ตามยึดเงินสด-ทองคำ‘สมีโชติ’ ผงะมหาศาล720ล. นับธนบัตรจนเครื่องพัง

ตามยึดเงินสด-ทองคำ‘สมีโชติ’
ผงะมหาศาล720ล.
นับธนบัตรจนเครื่องพัง
รับมั่วสวาทกว่า2ปีแล้ว
ซีดนอนคุกทั้ง‘สีกาเอ๋’
ตำรวจคุมตัว “สมีโชติ” สอบเครียดที่กองปราบฯถึงตี 5 เจ้าตัวพูดกับสื่อคำเดียว “เป็นเรื่องธรรมดา” ตะลึง! ใช้รถยนต์ 4 คันขนของกลางกว่า 2 พันรายการ เครื่องนับเงินสดพังไป 2 เครื่อง สารภาพมีสัมพันธ์สวาทกับสีกานาน 2 ปี บช.ก.แถลงผลจับกุม เผยพฤติกรรมสมคบ “สีกาเอ๋”ยักยอกเงินวัด-วัตถุมงคล ตั้งมูลนิธิบังหน้า ก่อนโอนเข้าบัญชีตัวเอง เจ้าหน้าที่บุกยึดทรัพย์เงินสด-ทองคำ-โฉนด รวมกว่า 720 ล้านบาทพร้อมขยายผลต่อ เผยสีกาคนสนิทเข้ามาอยู่ที่วัดตั้งแต่ปี 2550 เป็นบุคคลล้มละลาย ไม่มีงานทำ แต่จากนั้นกลับมีบ้านสองหลัง และทรัพย์สินจำนวนมาก บก.ป. คุมตัวไปฝากขังศาลอาญาคดีทุจริตฯ ภาค 1 จ.สระบุรี ทั้งคู่ปิดปากเงียบ สุดท้ายนอนคุก ศาลไม่ให้ประกัน ชี้คดีมีอัตราโทษสูง หากปล่อยเกรงจะไปยุ่งเหยิงพยานหลักฐาน
จากกรณีเจ้าหน้าที่ตำรวจ ชุดสืบสวน บก.ป.ลงพื้นที่ จ.พระนครศรีอยุธยา เข้าควบคุมตัว สมีโชติ หรืออดีตพระวชิรญาณ วิ. หรือ หลวงพ่ออติโชติ ธมฺมวโร เจ้าอาวาส วัดพุทไธศวรรย์ พระอารามหลวง จ.พระนครศรีอยุธยา หลังได้รับเรื่องร้องเรียนและตรวจสอบพบยักยอกเงินวัดกว่า 92 ล้านบาทโอนให้ นางสาวปุณยวีร์ หรือ สีกาเอ๋ สีกาคนสนิท พร้อมพบหลักฐานกล้องวงจรปิดเสพเมถุนในกุฏิ โดยหลวงพ่ออติโชติได้ยอมลาสิกขา(สึก)ในเวลาต่อมา และเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ควบคุมตัวไปดำเนินคดีนั้น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อเวลา 23.11 น. ของคืนวันที่ 10 ก.ย. ที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปราม ได้ร่วมกันควบคุมตัวสมีโชติโดยผู้สื่อข่าวพยายามสอบถามสมีโชติ ว่าอยากจะขอโทษ อยากจะพูด, อยากจะบอกอะไรหรือไม่, เครียดหรือไม่ ซึ่ง สมีโชติตอบเพียงแค่ว่า “เป็นเรื่องธรรมดา” ก่อนถูกควบคุมตัวขึ้นไปด้านบนอาคาร
การเดินทางมาถึงกองปราบปรามในครั้งนี้เลื่อนเวลาออกไปจนดึก เนื่องจากเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องใช้เวลานานในการตรวจนับทรัพย์สินที่มีอยู่เป็นจำนวนมหาศาล โดยต้องใช้ยานพาหนะขนย้ายถึง 4 คัน ได้แก่ รถยนต์อเนกประสงค์ 1 คัน, รถเก๋ง 1 คัน, รถกระบะ 1 คัน และรถตู้ อีก 1 คัน ทั้งนี้ ในขั้นตอนการตรวจนับเงินสด เจ้าหน้าที่ได้เตรียมเครื่องนับธนบัตรมาใช้งานถึง 4 เครื่อง แต่ด้วยจำนวนเงินที่มีมากมายมหาศาล ส่งผลให้เครื่องนับธนบัตรเกิดขัดข้องและพังเสียหายไปถึง 2 เครื่องระหว่างการทำงาน
