คอลัมน์ : มองมุมเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

พลังแห่งการรวมกลุ่มของคนไทย ต้องไม่ฉาบฉวย แต่มั่นคงถาวร
เคยสงสัยไหมว่า เหตุใดประเทศอังกฤษจึงสามารถผ่านพ้นวิกฤตการณ์ทางการเมืองและสังคมครั้งใหญ่มาได้หลายศตวรรษโดยไม่ต้องพึ่งพาความรุนแรงหรือการรัฐประหารบ่อยครั้ง?
คำตอบส่วนหนึ่งซ่อนอยู่ในรากฐานทางสังคมที่เข้มแข็ง นั่นคือ “วัฒนธรรมการรวมกลุ่ม” ไม่ว่าจะเป็นสโมสร ชมรม สมาคมวิชาชีพ หรือกลุ่มผลประโยชน์ ที่ไม่ได้ตั้งขึ้นมาเพียงเพื่อความรื่นเริง แต่เป็นฟันเฟืองสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศ
ทำไมอังกฤษจึงเติบโตด้วยวัฒนธรรม “สโมสรและสมาคม”?
วัฒนธรรมการรวมตัวของอังกฤษไม่ได้เกิดขึ้นในวันเดียวแต่ฝังรากมาพร้อมกับการพัฒนาทางประวัติศาสตร์และปัญญาความคิด โดยมีจุดเริ่มต้นที่สำคัญคือ :
● วัฒนธรรมร้านกาแฟ (Coffee Houses) ในศตวรรษที่ 17-18 : พื้นที่เปิดที่คนทุกชนชั้นจ่ายเพียงเพนนีเดียวเพื่อเข้าไปนั่งดื่ม ถกเถียงเรื่องการเมือง ปรัชญา และเศรษฐกิจ จนถูกเรียกว่า “มหาวิทยาลัยหนึ่งเพนนี” ยุคนั้นกลายเป็นพื้นที่สาธารณะ (Public Sphere) ที่บ่มเพาะเสรีภาพทางความคิด
● การจัดระเบียบกลุ่มผลประโยชน์ (Pressure Groups) : วงสนทนาเหล่านี้วิวัฒนาการไปเป็นสโมสรสุภาพบุรุษ สมาคมทางวิชาการ และสมาคมวิชาชีพ เมื่อกลุ่มคนที่มีวัตถุประสงค์และปัญหาร่วมกันมาพบปะ แลกเปลี่ยนข้อมูลเชิงลึก พวกเขาจึงแปรเปลี่ยน “ความคิดเห็น” ให้กลายเป็น “พลังกดดัน” เชิงนโยบายจากล่างขึ้นบน (Bottom-Up) เช่น การรวมกลุ่มขับเคลื่อนจนนำไปสู่การยกเลิกกฎหมายค้าทาสในปี 1807 หรือการรวมตัวของกลุ่มอาชีพจนกลายเป็นรากฐานของพรรคแรงงาน (Labour Party) ในเวลาต่อมา
ประโยชน์ที่เกิดขึ้น : สังคมอังกฤษจึงมี“ทุนทางสังคม” (Social Capital) สูง ประชาชนมีเวทีเจรจาต่อรองตามระบบ นโยบายสาธารณะได้รับการกลั่นกรองจากผู้รู้จริง และช่วยลดแรงปะทะทางสังคมที่จะนำไปสู่ความรุนแรง
ตัดภาพมาที่สังคมไทย : ลักษณะการรวมตัวและเหตุปัจจัย
เมื่อหันมามองสังคมไทย เราจะพบภาพสะท้อนที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง มองมุมสังคมวิทยาและรัฐศาสตร์พบว่า โครงสร้างการรวมกลุ่มของไทยมีลักษณะเป็น “สังคมเฉพาะกิจ” (Ad-hoc Society)
● รวมตัวเมื่อภัยมา ขยับเมื่อมีวิกฤต : การรวมตัวเป็นกลุ่มพลังหรือกลุ่มกดดันในประเทศไทย มักเกิดขึ้นเป็น
ครั้งคราวตาม “ประเด็นเฉพาะหน้า” เช่น รวมตัวเพื่อช่วยภัยพิบัติทอดกฐินทอดผ้าป่า การคัดค้านโครงการก่อสร้างของรัฐ หรือการชุมนุมทางการเมืองระดับชาติ ต่อต้านทุจริตระบอบทักษิณ ต่อต้านเผด็จการรัฐประหาร เมื่อกระแสหรือปัญหานั้นคลี่คลายลง การรวมตัวก็สลายตัวหรือ “เกิดง่าย แต่สลายเร็ว” ไม่ได้ถูกสถาปนาให้เป็นองค์กรที่ตรวจสอบถาวร
● วงสังสรรค์ที่เน้นความสมานฉันท์และรื่นเริง : ชมรมศิษย์เก่า สมาคมศิษย์เก่า หรือสโมสรในไทย ส่วนใหญ่ขับเคลื่อนด้วยกิจกรรมรื่นเริงและการรับประทานอาหารเป็นหลัก ในวงสนทนามักจะหลีกเลี่ยงการพูดถึงปัญหาสังคม บ้านเมือง หรือประเด็นความขัดแย้งเชิงนโยบาย
● ข้อยกเว้นของ “สภากาแฟภาคใต้” : ปรากฏการณ์เด่นที่พบในภาคใต้คือ วัฒนธรรมร้านกาแฟยามเช้าที่ไม่เป็นทางการ แต่กลับเป็น “พื้นที่สาธารณะชาวบ้าน” ที่มีความหนักแน่นในการถกเถียงเรื่องการเมืองและนโยบายภาครัฐอย่างเข้มข้น แตกต่างจากวงสังสรรค์ในภูมิภาคอื่น
ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น?
