ปิดตายกุฏิสมีโชติ นทท.ยังมาเที่ยววัดพุทไธสวรรย์ แห่เซลฟี่กุฏิ ต้นตำหรับโต๊ะกลม

วันที่ 12 กันยายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานมาว่า บรรยากาศที่วัดพุทไธสวรรย์ ตำบลสำเภาล่ม อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ยังมีนักท่องเที่ยวยังเดินทางมาท่องเที่ยวถ่ายรูปโบราณสถานวัดพุทไธสวรรย์ ที่เคยเป็นสถานที่ทางประวัติศาสตร์ตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา มีดารานักแสดงละครมาถ่ายทำด้วยกันหลายเรื่อง ที่โด่งดังที่สุดคือเรื่องบุฟเพสันนิวาส แต่ก่อนจะเข้าไปถ่ายภาพโบราณสถานต่างๆภายในวัดต้องเดินผ่านประตูทางเข้าซึ่งมีกุฏิที่เป็นต้นเหตุคลิปดังระหว่างสมีโชติกับสีกาเอ๋ บนโต๊ะกลมห้องครัวในกุฏิ ก็ต่างวิพากษ์วิจารณ์แห่เซลฟี่ และ ไลฟ์สดกันอย่างคึกคัก จนเป็นจุดเช็คอินแห่งใหม่ของวัดไปเลยทีเดียว ส่วนพระภิกษุสงฆ์ในวัดก็ยังปฏิบัติกิจของสงฆ์ทำวัตร เช้า-เย็นตามปรกติ และ ยังมีนักข่าวจากหลายสำนักมาเฝ้าติดตามทำข่าวความเคลื่อนไหวอยู่ตลอด
อาจารย์ปราบศักดิ์เดช แสนศึกสะท้าน ประธานสำนักดาบศ.พุทไธศวรรย์วัดพุทไธศวรรย์แห่งกรุงศรีอยุธยา หลวงพ่อหวล เปิดเผยว่า วัดพุทไธศวรรย์มีมาตั้งแต่ ก่อนเริ่มสร้างกรุงศรีอยุธยา โดยผู้ที่สถาปนา วัดพุทไธศวรรย์ขึ้น ก็คือสมเด็จพระรามาธิบดีที่ 1หรือพระเจ้าอู่ทอง โดยที่วัดแห่งนี้ ยังเป็นที่ฝึกปรือ แม่ทัพนายกองทหารเอกทหารกล้า ที่มีฝีมือ ไว้ปกป้องพระนคร ในนามสำนักดาบพุทไธศวรรย์ ลูกศิษย์ แห่งสำนักนี้ที่มีชื่อเสียง ก็ตั้งแต่ขุนพลเดช เมื่อครั้ง พระเจ้าตะเบ็งชเวตี้ พระเจ้าบุเรงนองยกทัพ มาตีกรุงศรีอยุธยา ก็ได้ขุนพลเดช และพระมหาเทพ ร่วมกันต่อสู้ปกป้องพระนครจนสุดความสามารถ ต่อมา ก็องค์สมเด็จพระนเรศวรสมเด็จพระเอกาทศรถ และเหล่าทหาร ทหารเอกทหารกล้า จนถึงสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช พระยาพิชัยดาบหัก ล้วนแต่เคยฝึกมือฝีมือในสำนักอุทัยสวรรค์ทั้งสิ้น ภายในวัดจะมีลานฝึกสำหรับ พระมหากษัตริย์และบรมวงศานุวงศ์ อยู่ในเขตพระราชฐานชั้นใน

