คอลัมน์ : คิด เขียน คุย

ชาวบ้านเดือดร้อนแต่ สส.หาข้าวกินเองไม่ได้
การเมืองในบ้านเรานั้น สส.ในสภาฯไม่ได้ทำหน้าที่ตามที่ประชาชนเลือกมา โดยภาพของการประชุมที่ปรากฏให้เห็นนั้น มักจะเป็นการเอาชนะคะคานของทั้งสองฝ่ายระหว่างฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาลมากกว่า คือ แบ่งข้างแบ่งฝ่ายชัดเจนระหว่าง“ส้ม”กับ“น้ำเงิน”
เรียกว่าตั้งแต่หลังเลือกตั้งทั่วไปเราได้“สส.500”ชุดนี้มา ยังไม่เคยเห็นบรรยากาศการประชุมในสภาฯมีภาพในเชิงสร้างสรรค์ หรือมีบรรยากาศของผู้ทรงเกียรติที่มีวุฒิภาวะร่วมประชุมหารือกันใน“สัปปายะสภาสถาน” ซึ่งมีความหมายอันเป็นมงคลว่า“สภาที่สงบร่มเย็น”สำหรับประกอบกรรมดี
ทั้งที่ในเวลานี้ บ้านเมืองของเรายังเต็มไปด้วยปัญหาความทุกข์ยากเดือดร้อนของประชาชน จากภัยธรรมชาติและภัยสงครามในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะภัยสงครามในตะวันออกกลางระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่าน ที่ส่งผลให้ราคาพลังงานในตลาดโลกผันผวนอยู่ตลอดเวลา กลายเป็น“วิกฤตเศรษฐกิจ”กระทบไปทั้งโลก และก็ยังไม่เห็นอนาคตว่าจะยุติลงเมื่อใด
ล่าสุดที่“ช่องแคบฮอร์มุซ”บริเวณอ่าวโอมาน สถานการณ์สงครามก็เดือดขึ้นมาอีก โดยกองทัพสหรัฐฯ ได้เปิดฉากโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่าน 2 ลำ ที่ลอยลำอยู่ใกล้กับเกาะคาร์ก ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อวันที่ 8 กันยายนที่ผ่านมาตามเวลาท้องถิ่น
จากรายงานของสำนักข่าวต่างประเทศเปิดเผยว่า กองทัพสหรัฐฯ โจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของอิหร่านในครั้งนี้ เพื่อตอบโต้ที่อิหร่านพยายามยิงขีปนาวุธเข้าใส่เรือรบของกองทัพเรือสหรัฐฯ โดยอ้างว่า เรือบรรทุกน้ำมัน 2 ลำดังกล่าวของอิหร่าน มีความเชื่อมโยงกับกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน (IRGC)
ขณะที่ศูนย์บัญชาการกลางกองทัพสหรัฐฯ หรือ“เซนต์คอม” (CENTCOM) ออกแถลงการณ์ว่า กองทัพสหรัฐฯปฏิบัติการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันของกองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลามจำนวนทั้งสิ้น 5 ลำ เพื่อตอบโต้ความพยายามของอิหร่านในการโจมตีเรือรบของกองทัพเรือสหรัฐด้วยขีปนาวุธหลายครั้ง ในช่วง 2 วันที่ผ่านมา
ปฏิบัติการดังกล่าวเกิดขึ้นในอ่าวโอมาน 4 ลำ และ บริเวณใกล้กับเกาะคาร์กที่อยู่นอกชายฝั่งทางตอนใต้ของอิหร่านอีก 1 ลำ ทั้งนี้นอกจากจะเป็นการตอบโต้อิหร่านแล้ว กองทัพสหรัฐฯก็ยังหวังผลเพื่อทำลายเป้าหมายบริเวณ“ช่องแคบฮอร์มุซ” พร้อมทั้งคุ้มกันเรือสินค้าที่ผ่านน่านน้ำบริเวณนี้ โดยกองทัพสหรัฐฯ ยืนยันว่า เรือรบของกองทัพสหรัฐฯ สามารถหลบเลี่ยงการโจมตีของอิหร่านได้ และยังคงลาดตระเวนได้ตามปกติ
ส่วนทางฝั่งอิหร่าน ประกาศจะตอบโต้สหรัฐฯด้วยการโจมตีเรือบรรทุกน้ำมันใกล้ท่าเรือในบาห์เรนและคูเวต จากแถลงการณ์ของ“IRGC”หรือกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน พร้อมทั้งในแถลงการณ์ยังแจ้งเตือนว่า “เราขอเตือนลูกเรือทุกคนบนเรือบรรทุกน้ำมันที่ทอดสมอบริเวณท่าเรือในบาห์เรนและคูเวต ซึ่งเป็นผู้ให้ที่พักพิงแก่พวกผู้ก่อการร้ายอเมริกัน และเป็นพันธมิตรในการกระทำอันเป็นปฏิปักษ์ จงสละเรือโดยเร็ว เนื่องจากเรือเหล่านี้จะตกเป็นเป้าหมายการโจมตีทางทหาร”
