ตร.-ปปง.เร่งสางอมเงินวัด ล่า2สมุนสมีโชติ ชี้ทำเป็นขบวนการ

ตร.-ปปง.เร่งสางอมเงินวัด
ล่า2สมุนสมีโชติ
ชี้ทำเป็นขบวนการ
วัดพุทไธศวรรย์เหงา
ปิดตายกุฎิมหาภัย
“สมีโชติ-สีกาเอ๋” ลิ้มรสนอนคุกคืนแรกเครียดเล็กน้อย มื้อแรกฟาดเรียบทั้งแกงมะเขือไก่และแกงจืดลูกชิ้นหมู ไร้การร้องขอสิทธิพิเศษใดๆ ขณะที่ตำรวจ-ปปง. เดินหน้าแกะรอยโกงเงินวัด พร้อมตามล่า 2 ลูกสมุนสมีโชติร่วมขบวนการ ด้านกรมสรรพากรตรวจสอบการเสียภาษีมูลนิธิหวันโชติ ขณะที่บรรยากาศวัด “วัดพุทไธศวรรย์”ซบเซาเงียบเหงาลงถนัดตาหลังมรสุมข่าวฉาวสีกาเกาะชายผ้าเหลืองขึ้นสวรรค์กลางโต๊ะกลม
วันที่ 12 ก.ย. 2569 พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผู้บังคับการกองปราบปราม (ผบก.ป.) เปิดเผยความคืบหน้าคดีนายอติโชติ ทันประเสริฐ หรือ สมีโชติ อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ ต.สำเภาล่ม อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา และ น.ส.ปุณยวีร์ รุ่งเรือง หรือ สีกาเอ๋ ว่า จากกรณีอดีตพระโชติ และสีกาเอ๋ ขณะนี้ยังอยู่ในขั้นตอนของการรวบรวมพยานหลักฐานเพื่อที่จะตรวจสอบใน 2 ส่วน คือ ส่วนแรกการที่อดีตพระโชติได้มีการทำผิดวินัยของสงฆ์โดยการยักยอกเงินวัดเข้าบัญชีส่วนตัว แต่ได้มีการออกใบอนุโมทนาในนามของวัด
ในส่วนที่ 2 จะเป็นการตรวจสอบหาเส้นเงินผู้กระทำความผิดร่วมเนื่องจากเส้นเงินที่พบมีทั้งใบอนุโมทนาในการบริจาค ใบอนุโมทนาในการออกใบเช่าพระ รวมไปถึงใบอนุโมทนาในการร่วมบริจาคปรับปรุงวัด รวมกว่า 215 ล้านบาท
มีบุคคลเกี่ยวข้องอีก 1-2 คน
พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ ยังเปิดเผยเพิ่มเติมอีกว่า คาดว่าในคดีนี้จะมีบุคคลที่สามเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งคาดว่าน่าจะ 1-2 คนอีกทั้งในส่วนที่ว่าเป็นสีกาหรือพระภิกษุนั้นยังอยู่ในขั้นตอนของการรวบรวมพยานหลักฐานเพิ่มเติม
สำหรับขั้นตอนขณะนี้ กองบังคับการปราบปรามได้ส่งเอกสารให้สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เรียบร้อยแล้ว ขณะนี้อยู่ในขั้นตอนของการตรวจสอบเพื่อที่จะตรวจสอบหาเส้นเงินการทุจริตเพื่อโยงใยไปยังผู้ที่เกี่ยวข้องมาดำเนินคดี สำหรับกรอบระยะเวลายังไม่สามารถระบุได้ แต่จะทำให้เร็วที่สุดและจะออกมาแถลงการณ์อีกครั้ง
เปิดเมนูในคุกของ‘สมีโชติ-สีกาเอ๋’
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า หลังจากเรือนจำจังหวัดสระบุรีได้รับตัว ข.ช.อติโชติ ทันประเสริฐ หรือ สมีโชติ และ ข.ญ.ปุณยวีร์ รุ่งเรือง หรือ สีกาเอ๋ จากศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 เมื่อวันที่ 11 ก.ย.ที่ผ่านมา
ต่อมาวันนี้ ทางเรือนจำจังหวัดสระบุรีได้ดำเนินการตรวจร่างกายเบื้องต้น ข.ช.อติโชติ ตรวจร่างกายไม่พบความผิดปกติ ปฏิเสธโรคประจำตัว และจากการประเมินสุขภาพจิต พบว่ามีความวิตกกังวลเล็กน้อย
