรัฐบาลคณะกรรมการผู้แทนสมัชชาแห่งสหภาพ (CRPH)
ในขณะนี้มี 3 ประเทศ ที่ได้ให้การรับรองรัฐบาลประธานาธิบดี นายพลอาวุโส มิน อ่อง หล่าย คือ อินเดีย จีน และรัสเซีย ส่วนลาวก็มักจะนิ่งเฉย ไม่แสดงท่าที แต่มีนัยของการมีมิตรไมตรีกับรัฐบาลนายพลอาวุโส มิน อ่อง หล่าย
สำหรับไทยนั้น ตั้งแต่รัฐบาลพลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาจนถึงรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล มักจะมีมิตรจิตมิตรใจต่อนายพลอาวุโส มิน อ่อง หล่าย โดยใช้ข้ออ้างที่ว่า เพราะไทยกับพม่ามีชายแดนติดกันยาวกว่า 2,400 กิโลเมตร ดังนั้น ก็ควรจะหลีกเลี่ยงต่อการมีประเด็นปัญหาต่อกันมากที่สุด และหาทางร่วมมือกันเพื่อความสงบสุขของเขตแดนร่วมกันให้มากที่สุด
แต่ทว่าฝ่ายรัฐบาล 4 ชุดของไทยที่ผ่านมา มักจะมิได้คำนึงหรือลืมเลือนไปว่าระหว่างกองทัพพม่าภายใต้การนำของนายพลอาวุโส มิน อ่อง หล่าย นั้น มีรัฐมอญ รัฐกะเหรี่ยง รัฐกะเหรี่ยงแดง รัฐฉาน และฝ่ายกลุ่มประชาธิปไตยตั้งอยู่ตรงกลาง และฝ่ายรัฐบาลทหารพม่าไม่สามารถควบคุมพื้นที่ส่วนใหญ่ได้
ฉะนั้นการที่ฝ่ายไทยจะพยายามพูดจากับนายพลอาวุโส มิน อ่อง หล่าย จึงไม่เป็นการสะท้อนกับสภาพความเป็นจริง ฝ่ายไทยมีความจำเป็นที่จะต้อง Deal พูดจาต่อทั้งฝ่ายกองทัพพม่า ฝ่ายรัฐชนกลุ่มน้อย และฝ่ายประชาธิปไตย ควบคู่กันไปเพื่อให้ได้มาซึ่งความสงบเรียบร้อยให้มากที่สุด โดยเฉพาะการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ และการรับมือกับผู้อพยพลี้ภัยเมื่อเกิดการสู้รบทางด้านพม่า และการรับมือกับผู้ประสงค์จะมาหางานทำที่ประเทศไทย เป็นต้น
ล่าสุดก็ได้เกิดกรณีปัญหามลพิษจากเหมืองแร่ธาตุหายาก (Rare Earths) ในภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือของพม่า ที่มีผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทยและต่อลุ่มแม่น้ำโขง ซึ่งรัฐบาลฝ่ายนายพลอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ไม่อยู่ในฐานะที่จะกระทำการใดได้อย่างเป็นชิ้นเป็นอัน เพราะไม่สามารถที่จะควบคุมพื้นที่ได้
นอกเหนือจากการจะต้องพูดจา เจรจา หารือ กับ 3 กลุ่มพม่าดังกล่าวแล้ว ประเทศไทยก็ต้องกระชับความร่วมมือทั้งในกรอบอาเซียน และในกรอบ BIMSTEC เพื่อเสริมพลังอำนาจและต่อรอง เพราะประเทศไทยโดยตัวเองนั้นไม่มีอำนาจต่อรองที่จะทำให้ฝ่ายกองทัพพม่า หรือแม้กระทั่งชนกลุ่มน้อยบางกลุ่มคล้อยตาม ไม่เหมือนกับอินเดีย จีน และรัสเซีย ซึ่งเขาต่างมีพละกำลังและมีผลประโยชน์ เช่น การขายอาวุธให้กับฝ่ายกองทัพพม่า