นอกเหนือจากนั้น กองทัพเรือของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามแห่งอิหร่าน ก็ยังได้แถลงผ่านสื่อของรัฐบาลอิหร่านว่า สามารถดักจับ“เรือดำน้ำไร้คนขับ”ที่ทันสมัยและชาญฉลาดที่สุดของกองทัพสหรัฐฯ ได้ 1 ลำ บริเวณ“ช่องแคบฮอร์มุซ” คือเรือดำน้ำ“Dive-LD” ซึ่งเป็นยานใต้น้ำอัตโนมัติขนาด 19 ฟุต ออกแบบและติดตั้งด้วยเทคโนโลยีสุดล้ำ
เรือดำน้ำไร้คนขับลำนี้ มีมูลค่าประมาณ 2.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 82 ล้านบาท สามารถปฏิบัติภารกิจต่างๆ ทั้งการกวาดล้างทุ่นระเบิด การสำรวจแผนที่พื้นทะเล การรวบรวมข้อมูลข่าวกรอง และการตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐานใต้น้ำ เช่น สายเคเบิลและท่อส่งใต้น้ำ อีกทั้งยังได้รับการออกแบบให้ดำน้ำได้ลึกถึง 6 พันเมตร และสามารถปฏิบัติการได้นานถึง 10 วันโดยไม่ต้องกลับฐาน
แต่อย่างไรก็ตาม ทางโฆษกกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้ออกมาแถลงแก้เกี้ยวว่า เรือดำน้ำ“Dive-LD”ลำนี้ เป็นยานใต้น้ำรุ่นเก่าที่ชำรุด ซึ่งไม่ได้เก็บรวบรวมข้อมูลที่ละเอียดอ่อน และไม่ได้ติดตั้งอุปกรณ์โซนาร์ หรือ เรดาร์ ที่เป็นความลับใดๆ ทั้งสิ้น ใช้ทำการเพียงแค่สำรวจน่านน้ำเพื่อสนับสนุนปฏิบัติการทางทหารที่กำลังดำเนินอยู่เท่านั้น และถูกดักจับได้เพราะเกิดความผิดพลาดทางเทคนิค
และไม่เพียงแต่จากการปฏิบัติการตอบโต้ทางทหารระหว่างสหรัฐฯกับอิหร่านเท่านั้น ที่ทำให้สถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางเดือด “กลุ่มฮูตี”ในเยเมนซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่านก็คอยก่อกวนด้วยอีกทางหนึ่ง ซึ่งล่าสุดเมื่อวันที่ 7 กันยายนที่ผ่านมา กองกำลังของ“กลุ่มฮูตี” เพิ่งเปิดฉากโจมตี 4 เมืองทางตอนใต้ของซาอุดีอาระเบีย ส่งให้มีผู้ได้รับบาดเจ็บ 73 ราย และเกิดเพลิงไหม้บริเวณสถานที่ที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมน้ำมัน ท่ามกลางความกังวลว่าเหตุการณ์ดังกล่าวอาจเป็นการขยายแนวรบครั้งสำคัญของสงคราม
กองกำลัง“กลุ่มฮูตี”ปฏิบัติการครั้งนี้ ถือว่าเป็นการโจมตีครั้งใหญ่เข้าไปในดินแดนซาอุดีอาระเบีย โดยใช้ทั้งโดรนและขีปนาวุธโจมตีเป้าหมายสำคัญ คือ ฐานทัพอากาศของซาอุดีอาระเบียในเมืองคามิส มูไชต์ รวมถึงเป้าหมายที่เกี่ยวข้องกับบริษัทน้ำมันแห่งชาติซาอุดีอาระเบียในเมืองอับฮา เมืองนัจรานบริเวณชายแดนเยเมน และเมืองเจซาน ซึ่งเป็นเมืองท่าสำคัญริมทะเลแดงและเป็นที่ตั้งของโรงกลั่นน้ำมันและโรงไฟฟ้าขนาดใหญ่
ที่สุดแล้วก็มาลงเอยกันที่ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก ซึ่งเมื่อวันที่ 9 กันยายนวานนี้ ได้มีการปรับตัวพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยราคาน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ทะลุระดับ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เป็นครั้งแรกในรอบหลายสัปดาห์ อยู่ที่ประมาณ 99.50 - 100.07 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่วนน้ำมันดิบเวสต์เท็กซัส (WTI) อยู่ที่ประมาณ 94.33 - 94.73 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิงในบ้านเราทุกชนิดต้องปรับสูงขึ้นตามไปด้วยอีกลิตรละ 70-80 สตางค์
เดือดร้อนกันทั้งโลกถึงขนาดนี้แล้ว สส.บ้านเราก็ยัง“ดรามา”เหมือนเด็กอมมือ ขนาดข้าวก็ยังหาซื้อกินเองไม่ได้ !
รุ่งเรือง ปรีชากุล
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