สอบเครียดยาวถึงดี5
เมื่อเวลา 07.00 น. วันที่ 11 ก.ย. ผู้สื่อข่าวรายงานความคืบหน้ากรณีพนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป. นำตัวผู้ต้องหาในคดีสำคัญมาสอบปากคำอย่างหนัก โดยเจ้าหน้าที่ทำการสอบเครียด สมีโชติต่อเนื่องจนกระทั่งเวลา 05.00 น.ของวันเดียวกัน ก่อนควบคุมตัวสมีโชติและสีกาเอ๋ มายังห้องควบคุมผู้ต้องหา ศูนย์รับแจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) โดยทั้งคู่มีอาการอิดโรยอย่างเห็นได้ชัด
สำหรับการควบคุมตัว เจ้าหน้าที่ได้แยกขังผู้ต้องหาชายและหญิง โดยห้องขังชายมีผู้ต้องหารวม 9 คน ซึ่งมี ทิดโชติ ถูกควบคุมตัวรวมอยู่กับผู้ต้องหาของ บก.ปอศ. ส่วนห้องขังหญิงมีผู้ต้องหาทั้งหมด 2 คน ได้แก่ สีกาเอ๋ และผู้ต้องหาหญิงในคดีบัญชีม้า
ต่อมา เวลา 07.50 น. นางเจน ตัวแทนจากร้านอาหารตามสั่งเจ๊หมวย หน้าห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัล ลาดพร้าว เดินทางมายังบริเวณหน้าห้องควบคุมผู้ต้องหา พร้อมนำอาหารกล่องเป็นข้าวกะเพราหมูสับไข่ดาว จำนวน 11 กล่อง และน้ำดื่ม 1 แพ็ก มาส่งมอบให้เจ้าหน้าที่ เพื่อนำไปให้ผู้ต้องหาทั้งหมดรับประทานเป็นมื้อเช้า
ญาติ2รายติดต่อขอเข้าเยี่ยม
จากการสำรวจบรรยากาศภายในห้องขังพบว่า สมีโชติ ซึ่งยังคงสวมชุดขาว ซึ่งเป็นชุดที่เปลี่ยนใส่ภายหลังจากการลาสิกขา นั่งขัดสมาธิอยู่ภายในห้องขัง เนื่องจากพื้นที่ภายในห้องควบคุมค่อนข้างแออัดและคับแคบ ไม่สามารถล้มตัวลงนอนได้ ขณะที่ฝั่งห้องขังหญิง สีกาเอ๋ และผู้ต้องหาหญิงอีก 1 คน มีพื้นที่ว่างภายในห้องควบคุม จึงสามารถนอนพักผ่อนได้
กระทั่งเวลา 08.10 น. มีหญิงสาวจำนวน 2 คน เดินทางมายังศูนย์รับแจ้งความ บช.ก. โดยระบุว่าเป็นญาติของสมีโชติ และมาติดต่อเจ้าหน้าที่เพื่อขอเข้าเยี่ยม ก่อนจะได้รับอนุญาตให้เดินเข้าไปภายในห้องควบคุมผู้ต้องหาเพื่อทำการเยี่ยมสมีโชติ หญิงทั้ง 2 คน ซึ่งมีอายุประมาณ 50 ปี อ้างตัวว่าเป็นญาติของ สมีโชติ และบอกกับผู้สื่อข่าวว่า “ทนายเขาไม่รับทำคดีแล้ว” เนื่องจากเข้าใจผิดคิดว่าผู้สื่อข่าวเป็นทนาย เมื่อผู้สื่อข่าวสอบถามเกี่ยวกับเรื่องที่เกิดขึ้น ทั้งคู่ปฏิเสธ ก่อนจะเดินเข้าไปรอด้านในเพื่อเข้าเยี่ยมสมีโชติ