เพราะวัฒนธรรมไทยให้คุณค่ากับ “ความราบรื่นและการรักษาหน้า” (Conflict Avoidance) การคุยเรื่องการเมืองในวงเหล้าหรือโต๊ะอาหารมักนำไปสู่ความเห็นต่าง คนไทยจึงเลือกคุยเรื่องกลางๆ เพื่อรักษา “สายสัมพันธ์ส่วนบุคคล” (Connection) เอาไว้มากกว่า จึงนิยมที่จะเชิญ “ผู้ใหญ่” คนมีอำนาจมาร่วมงานเพื่อหวังจะได้สร้างความสัมพันธ์ แล้วจะได้รู้จักเส้นสายที่จะใช้เพื่อผลประโยชน์ในอนาคต

เปรียบเทียบข้อดี-ข้อเสียของสองระบบสังคม
จะเห็นได้ว่า แม้วัฒนธรรมแบบไทยจะสร้างมิตรภาพและความยืดหยุ่นได้ดีในระดับบุคคล แต่ในระดับโครงสร้างประเทศ การขาดแคลนกลุ่มรวมตัวที่มั่นคงและสม่ำเสมอ กำลังทำให้ภาคประชาชนไทยขาดอำนาจต่อรองกับรัฐและทุนอย่างยั่งยืน
คำถามสำคัญที่ต้องคิดต่อคือ อะไรคือสิ่งฉุดรั้งที่ทำให้สังคมไทยไม่สามารถสร้างการรวมตัวที่ถาวรและเข้มแข็งได้ และเราจะเดินหน้าแก้ไขเรื่องนี้อย่างไร?
สภาพปัญหาและอุปสรรคที่กีดขวางการรวมตัวแบบถาวรในไทย
หากรวบรวมมุมมองทางรัฐศาสตร์ สังคมวิทยา และคนทำงานในสมาคมวิชาชีพ จะพบว่าอุปสรรคเกิดจาก 3 ปัจจัยหลักที่ร้อยรัดกันอยู่ :
1.โครงสร้างรัฐราชการรวมศูนย์และการควบคุม (Bureaucratic Polity) : รัฐไทยในอดีตจนถึงปัจจุบันมักระแวงการรวมกลุ่มของประชาชนที่มีลักษณะวิพากษ์วิจารณ์นโยบาย กระบวนการทางกฎหมายในการจดทะเบียนสมาคมหรือมูลนิธิจึงมีความซับซ้อน และมักถูกตรวจสอบเข้มงวด ยิ่งไปกว่านั้น นโยบายสาธารณะมักถูกกำหนดจากบนลงล่าง (Top-Down) ทำให้สมาคมต่างๆ รู้สึกว่าส่งเสียงไปก็ไม่มีใครฟัง
2.วัฒนธรรมระบบอุปถัมภ์และการแบ่งขั้ว (Patron-Client & Polarization) : ในสังคมไทย สายสัมพันธ์ส่วนบุคคล(Connection) มักมีค่ามากกว่าหลักการเชิงระบบ สมาคมจำนวนมากจึงเชิญ “ผู้มีบารมี” มาเพื่อคุ้มครองหรือเกื้อหนุนทางธุรกิจ มากกว่าจะตั้งขึ้นเพื่อขับเคลื่อนสังคม ยิ่งในยุคที่มีการแบ่งขั้วทางการเมืองรุนแรง วงสังสรรค์จึงต้อง “เซ็นเซอร์ตัวเอง” เพื่อป้องกันไม่ให้ชมรมแตก
3.ต้นทุนส่วนบุคคลและขีดความสามารถทางการเงิน : ในตะวันตก กลุ่มกดดันหรือสมาคมขับเคลื่อนสังคมจะรันด้วยระบบสมาชิกหรือเงินบริจาคที่หักภาษีได้ ทำให้มีเงินจ้างนักวิจัยทำงานเต็มเวลา แต่ในไทย สมาคมส่วนใหญ่ทำงานแบบอาสาสมัคร เมื่อทุกคนต้องทำมาหากินเป็นหลัก และการลุกขึ้นมาคัดค้านนโยบายรัฐอาจกระทบต่อธุรกิจหรือหน้าที่การงาน (ความเสี่ยงสูง) พลังในการขับเคลื่อนจึงแผ่วลงอย่างรวดเร็ว