ด้าน ข.ญ.ปุณยวีร์ ตรวจร่างกายไม่พบความผิดปกติ ปฏิเสธโรคประจำตัวและจากการประเมินสุขภาพจิต พบว่า มีความวิตกกังวลเล็กน้อย ซึ่งเรือนจำจังหวัดสระบุรีจะดำเนินการประเมินสุขภาพจิตเป็นระยะ หากพบความเปลี่ยนแปลงจะแจ้งให้ทราบต่อไป
สำหรับการตรวจรับผู้ต้องขังเข้าใหม่ดำเนินการตามมาตรการของกรมราชทัณฑ์ โดยดำเนินการรับใหม่ตามระเบียบแยกกักโรค 5 วัน มีอาสาสมัครเรือนจำดูแลอย่างใกล้ชิด
ส่วนอาหารมื้อเย็น เป็นแกงมะเขือไก่รับประทานอาหารได้ตามปกติ อาหารมื้อเช้า แกงจืดลูกชิ้นหมู รับประทานอาหารได้ตามปกติ การนอนหลับพักผ่อน สามารถนอนหลับได้ผู้ต้องขังทั้ง 2 ราย ไม่ได้เรียกร้องสิทธิพิเศษแต่อย่างใด
ทั้ง2คนเครียดเล็กน้อย
ด้านนายยุทธนา นาคเรืองศรี รองอธิบดีกรมราชทัณฑ์ และในฐานะโฆษกกรมราชทัณฑ์ เปิดเผยว่า วันนี้ได้รับรายงานจากนายนาวิน แก้วจันทร์ ผบ.เรือนจำจังหวัดสระบุรี เปิดเผยกรณีพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) ได้ควบคุมตัวนายอติโชติ หรือ สมีโชติ ผู้ต้องหาที่ 1และน.ส.ปุณยวีร์ หรือ สีกาเอ๋ ผู้ต้องหาที่ 2 ไปฝากขังที่ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 จังหวัดสระบุรี โดยศาลฯ มีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาทั้งสอง
ต่อมาเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้นำตัวไปคุมขังยังเรือนจำจังหวัดสระบุรี ระบุว่า ตามที่เรือนจำจังหวัดสระบุรีได้รับตัวผู้ต้องขังทั้ง 2 ราย โดยเรือนจำจังหวัดสระบุรี ได้ดำเนินการตรวจร่างกายเบื้องต้น พบว่านายอติโชติไม่พบความผิดปกติ และปฏิเสธเรื่องโรคประจำตัว ส่วนการประเมินสุขภาพจิต พบว่ามีความวิตกกังวลเล็กน้อย โดยมีคะแนน Prisoner Mental Health Questionnaire-Thai(PMHQ) หรือ แบบประเมินภาวะสุขภาพจิตสำหรับผู้ต้องขังในเรือนจำไทย 4 คะแนน
ส่วน น.ส.ปุณยวีร์ ตรวจร่างกายไม่พบความผิดปกติ และปฏิเสธโรคประจำตัว ส่วนการประเมินสุขภาพจิตพบว่ามีความวิตกกังวลเล็กน้อย โดยมีคะแนน Prisoner Mental Health Questionnaire–Thai (PMHQ)หรือ แบบประเมินภาวะสุขภาพจิตสำหรับผู้ต้องขังในเรือนจำไทย 6 คะแนน ทั้งนี้ เรือนจำจังหวัดสระบุรี จะดำเนินการประเมินสุขภาพจิตเป็นระยะ หากพบความเปลี่ยนแปลงจะแจ้งให้ทราบต่อไป
คุมเข้มมาตรการกักโรค
อนึ่ง การตรวจรับผู้ต้องขังเข้าใหม่ ทางเรือนจำฯ ได้ดำเนินการตามมาตรการของกรมราชทัณฑ์ โดยมีการแยกกักโรคระยะเวลา 5 วัน พร้อมทั้งมีอาสาสมัครสาธารณสุขเรือนจำ (อสรจ.) คือผู้ต้องขังที่ได้รับการอบรมความรู้ด้านสุขภาพ เพื่อทำหน้าที่ดูแลช่วยเหลือและเฝ้าระวังโรคให้แก่เพื่อนผู้ต้องขังภายในเรือนจำดูแลอย่างใกล้ชิด
ส่วนการรับประทานอาหารเย็นเมื่อวันที่ 11 ก.ย.พบว่าทั้งสองได้ทานเมนูแกงมะเขือไก่ โดยรับประทานอาหารได้ตามปกติ ส่วนมื้อเช้าวันนี้เป็นเมนูแกงจืดลูกชิ้นหมู รับประทานอาหารได้ตามปกติเช่นกัน และในการนอนคืนแรกภายในเรือนจำฯ ทั้งสองสามารถนอนหลับได้ดี ทั้งยังไม่ได้เรียกร้องสิทธิพิเศษแต่อย่างใด โดยในระหว่างกักโรค หากมีทนายความสามารถเข้าเยี่ยมได้ แต่ในส่วนของญาติ จะสามารถเยี่ยมได้เมื่อพ้นกักโรคไปแล้ว