สารภาพมีสัมพันธ์สวาทนาน2ปี
ต่อมาเวลา 08.30 น. พนักงานสอบสวน กก.1 บก.ป. เบิกตัว สมีโชติ ไปสอบสวนอีกรอบ
ทั้งนี้ มีรายงานเพิ่มเติมเกี่ยวกับรายการของกลางที่เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถตรวจยึดได้ในคดีนี้ว่า มีจำนวนมากกว่า 2,000 รายการ จนเจ้าหน้าที่ต้องบันทึกลงในรายงานประจำวันยาวเหยียดถึง 50 หน้า โดยคาดว่าพนักงานสอบสวนจะนำตัวผู้ต้องหาทั้งหมดส่งฝากขังต่อศาลตามขั้นตอนของกฎหมายต่อไป
มีรายงานด้วยว่า ในการสอบสวน สมีโชติ ได้ให้การปฎิเสธในข้อหายักยอกทรัพย์ ส่วนกรณีคลิปฉาวตัวผู้ต้องหาให้รับสารภาพว่า เริ่มมีความสัมพันธ์กับสีกาเอ๋ มาแล้วประมาณ 2 ปี
ตำรวจแถลงผลการจับกุม
เวลา 11:30 น. พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง พร้อมด้วย พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว, พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผู้บังคับการปราบปราม, ตัวแทนจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ และสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) ร่วมกันแถลงผลการดำเนินการจับกุม นายโชติ อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ และ นางสาวปุณยวีร์ หรือ สีกาเอ๋ สีกาคนสนิท ข้อหาเป็นเจ้าพนักงานเบียดบังทรัพย์ เป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริต และสมคบกันการฟอกเงิน
พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ กล่าวว่า สอบสวนกลางดำเนินการเรื่องนี้อย่างโปร่งใสจริงจัง และเรื่องพระ ตำรวจสอบสวนกลางมอบ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ มารับเรื่องร้องเรียน หลังตุลาคมต้องหาคนมารับงานนี้ต่อ และเราก็ดำเนินการต่อไปอย่างต่อเนื่อง พร้อมเน้นย้ำว่า พฤติกรรมของบุคคลไม่เกี่ยวข้องกับคำสอน สถานที่ และประเพณีอันดีงามที่สังคมพุทธศาสนาเราดำเนืนการมา เป็นเพียงแค่พฤติกรรมของบุคคลใดบุคคลหนึ่งเท่านั้น
พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ ยืนยันว่า เงิน 92 ล้านบาท ไม่ได้เข้าวัดแน่นอน แต่ทรัพย์สินที่ตรวจสอบยึดได้เกินกว่า 100 ล้านบาท ดังนั้น จึงจะทำการตรวจสอบสวนขยายผลต่อว่าเงิน และทรัพย์สินมาจากไหนอย่างไร ทั้งนี้หากตรวจพบว่ามีทรัพน์สินอื่นๆ เพิ่มเข้ามาก็จะขยายผลต่อหาที่มาต่อไป
ตรวจสอบพบทุจริตชัดเจน