ต่อมาเป็นลานฝึกของแม่ทัพนายกอง และ ฉันถัดออกมาก็จะเป็นลานสำหรับฝึกทหารหาญทั่วไปและชาวบ้าน ซึ่งพระปรางค์ วัดพุทไธศวรรย์ แวะลานฝึกด้านหลังนั้นมีความเข้มข้นขลังศักดิ์สิทธิ์มาก หลวงพ่อหวลเมตตาเล่าให้กับผมฟังมาโดยตลอดระยะเวลาที่ผมอยู่ที่วัดแห่งนี้ ท่านบอกว่า วัดพุทไธศวรรย์ ที่เคยเป็นสำนักดาบพุทไธศวรรย์ที่โด่งดัง ผลิตนักดาบ ผลิตนักรบ ของราชสำนักกรุงศรีอยุธยา มาทุกยุคทุกสมัย แต่ในขณะนั้นที่ท่านดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสกับไม่มีสำนักดาบพุทไธศวรรย์อยู่ ถึงเมตตาแต่งตั้งผมเป็นครูผู้ฝึกสอนดูแลสำนักดาบให้กับเด็กเยาวชนและบุคคลทั่วไป ผู้ที่มีความตั้งใจและอยากจะสืบสาน เล่าเรียน ในวิชาการเหล่านี้ และโดยมีผู้พิพากษาข้าราชการ อัยการ ทหารตำรวจ เข้ามาศึกษาสนใจเล่าเรียนสนับสนุนช่วย และ หลวงปู่ประทานตั้งนามให้กับสำนัก ใหม่นี้ว่า สำนักดาบศ.พุทไธศวรรย์ วัดพุทไธศวรรย์ แห่งกรุงศรีอยุธยา มอบดาบประจำสำนัก
โดยเป็นดาบที่หลวงปู่ตีเองตามศาสตร์โบราณ โดยใช้เหล็กโบราณอาทิเหล็กยอดพระเจดีย์ เหล็กขนันผีพรายตายทั้งกลมตะปู 7 ป่าช้า ตอกยันต์หลวงปู่กำกับ มอบไว้เป็นดาบครูให้กับข้าพเจ้า และโดยมีกระผมเป็นประธานเป็นครูผู้ฝึกสอน ถวายงานหลวงปู่จนสำนักกลับมามีชื่อเสียง โด่งดังเป็น ที่รู้จักกันอย่างกว้างขวาง ต้อนรับแขกบ้านแขกเมืองที่เดินทางมาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กาลต่อมาหลวงพ่อหวล ซึ่งเป็นครูบาอาจารย์ของ พวกเรา ผู้ก่อตั้งสำนักดาบ ท่านป่วย และชราภาพมาก เพราะธาตุขันธ์ที่เสื่อมลง จึงไม่ค่อยมีใครให้การสนับสนุนส่งเสริมสำนักดาบ ที่หลวงปู่ก่อตั้งขึ้น กอรปกับ กระแสจตุคามรามเทพ เริ่มเข้ามาแทนที่และกระผมเห็นว่า ไม่ตรงกับสิ่งที่ผมตั้งใจ ในการอนุรักษ์สืบสานผมจึง ออกมาบริหารการแสดง อยู่ตลาดน้ำแห่งหนึ่ง โดยหลวงปู่ หลวงพ่อหวล ก็ให้การสนับสนุน มาโดยตลอด จนกระทั่ง หลวงปู่ ละสังขาร อย่างความโศกเศร้าเสียใจให้กับข้าพเจ้าและบรรดาเราศิษย์เป็นอันมาก เสร็จงานพระราชทานเพลิงหลวงปู่ผมก็ไม่ได้กลับไปเหยียบที่วัดพุทไธศวรรย์อีกเลย และซึ่ง เกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ขอ ทุกท่านอย่าโทษชื่อวัด ชื่อวัดดีมาแต่เดิมอยู่แล้ว ปกบ้านป้องเมือง ให้เรามีแผ่นดินได้เหยียบย่ำมาตราบจนทุกวันนี้ก็ด้วยชื่อสำนักพุทไธศวรรย์ ต่อจากนี้ไปด้วยสัจจะวาจาที่เคยถวายกับหลวงพ่อหวล

จะกลับไปทำ สำนักพุทไธศวรรย์ ให้กลับมามีชื่อเสียง ในชื่อสำนักดาบ วัดพุทไธศวรรย์ ตามปณิธานและความตั้งใจของหลวงปู่ อย่างแน่นอนครับ ขอ เหล่าศิษย์ พ่อแม่พี่น้อง และ เหล่า FC ของสำนักดาบ ศ.พุทไธศวรรย์ ร่วมมือร่วมใจร่วมสนับสนุนสำนักดาบวัดพุทไธศวรรย์ให้กลับมาเป็นที่รู้จักเป็นชื่อเสียงเป็นหน้าตาของจังหวัดอยุธยาอีกครั้งครับอย่าได้เสื่อมความสุดท้ายต่อวัดแห่งนี้เลย พระปาง และสถานที่แห่งนี้มีความศักดิ์สิทธิ์มากครับ ช่วยกันแชร์ช่วยกัน ประชาสัมพันธ์ ให้พวกเราด้วยครับ หลวงปู่บอกกับพวกเราเสมอ"หน้าที่เรารักษาสืบไปลูกอย่าทิ้ง" ที่ต้องออกมา ชี้แจงข้อเท็จจริงเพราะมี คุณพ่อคุณแม่ FC และ หาเพื่อนๆ เราเสร็จสอบถามกันมามากเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เป็นเรื่องของตัวบุคคล ไม่เกี่ยวกับวัดที่มีตำนานทางประวัติศาสตร์อันยาวนาน “ใครทำกรรมใดไว้ ผู้นั้นต้องได้รับผลกรรมที่ตนเองทำไว้” เป็นคำที่หลวงปู่หวลเคยพูดไว้เสมอ

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