ทั้งนี้ เนื่องจากปัจจุบันยังอยู่ระหว่างการแยกกักโรค 5 วัน ซึ่งหากพ้นกักโรค ทางเรือนจำฯ จะได้มีการจำแนกแยกลักษณะผู้ต้องขัง ซึ่งอยู่ระหว่างการฝากขังพิจารณาคดีต่อไป อย่างไรก็ดี เรือนจำจังหวัดสระบุรีมีการแบ่งพื้นที่ควบคุมผู้ต้องขังชายและหญิงออกจากกันอย่างชัดเจนภายในบริเวณเรือนจำ
‘วัดพุทไธศวรรย์’เงียบเหงา
วันเดียวกัน ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศภายในวัดพุทไธศวรรย์ ต.สำเภาล่ม อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ตลอดทั้งวันเป็นไปอย่างเงียบเหงาและซบเซา แม้จะยังมีประชาชนและนักท่องเที่ยวบางส่วนแวะเวียนเข้ามาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ภายในวัดอย่างต่อเนื่อง
โดยเฉพาะบริเวณกุฏิเจ้าอาวาส ซึ่งตกเป็นจุดสนใจและอยู่ในความสนใจของประชาชนจากเหตุการณ์อื้อฉาวที่เกิดขึ้นพบว่าเจ้าหน้าที่ได้นำเชือกมากั้นโดยรอบ พร้อมติดสติ๊กเกอร์ปิดตายประตู ไม่อนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าใกล้เด็ดขาด แต่ยังมีชาวบ้านและนักท่องเที่ยวบางส่วนแวะเวียนมายืนถ่ายภาพและเช็คอินบริเวณด้านหน้ากันอย่างประปราย
ขณะที่บรรยากาศโดยรอบภายในวัดค่อนข้างเงียบสงบไม่มีความคึกคักเหมือนในอดีต โดยมีเพียงแม่บ้าน 1 คน คอยเดินกวาดใบไม้ กิ่งไม้และทำความสะอาดห้องน้ำรวมถึงพื้นที่โดยรอบเท่านั้น ส่วนพระภิกษุนิมนต์รูปอื่นๆ ก็ไม่ได้จำพรรษาอยู่บริเวณด้านหน้าวัด ทำให้บรรยากาศการทำบุญและการเดินทางมาเยือนของประชาชนดูลดน้อยลงไปอย่างถนัดตา
แม่ค้าเผยวัดเปลี่ยนไปมาก
ด้านยายแอ๊ว แม่ค้าวัย 78 ปี เจ้าของร้านค้าบริเวณทางเข้าวัด ซึ่งปักหลักค้าขายมานานกว่า 30 ปี เปิดเผยว่าตนเองค้าขายอยู่บริเวณนี้มาตั้งแต่สมัยพระครูภัทรกิจโสภณ หรือหลวงพ่อหวล อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ ยังมีชีวิตอยู่สมัยนั้นวัดมีความคึกคักและมีชีวิตชีวามากมีประชาชนเดินทางมาทำบุญเนืองแน่นโดยเฉพาะช่วงเย็นจะคึกคักเป็นพิเศษ แถมยังมีคนมาเรียนดาบ ทำให้บรรยากาศรอบวัดมีสีสันและร้านค้าขายดี
ยายแอ๊ว เล่าต่อว่า หลังจากมีการเปลี่ยนผ่านเจ้าอาวาส บรรยากาศภายในวัดก็เริ่มเงียบเหงาลงอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งส่วนหนึ่งอาจมาจากภาวะเศรษฐกิจฝืดเคืองทำให้ผู้ค้ารายใหม่ไม่กล้าเข้ามาลงทุนเพราะเห็นว่าบรรยากาศไม่คึกคักเหมือนก่อน ส่วนกระแสข่าวฉาวที่เกิดขึ้นล่าสุด ยืนยันว่าตนเองไม่ทราบรายละเอียดลึกซึ้ง เนื่องจากขายของอยู่บริเวณทางเข้าและไม่ได้เดินเข้าไปข้างในวัดมานานแล้ว
“แม้จะมีเหตุการณ์ที่เป็นข่าวออกไปแต่ยายก็ยังคงมาเปิดร้านขายของตามปกติเพราะรายได้แต่ละวันพอดีใช้ซื้อข้าวกิน ลูกๆ เคยอยากให้เลิกขายแล้วกลับไปพักผ่อน แต่ยายทำอาชีพนี้มาตั้งแต่เด็ก จึงยังอยากสู้ และค้าขายต่อไป”คุณยายแอ๊ว กล่าว
