ซอกซอนตะลอนไป : อิสราเอลจากอดีตถึงปัจจุบัน(ตอน14)

อิสราเอลจากอดีตถึงปัจจุบัน(ตอน14)
บทความในตอนนี้ ผมขอจัดข้อมูลของฝั่งที่เชื่อว่า การอพยพของโมเสส และ ชาวยิวนับล้านนั้นเกิดขึ้นจริงมานำเสนอ เพื่อให้เกิดมุมมองรอบด้านครับ
กรณีที่นักวิชาการตั้งข้อสังเกตว่า ทำไม การอพยพของคนจำนวนนับล้านคนขนาดนั้น ซึ่งสามารถก่อให้เกิดแผ่นดินไหวทางเศรษฐกิจให้แก่อียิปต์ได้ จึงไม่มีบันทึกใดๆของอียิปต์ที่พูดถึงเลย รวมทั้งบันทึกพงศาวดาร หรือ ปูมประวัติศาสตร์ของอียิปต์ด้วย
นักวิการสายสนับสนุนพระคัมภีร์ไบเบิลพันธะสัญญาเก่าให้ความเห็นว่า
เป็นไปได้ที่ ฟาโรห์ของอียิปต์ ไม่ต้องการที่จะบันทึกเหตุการณ์ที่แสดงให้เห็นความพ่ายแพ้ หรือ การเสียหน้าของตนเอง จึงเว้นไว้ที่จะบันทึกเรื่องราวเหล่านี้

(ภาพสลักส่วนปลายยอดของเสาโอเบอลิสค์ของพระนางฮัทเชปซุท แสดงภาพเทพอามุน รา กำลังสวมมงกุฎให้แก่ฮัทเชปซุท-ภาพโดยผู้เขียน)
ก่อนอื่น ต้องไม่ลืมว่า ฟาโรห์ ก็คือสมมติเทพที่อวตารลงมาจุติเป็นมนุษย์ ฟาโรห์จึงเป็นเทพเจ้าที่อยู่ในร่างของมนุษย์ พระองค์ถูกส่งลงมาเพื่อทำความดีให้แก่แผ่นดินอียิปต์ เพื่อปราบปรามศัตรูทั้งหลายของชาวอียิปต์ จากนั้นพระองค์จะต้องนำกลับไปรายงานต่อเทพเจ้ารา หรือ เทพโอไซริส หลังจากที่สิ้นพระชนม์ไปแล้ว
เราจึงมักจะได้เห็นภาพจารึกของฟาโรห์ ไม่ว่าพระองค์ใดก็ตาม ที่สลักตามกำแพงวิหาร หรือ ที่ผนังต่างๆในวิหาร เป็นภาพฟาโรห์กำลังรวบผมของข้าศึกศัตรูจำนวนมากเอาไว้ในมือหนึ่ง อีกมือหนึ่งก็กำลังยกมีด หรือ แส้ เตรียมจะฟาดลงไปที่ศัตรู เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นต่อหน้าเทพเจ้าผู้เป็นเจ้าของวิหารนั้นๆ
เป็นการถวายของถวายให้แก่เทพเจ้า แต่แทนที่จะเป็นสิ่งของ กลับเป็นชัยชนะที่มีเหนือข้าศึกศัตรูที่กำลังร้องขอชีวิตจากฟาโรห์
แต่ก็มีประวัติศาสตร์บางข้อที่หักเหแนวคิดดังกล่าวก็คือ
ในสมัยของฟาโรห์รามเสส ที่ 2 พระองค์ได้ทำสงครามครั้งสำคัญกับชนชาติฮิตไทต์ ซึ่งเป็นชาติที่มีความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยี่อย่างมากในยุคนั้น เชื่อกันว่า เป็นผู้คิดค้นการผลิตเหล็กขึ้นมาได้เป็นชาติแรกของโลก

(อาณาเขตสีชมพู คือดินแดนภายใต้อำนาจของฮิตไทต์ กินพื้นที่ฝั่งตะวันออกของดินแดนอนาโตเลียของตุรกี เรื่องลงมาจนถึงซีเรีย ขณะที่สีเขียวเป็นอาณาเขตของอียิปต์โบราณ)
สงครามครั้งนี้ เป็นที่ภูมิอกภูมิใจอย่างมากของรามเสส ที่ 2 ว่า พระองค์ได้รับชนะในสมรภูมิคาเดชเหนือชนชาติฮิตไทต์ จนถึงกับมีการสลักภาพเป็นเรื่องราวของสงครามครั้งนี้ตามกำแพงของวิหารต่างๆ เช่น วิหารลักซอร์ และ ที่วิหารอาบู ซิมเบล
แต่ก็ยังเป็นที่กังขา เพราะว่าในฝั่งของชาวฮิตไทต์เอง เขาก็มีบันทึกบอกว่า พวกเขาชนะในสงครามแห่งเมืองคาเดช เช่นกัน
สรุปแล้ว ใครเป็นผู้ชนะ

(ศิลาจารึกการลงนามในสนธิสัญญาสงบศึก ระหว่างอียิปต์ และ ฮิตไทต์-ภาพโดยผู้เขียน)
ข้อสรุปอยู่ที่ศิลาจารึกแผ่นหนึ่งที่วางอยู่หน้าวิหาร อาบู ซิมเบล ที่เป็นจารึกที่มีคุณค่า และ น่าสนใจที่สุดของประวัติศาสตร์ในยุคสามพันกว่าปีที่แล้ว
เพราะจารึกดังกล่าวเป็นการลงนามสงบศึกของทั้งสองชาติ ระหว่าง ฟาโรห์ รามเสส ที่ 2 และ กษัตริย์ มูวัตทัลลิ ที่ 2 (MUWATALLI II) แห่งฮิตไทต์ และ ทางฮิตไทต์ได้ยกพระธิดาให้เป็นสนมของ รามเซส ที่2 ด้วย
การลงนามสงบศึกครั้งนี้ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์โลก และจะถือว่าเป็นการพ่ายแพ้ หรือ การเสียเกียรติของฟาโรห์หรือไม่
สนใจร่วมเดินทางเจาะลึกอียิปต์ 10 วัน 7 คืน ซึ่งผมจะเป็นผู้บรรยายชม ที่จะเริ่มอีกครั้งในเดือนตุลาคม 2569 ถึงเดือนมีนาคม2570 สามารถสอบถามได้ที่โทร 0885786666 หรือ LINE ID – 14092498 รับจำนวนจำกัด

พบกันใหม่สัปดาห์หน้าครับ
โดย เสรษฐวิทย์ ชีรวินิจ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