ขณะที่ พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ กล่าวว่า เมื่อประมาณ 15ก.ค.2569ได้รับแจ้งเบาะแสจากพลเมืองดี ว่าเจ้าอาวาสวัดพุทไธสวรรค์ มีพฤติกรรมไม่เหมาะสม และอาจมีการทุจริตเงิน เลยมาขอให้กองปราบตรวจสอบข้อเท็จจริงดังกล่าว ซึ่งการตรวจสอบข้อเท็จจริงค่อนข้างลำบาก เพราะวัดนี้มี นักการเมือง ข้าราชการ คหบดี พ่อค้า ทหาร ตำรวจ นับถืออยู่จำนวนมาก เลยต้องระมัดระวังและพอเข้าไปตรวจสอบ ได้พยานหลักฐานพอสมควร ซึ่งมีพิรุธหลายอย่างและพบ 2 เส้นทางการเงิน คือเส้นแรกในการออกใบอนุโมนาบัตรให้กับบุคคล ในการเช่าวัตถุมงคล 22 รายการ กว่า 2.8 ล้าน และพยานยังยืนยันว่า เจ้าอาวาสสั่งให้ออกใบอนุโมทนาบัตรเป็นเรื่องจริง
ส่วนอีกเส้นเงินคือ ใบอนุโมทนาบัตร ออกมาเพื่อบำรุงวัด เส้นเงินนี้ 89 ล้านบาท และรวม 2 เส้นเป็นเงิน 92 ล้านบาท แต่เมื่อเจ้าหน้าที่ไปตรวจสอบพบว่า ไม่มีเงินจำนวนนี้เข้าไปในบัญชีวัดแม้แต่บาทเดียว ทำให้เชื่อว่าเจ้าอาวาส ทุจริตเงินวัดจริงและเมื่อมีหลักฐาน กองปราบก็เข้าไปขอศาลอาญาทุจริตภาค1 ออกหมายจับในข้อหา เป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ฯ,ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือทุจริตฯ และสมคบฟอกเงินและร่วมกันฟอกเงินและนางสาวปุณยวีร์ ออกหมายจับข้อหาสนับสนุนเจ้าพนักงานกระทำความผิด และสมคบกัน ร่วมกันฟอกเงิน
ทรัพย์สินซ่อนในกุฏิกว่า215ล้าน
พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์กล่าวอีกว่า นำมาสู่การปฏิบัติการ เมื่อวันที่ 10 ก.ย.และเข้าตรวจค้น 6 จุด ผลการตรวจค้น สามารถยึดทรัพย์ที่แปรสภาพจากความศรัทธาของประชาชนกว่า 215 ล้านบาท ซุกซ่อนตามที่ต่าง ๆ ในกุฏิ เป็นเงินสดทั้งสกุลไทย และสกุลต่างประเทศ ทองคำแท่ง ทองคำรูปพรรณ 1,066 บาท ทองคำ พระเครื่อง โฉนดที่ดิน โดยหลังจากนี้ ปปช.และปปง.จะช่วยในการขยายผลต่อ เพื่อแยกเส้นเงินออกมาว่าอันไหนเป็นเงินวัด อันไหนเป็นเงินส่วนตัว และแยกคนไม่ดีออกจากวัดเพื่อคืนความศรัทธาให้กับประชาชน รวมไปถึงขอฝากไปยังคน 2 กลุ่ม กลุ่มแรกถ้ารู้สึกว่าเงินของตัวเองบริจาคไปแล้ว และใช้ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์ให้เข้ามาให้ข้อมูลได้ตลอดเวลา และฝากเตือนไปยังหลวงพ่อ หลวงพี่ ทั้งหลายหากมีพฤติกรรมเช่นนี้อยู่ให้หยุดทันที หากตรวจพบผมไม่เอาไว้แน่นอน
ต้องขยายผลสารตั้งต้น2เส้นเงิน
พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ ระบุว่าทั้งนี้สารตั้งต้นของ 2 เส้นเงินนั้น ยังต้องมีการขยายผลต่อ แต่ที่ชัดเจนคือ มาจากวัตถุมงคลของผู้มีจิตศรัทธา และเงินทำนุบำรุงปฏิสังขรวัดในระยะเวลา 3 เดือน ที่ตำรวจพบเส้นเงินนี้ ซึ่งแผนปทุษกรรม คือ เงินเส้นนี้โอนเข้าบัญชีของมูลนิธิที่เจ้าอาวาสตั้งมา เมื่อปลายปี 2568 แต่มูลนิธิยังไม่ถูกต้อง และไม่สามารถออกใบอนุโมทนาบัตรได้ หลังจากนั้น เมื่อเงินเข้ามูลนิธิ ก็โอนต่อจากมูลนิธิ มาเข้าบัญชีตัวเอง แต่กลับออกใบอนุโมทนาบัตรในนามวัด โดยทรัพย์สินอยู่ที่เจ้าอาวาสส่วนหนึ่งและผู้หญิงอีกส่วนหนึ่ง หลังจากนี้จะขนายผลต่อ และจากการตรวจสอบสอบมูลนิธิดังกล่าว ไม่มีสิทธิออกใบอนุโมทนาบัตร ดังนั้นญาติโยมที่ต้องการเอาใบอนุโมทนาบัตรไปลดหย่อนภาษีขอให้เข้าแจ้งความได้ที่กองบังคับการปราบปรามได้
ไม่มีอำนาจใดเหนือกรรมชั่ว
ขณะที่ ว่าที่ พ.ต.อ.เจตนิพัทธ์ ศิริวัฒน์ ผกก.1 บก.ป. กล่าวว่า ไม่มีอำนาจใดเหนือกรรมชั่ว ตำรวจได้ตรวจสอบมา 2 เดือน เพื่อไม่ให้กระทบความเลื่อมใสศรัทธา จนมั่นใจแล้วจึงหารือกับผู้ใหญ่ในการเข้าจับกุม พร้อมกับสีกา และหลังจากนี้จะมีการดำเนินการอย่างต่อเนื่องเพื่อให้คลายข้อสงสัย และยืนยันว่า วัดยังคงอยู่ ศาสนายังคงอยู่ และไม่อยากให้คิดว่าสิ้นเจ้าอาวาสท่านนี้แล้ววัดจะหายไป อยากให้พุทธศาสนิกชนไปชมไปเที่ยวไปทำบุญไหว้พระ น่าจะดีกว่าหวังวัตถุมงคลจากคนบางส่วนที่จ้องหาผลประโยชน์จากการทำบุญจากศรัทธา หากท่านทำถูกไม่ต้องกลัวว่าตำรวจสอบสวนกลางจะไปก้าวล่วง
โต๊ะกลมสีส้มคือสัญลักษณ์ที่ไม่ดี
ส่วนกรณีประเด็นเรื่องการตรวจยึดโต๊ะกลมสีส้ม นั้น ไม่ใช่ประเด็นของตำรวจในคดีอาญา และการที่เอาโต๊ะ เอาออกไปจากวัด เป็นการเอาสัญลักษณ์ที่ไม่ดีออกจากวัด
“โต๊ะไม่ต่างจากขยะ กลัวว่า จะมีคนแผลงตามไปเช็คอินตามรอย จึงอยากให้ประชาชนไปตามรอยสิ่งที่มันสร้างสรรค์ ดังนั้นการกวาดลานวัดก็ควรนำสัญลักษณ์ที่ไม่ดีออกจากวัด เพราะโต๊ะไม่ใช่สาระสำคัญทางคดีอาญา” ว่าที่ พ.ต.อ.เจตนิพัทธ์ กล่าวย้ำ
ว่าที่ พ.ต.อ.เจตนิพัทธ์ กล่าวอีกว่า มูลนิธิที่ นายโชติ จัดตั้งขึ้นชื่อมูลนิธิหวันโชติ เป็นการนำชื่อวัดกับชื่อพระมารวมกัน และพึ่งจัดตั้ง เมื่อปลายปี 2568 ที่ผ่านมา โดยพึ่งก่อร่างสร้างตัวให้ซื้อวัตถุมงคล ส่วนจะดังหรือไม่ ตนเองไม่สามารถตอบไม่ได้และพบว่ามีเงินอยู่ที่ตัวพระจำนวนมาก
