รัฐบาลดึง 10 บริษัทยาโลก ลงทุนวิจัยในไทย ประเดิมดีลใหญ่ MSD

เมื่อวันที่ 11 กันยายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลมีนโยบายเชิงรุกในการดึงดูดการลงทุนจากบริษัทผลิตยาและอุตสาหกรรมการแพทย์ชั้นนำระดับโลก โดยเปลี่ยนรูปแบบความสัมพันธ์จากเดิมที่เป็นเพียง “ผู้ซื้อยา” ไปสู่การเป็น “พันธมิตรด้านการลงทุน” ซึ่งประเทศไทยจะต้องได้รับประโยชน์ตอบแทนในรูปแบบของการลงทุนใหม่ การวิจัยและพัฒนา การถ่ายทอดเทคโนโลยี รวมถึงการพัฒนาศักยภาพบุคลากรไทย
การขับเคลื่อนยุทธศาสตร์นี้เป็นไปตามแนวทางของคณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ที่มี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นประธาน และคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาการลงทุนใหม่ของประเทศ ซึ่งมี นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน โดยการนำนโยบายต่างตอบแทน หรือ Offset Policy มาใช้เป็นเครื่องมือเจรจากับต่างชาติ เพื่อให้เงินงบประมาณการจัดซื้อของภาครัฐสามารถสร้างขีดความสามารถทางการแข่งขันให้แก่ประเทศ

ในส่วนของกระทรวงสาธารณสุข ภายใต้การนำของ นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ได้เปิดการเจรจากับบริษัทยายักษ์ใหญ่ระดับโลกจำนวน 10 ราย เพื่อดึงแผนการลงทุนเข้ามาในประเทศ ทั้งในด้านการวิจัยทางคลินิก (Clinical Trial) การถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต การผลิตตัวยาและสารตั้งต้น ตลอดจนการพัฒนาบุคลากรทางการแพทย์ โดยมีสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) เข้าร่วมพิจารณามาตรการส่งเสริมและสิทธิประโยชน์ต่างๆ
ความร่วมมือกับบริษัท MSD ถือเป็นผลสำเร็จแรก (Quick Win) ของรัฐบาล ซึ่งรวมถึงการขยายขอบเขตการวิจัยทางคลินิกในประเทศไทย โดยการวิจัยยาใหม่เพียง 1 รายการ มีมูลค่าการลงทุนสูงถึงประมาณ 2,000 ล้านบาท และมีศักยภาพในการสร้างงานให้กับบุคลากรทางการแพทย์ราว 1,000 ตำแหน่ง นอกจากนี้ ยังเป็นการเปิดโอกาสให้โรงพยาบาลในสังกัดของรัฐเข้ามาร่วมมีบทบาทในการวิจัยมากขึ้น
ขณะเดียวกัน รัฐบาลยังมีแนวทางต่อยอดความร่วมมือด้านการถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตสารตั้งต้นยา (API) สำหรับยาบำบัดรักษาผู้ติดเชื้อ HIV ตัวใหม่ ร่วมกับองค์การเภสัชกรรม (อภ.) ซึ่งจะช่วยยกระดับไทยให้มีบทบาทในกระบวนการวิจัยและการผลิตยาเทคโนโลยีสูงอย่างเป็นรูปธรรม
นางสาวลลิดา ระบุเพิ่มเติมว่า หลังจากประสบความสำเร็จในดีลแรกกับ MSD รัฐบาลเตรียมลงนามความร่วมมือกับบริษัท Sandoz ซึ่งเป็นอีกหนึ่งบริษัทยาระดับโลกในอีกประมาณ 2 สัปดาห์ข้างหน้า เพื่อดึงการลงทุนและสร้างกิจกรรมทางเศรษฐกิจภายในประเทศอย่างต่อเนื่อง
"โจทย์หลักของรัฐบาลคือ เมื่อเรามีการจัดซื้อยาและเวชภัณฑ์จากบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลก ประเทศไทยต้องได้ประโยชน์กลับคืนมาทั้งในด้านการลงทุน งานวิจัย การถ่ายทอดเทคโนโลยี การสร้างฐานการผลิต และการจ้างงานทักษะสูง เป้าหมายคือการเปลี่ยนผ่านจากผู้ซื้อ-ผู้ขาย ไปสู่การเติบโตร่วมกันในฐานะพันธมิตร โดยมี MSD เป็นจุดเริ่มต้นและจะมีดีลใหม่ตามมาอีก" รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว
ทั้งนี้ รัฐบาลคาดหวังว่าแนวทางดังกล่าวจะช่วยสร้างฐานอุตสาหกรรมสุขภาพมูลค่าสูง ลดการพึ่งพายานำเข้าจากต่างประเทศในระยะยาว และทำให้เม็ดเงินงบประมาณด้านสุขภาพหมุนเวียนกลับมาเป็นงานวิจัย เทคโนโลยี และองค์ความรู้ให้แก่คนไทย พร้อมยกระดับประเทศจากฐานบริการสุขภาพไปสู่ฐานการวิจัยและการผลิตทางการแพทย์ที่สำคัญของภูมิภาค
ขอขอบคุณข้อมูลจาก เฟซบุ๊ก Hfocus
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