4.พิธีกรรมและความมีหน้ามีตาในสังคม : การรวมตัวของคนไทย นิยมที่เป็นทางการ มีพิธีกรรม ประธานกล่าวเปิด กล่าวรายงาน กล่าวปิด เราจึงสูญเสียเวลา งบประมาณและทรัพยากรไปกับพิธีกรรม การถ่ายรูป การบันเทิงร้องเพลง มากกว่าเนื้อหาสาระของสิ่งที่พูดคุย
แนวทางการแก้ไขและปรับปรุงเพื่อสร้างพลังร่วมที่ยั่งยืน
การจะเปลี่ยนผ่านสังคมไทยให้มีภาคประชาสังคมที่เข้มแข็งต้องอาศัยการปรับตัวเชิงรุกในหลายมิติ ดังนี้ :
1.ปรับ “รูปแบบบทสนทนา” ในวงสังสรรค์ (Safe Public Sphere)
เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนงานเลี้ยงรุ่นให้เคร่งเครียด แต่เราสามารถนำเครื่องมือสากลมาใช้ได้ เช่น
● กฎแชตแธมเฮ้าส์ (Chatham House Rule) : นำข้อมูลไปใช้ได้แต่ห้ามระบุตัวตนผู้พูด เพื่อสร้าง “พื้นที่ปลอดภัย” ให้คนกล้าสะท้อนความจริง
● เปลี่ยนจุดโฟกัสจากการโจมตี “ตัวบุคคล” เป็น “ประเด็นเทคนิค/วิชาชีพ” : เช่น สมาคมสถาปนิกคุยเรื่องผังเมือง สมาคมครูคุยเรื่องหลักสูตรเด็ก ซึ่งเป็นเรื่องบ้านเมืองที่สร้างสรรค์และไม่นำไปสู่ความขัดแย้งทางการเมืองแบบแบ่งขั้ว
● เปลี่ยนจุดเน้นจาก “อาหารดี ดนตรีไพเราะ” เป็น “เพื่อสังคมที่ดี มีเวที เจอกัน”
2.ยกระดับจาก “ชมรม” สู่ “คลังสมองถาวร” (Think-Tank)
สมาคมวิชาชีพหรือศิษย์เก่าควรเจียดงบประมาณจากการจัดงานรื่นเริงส่วนหนึ่ง มาตั้งกองทุนจ้างนักวิจัยรุ่นใหม่คอยติดตามปัญหาสังคมและจัดทำ “ข้อเสนอเชิงนโยบาย” (White Paper) ยื่นต่อรัฐบาลอย่างสม่ำเสมอทุกปี เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนเชิงระบบที่ไม่รอกระแสไฟไหม้ฟาง
3.ปฏิรูปบทบาทรัฐจาก “ผู้ควบคุม” เป็น “ผู้สนับสนุน”
ภาครัฐต้องปรับกฎหมายการรวมกลุ่มของประชาชนและ NGOs ให้ทำได้ง่ายขึ้น ลดขั้นตอนสลับซับซ้อน และเปิดพื้นที่ในการรับฟังความคิดเห็นอย่างแท้จริง โดยกำหนดให้มีตัวแทนจากสมาคมวิชาชีพหรือภาคประชาชนเข้าร่วมเป็นกรรมการหรือกรรมาธิการในสภาเมื่อมีการออกกฎหมายสำคัญ
บทสรุป :
การเดินทางสู่สังคมที่ขับเคลื่อนด้วยพลังประชาสังคมที่เข้มแข็งของไทย ต้องเริ่มจากการเปลี่ยนความคิดที่ว่า “การเมืองและปัญหาสังคมเป็นเรื่องไกลตัวหรือสกปรก” ให้กลายเป็น “เรื่องของพวกเราทุกคน”
หากเราสามารถแปรเปลี่ยนแรงขับเคลื่อนชั่วครั้งชั่วคราวและสายสัมพันธ์ในวงสังสรรค์ ให้กลายเป็นพลังทางวิชาการและข้อเสนอเชิงนโยบายที่ต่อเนื่องได้ สังคมไทยจะขยับไปข้างหน้าในทิศทางที่ถูกต้องและมั่นคงได้อย่างแน่นอน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