สีกาไม่มีงานแต่มีบ้าน-ทรัพย์สิน
ส่วนไทม์ไลน์ของคดีพบข้อมูลว่า สีกาเข้ามาอยู่ที่วัด ตั้งแต่ปี 2550 เป็นโยมอุปถัมภ์ แต่จะเข้ามาทำอะไรตนเองไม่ทราบ ทราบเพียงว่า บุคคลดังกล่าว เป็นบุคคลล้มละลายตั้งแต่ 2562 ก่อนที่จะประการเป็นบุคคลล้มละลายปี 2565 แล้วหลังจากนั้นก็เริ่มมีทรัพย์สิน เป็นบ้านสองหลัง มีทรัพย์สินจำนวนมาก ทั้งที่ไม่ได้ทำมาหากินอะไร แต่ทำไมมีเงินพวกนี้ และเงินไหลไปสู่หญิงอันเป็นที่รัก
ส่วนการสอบปากคำผู้ต้องหาทั้งสองรายนั้น ว่าที่ พ.ต.อ.เจตนิพัทธ์ ระบุว่า สีกาคนสนิท ให้การปฏิเสธ และอ้างว่า เงินมาจากการหารายได้จากการทำมาหากิน ซึ่งก็เป็นสิทธิของผู้ต้องหา แต่ตำรวจยืนยันว่า มีพยานหลักฐานเป็นเส้นเงิน โดยไม่ปรากฎที่มาของทรัพย์สินเงินทอง ไม่มีอาชีพ และมีการใช้เงินในการผ่องถ่ายไปซื้อทรัพย์สินอื่นด้วย ส่วนนายโชติ อยู่กระบวนการของการสอบปากคำ และให้การปฏิเสธ และไม่สามารถชี้แจงทรัพย์สินที่มีอยู่ได้
พศ.ร่วมกับ ป.ป.ท.เตรียมสุ่มตรวจ
นายกฤศกร สนิทศักดิ์ดี ผู้ตรวจราชการ สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ระบุว่า เหตุที่นายโชติสึก ไม่ได้ด้วยความสมัครใจแต่เป็นปาราชิก ไม่สามารถกลับมาบวชใหม่ได้ พร้อมบอกว่า การสแกนคิวร์อาร์โค้ด สามารถทำได้ในการบริจาคและเงินจะเข้าบัญชีวัดเท่านั้น ทั้งนี้ ได้เตรียมมาตรการป้องกันปัญหาดังกล่าวในอนาคต โดยจะร่วมกับสำนักงาน ป.ป.ท. เข้าสุ่มตรวจพื้นที่เสี่ยงทั้งในกรุงเทพฯ และปริมณฑล เพื่อป้องกันไม่ให้พระภิกษุนำเงินของวัดไปใช้เพื่อประโยชน์ส่วนตน ในส่วนของการบริจาคเงิน ขอแนะนำให้ประชาชนใช้ระบบ e-Donation ผ่านการสแกนคิวอาร์โค้ด ซึ่งเงินจะเข้าสู่บัญชีของวัดโดยตรงและสามารถตรวจสอบได้ ทั้งนี้ วัดบางแห่งยังคงมีตู้รับบริจาคที่ไม่สามารถยกเลิกได้ ประชาชนจึงควรพิจารณาและตรวจสอบอย่างรอบคอบก่อนการร่วมทำบุญ
ส่วนกรณีที่มีพระหลายวัดทำเครื่องรางของขลังออกมาจำหน่ายนั้น นายกฤศกร ระบุว่า เรื่องนี้เป็นความเชื่อมส่วนบุคคลอย่าเหมารวม เพราะทุกสิ่งทุกอย่างสามารถยึดเหนี่ยวจิตใจได้
“เรื่องนี้เป็นความเสื่อมของบุคคลบางคนอย่าได้เอาความเสื่อมของบุคคลบางคนมันทำลายศรัทธาของศาสนาพุทธ” นายกฤศกร กล่าว
ขอให้ช่วยกันปกป้องพระพุทธศาสนา