สำหรับอินเดียนั้นก็ต้องมีบทบาทในพม่าเพื่อกันมิให้จีนครอบงำและเอาประโยชน์จากพม่าแต่ฝ่ายเดียว ส่วนรัสเซียนอกจากจะได้ขายอาวุธแล้ว ก็ยังจะได้ขายโรงงานผลิตไฟฟ้านิวเคลียร์อีกด้วย ส่วนจีนนั้นก็คำนึงถึงความปลอดภัยของท่อแก๊สและน้ำมันจากอ่าวเบงกอลไปสู่เขตทางตอนใต้ของจีน เสริมสร้างความมั่นคงพลังงาน อีกทั้งเพื่อรักษาเส้นทางคมนาคมทางบกเพื่อการขนส่งสินค้านำเข้า ส่งออก โดยเฉพาะสินค้าจากไทยสู่ทางตอนใต้ของจีน ไปจนถึงการกำจัดอาชญากรรมข้ามชาติ ที่เขตแดนพม่า-จีน และส่วนหนึ่งที่เขตแดนไทย-พม่า เพราะมีคนจีนถูกหลอกลวงให้มาทำงานแบบแรงงานทาสในแหล่งอบายมุข และศูนย์หลอกลวงทางด้านอิเล็กทรอนิกส์ (Call Center)
ทั้งนี้ฝ่ายอินเดียก็ได้ตัดสินใจปิดพรมแดนพม่า-อินเดีย ทั้งเพื่อป้องกันการทะลักเข้ามาของผู้อพยพลี้ภัย และเพื่อตัดขาดการร่วมมือระหว่างกลุ่มกำลังพม่าต่างๆ กับกลุ่มก่อการร้ายในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของอินเดีย
ก็ขอทบทวนว่าฝ่ายอาเซียน รวมทั้งนายพลอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ได้เคยมีข้อตกลงกันในเรื่องฉันทามติ 5 ประการ (Five Point Consensus) ที่จะช่วยยุติความขัดแย้งในพม่า และนำพม่ากลับสู่สภาวะปกติ แต่โดยตลอดมาก็ได้รับการปฏิเสธจากนายพลอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ขณะที่ฝ่ายอาเซียนที่เหลือก็มิได้ผนึกกำลังกันอย่างจริงจัง แล้วก็ยังมีการเล่นการทูตแบบลูกโดด หรือแบบ “ข้าไปคนเดียว” โดยสมเด็จฮุนเซน แห่งกัมพูชา และโดยฝ่ายไทย ฉะนั้นฝ่ายอาเซียนก็จะต้องมีการแก้ไขจุดอ่อนและข้อบกพร่องต่างๆ เพื่อนำความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกลับมาให้ได้
เมื่ออาเซียนกลับมาเป็นหนึ่งเดียวกัน อาเซียนก็จะอยู่ในวิสัยที่จะพูดจากับอินเดีย จีน และรัสเซีย ในการร่วมกันแก้ปัญหาพม่า และอาเซียนก็จะสามารถเรียกร้องความร่วมมือของประชาคมโลกในกรอบขององค์การสหประชาชาติ เพื่อให้ร่วมกันยุติสงครามกลางเมืองในพม่า และนำทุกฝ่ายของพม่ากลับสู่โต๊ะเจรจา เพื่อสร้างพม่าใหม่
ทั้งนี้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศก็กำลังพิจารณาเรื่องการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ของนายพลอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ซึ่งเริ่มต้นด้วยการฟ้องร้องของประเทศ De Gambia แห่งแอฟริกา ที่ใช้หลัก Universal Jurisdiction อันได้แก่ การที่ประเทศหนึ่งใดจะรับพิจารณาเรื่องอาชญากรรมนอกอาณาเขตของตนได้ เพราะเมื่อเรื่องนั้นเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับมนุษยชาติและสิทธิมนุษยชน
ในการนี้ นายพลอาวุโส มิน อ่อง หล่าย จึงถือว่ากำลังอยู่ในสภาพของ “ตกที่นั่งลำบาก” และประเทศใดๆ ที่คบหาสมาคมกับนายพลอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ก็จะกลายเป็นประเทศที่นอกคอกในสายตาชาวโลกโดยปริยาย
ทั้งนี้ทั้งนั้น ผู้นำอาเซียนทั้ง 10 ประเทศ ก็ต้องมารวมตัวกันทบทวนเรื่องราวและตั้งหลักกันใหม่ที่จะมีการร่วมมือกันอย่างจริงจังและเป็นหนึ่งเดียวกันเสียที
กษิต ภิรมย์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