วุ่นหญิงไล่ทำร้ายผู้สื่อข่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า ได้เกิดเหตุการณ์วุ่นวายขึ้นภายในวัดระหว่างที่ผู้สื่อข่าวกำลังปฏิบัติหน้าที่ติดตามสถานการณ์ข่าวสารภายในวัด โดยมีชายไม่สวมเสื้อขี่รถจักรยานยนต์เร่งเครื่องและส่งเสียงโวยวายใส่ผู้สื่อข่าว ต่อมา เมื่อ
ผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามหญิงรายหนึ่งที่เกี่ยวข้องกันหญิงดังกล่าวกลับแสดงอารมณ์ฉุนเฉียว คว้าเหล็กเส้นปลายแหลมเดินปรี่เข้าประชิดตัวทำให้ผู้สื่อข่าวต้องวิ่งหลบหนีเอาตัวรอด
สถานการณ์เกือบลุกลามบานปลายกระทั่งเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ประจำการในพื้นที่เข้ามาเข้าระงับเหตุและควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ทันท่วงที โดยหญิงผู้ก่อเหตุ ได้ยกมือไหว้ขอโทษก่อนถูกเชิญตัวออกจากวัดไปกับสามี พร้อมอ้างว่ามาช่วยงานในวัดและไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบริหาร
ทั้งนี้ผู้สื่อข่าวท้องถิ่นแสดงความไม่สบายใจต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นชี้ว่าเป็นสถานที่สาธารณะและมีนักท่องเที่ยวจำนวนมาก พฤติกรรมดังกล่าวอาจสร้าง
ความไม่ปลอดภัยและกระทบต่อภาพลักษณ์ของวัดเบื้องต้นสภ.พระนครศรีอยุธยาได้จัดกำลังเจ้าหน้าที่เข้าตรึงกำลังดูแลความสงบเรียบร้อยเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุซ้ำ
สรรพากรสอบภาษีมูลนิธิหวันโชติ
นายสมศักดิ์ อนันทวัฒน์ อธิบดีกรมสรรพากร เปิดเผยว่า กรมสรรพากรออกประกาศกำหนดให้ วัด มูลนิธิองค์กรสาธารณกุศล ต้องรับเงินบริจาค ผ่านระบบ e-Donation ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคมที่ผ่านมา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพตรวจสอบการคืนเงินภาษี ลดปัญหาการฟอกเงิน หรือยักยอกทรัพย์โดยมิชอบ ล่าสุด มีศาสนสถานทุกศาสนาเข้าระบบแล้วมากกว่า 46,000 แห่งทั่วประเทศ เป็นวัดในพระพุทธศาสนาเกือบทั้งหมด ประมาณ 43,000 แห่ง แต่มาตรการดังกล่าวไม่เพียงพอจะแก้ปัญหาการยักยอกทรัพย์เพราะอำนาจตามกฎหมายของกรมสรรพากรเข้าไม่ถึง อย่างไรก็ตาม กรมสรรพากร พร้อมสนับสนุนข้อมูลให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ รวมทั้ง ติดตามตรวจสอบการเสียภาษีรายได้ของมูลนิธิหวันโชติ รวมทั้งนางสาวปุณยวีร์ หรือสีกาเอ๋ เป็นไปตามข้อกฎหมายถูกต้องครบถ้วนหรือไม่เช่นกัน
ส่วนปัญหาการยักยอกเงินบริจาค และวัตถุมงคลของวัดพุทไธศวรรย์ผ่านมูลนิธิหวันโชติ และออกใบอนุโมทนาบัตรแบบกระดาษในนามวัด อธิบดีกรมสรรพากร ยอมรับว่า ปัญหาการจัดตั้งมูลนิธิของวัด หรือ เจ้าอาวาส กลายเป็นช่องโหว่ระบบการรับเงินบริจาคของวัด และไม่ได้อยู่ในความรับผิดชอบของกรมสรรพากร เนื่องจากมูลนิธิดังกล่าวไม่ใช่องค์การหรือสถานสาธารณกุศล แต่จัดตั้งเป็นนิติบุคคล แยกส่วนกับวัดทั้งทางบัญชีและกฎหมายกำกับดูแลโดยเด็ดขาด จึงเตรียมรวบรวมข้อมูล หารือกับสำนักงานพระพุทธศาสนาฯ ในวันที่22กันยายนนี้ เพื่อพิจารณาแนวทางปิดช่องโหว่ สกัดการยักยอกเงินบริจาคให้รัดกุมมากขึ้น
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