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวเพิ่มเติมว่า เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่ ปีที่แล้วก็มีเรื่องประมาณนี้เกิดขึ้น จำนวนมาก แต่ปีนี้น้อยลง โดยกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลางและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ พยายามเน้นย้ำคดีประเภทนี้ว่ากระทบต่อความเชื่อมั่น และความเคารพศรัทธาของพี่น้องประชาชน โดยหลายเรื่องที่ทำการสืบสวนพยายามหาพยานหลักฐาน หากพบเป็นเรื่องกระทำความผิด หากเป็นคดีอาญาจะไม่ปล่อยไว้ เด็ดขาด
“ส่วนหนึ่งขอขอบคุณพี่น้องประชาชนที่เอาข้อมูลมาให้ทางกองปราบปราม ในส่วนนี้ยืนยันว่า ข้อมูลหลายเรื่องที่นำมาสู่เจ้าหน้าที่ไม่ได้มาง่ายง่ายเรื่องนี้ที่พี่น้องประชาชนต้องช่วยกันดูแลพระพุทธศาสนาของเราถ้าเห็นพระที่ออกนอกลู่นอกทางประพฤติไม่ดีก็อยากให้พวกเราช่วยกันปกป้องดูแล สถาบันพระพุทธศาสนาอย่าปล่อยให้พระที่กระทำผิดลอยนวลอาศัยความเชื่อมั่นเชื่อถือศรัทธามาหากิน” พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าว
ทั้งนี้ ปีที่แล้วรัฐบาลและสำนักงานพระพุทธศาสนา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พยายามจะวางระบบการใช้จ่ายเงินของวัดเพื่อป้องกันการกระทำความผิด ของพระสงฆ์ ซึ่งถือว่ามีแนวโน้มที่ดี แต่วันนี้ยังเกิดเหตุการณ์ซ้ำขึ้นอีก ก็ยอมรับว่า เป็นเรื่องที่น่าเสียใจและไม่ปล่อยผ่านเรื่องนี้ และไม่อยากให้เกิดภาพแบบนี้อีก รวมไปถึงได้พยายามวางระบบการใช้จ่ายเงินของวัดเพื่อไม่ต้องการให้พระสงฆ์ที่เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำความผิดมีแนวโน้มเป็นในทางที่ดี วันนี้ยังมีเหตุเกิดขึ้นอีกเป็นเรื่องที่น่าเสียใจ แต่เราจะไม่ปล่อยผ่าน
รวมทรัพย์สิน‘สมีโชติ-สีกา’กว่า720ล.
สำหรับจากการตรวจค้นกุฏิ ตำรวจยึดทรัพย์สินของ สมีโชติ ทั้งเงินฝากในบัญชี 290 ล้านบาท เงินสด 138,309,986 บาท ทองคำแท่ง ทองคำรูปพรรณ น้ำหนักรวมกว่า 1,000 บาท ทองคำ คิดเป็นเงินกว่า 70 ล้านบาท รวมมูลค่าทรัพย์สินของสมีโชติ กว่า 498 ล้านบาท
สำหรับทรัพย์สินของ นางสาวปุณยวีร์ หรือ สีกาเอ๋ ตำรวจยึดทรัพย์สินในบ้านพักย่านปทุมธานีเป็นเงินสด 3,873,614บาท ทองคำน้ำหนัก 90 บาท คิดเป็นเงิน 6,151,500 บาท รวมมูลค่า 10,025,114 บาท ยึดโฉนดที่ดิน 2 ฉบับ สมุดบัญชี 7 เล่ม สัญญาซื้อขายที่ดิน 1 ฉบับ รวมเป็น 10 รายการ รวมถึงกรมธรรม์สุขภาพ 1 ฉบับ ใบประกันทองคำ 6 ใบ ใบซื้อ-ขายทองคำ 7 ใบ สลากออมสิน 4 ใบ รวมมูลค่า 215,229,847 บาท รวมทรัพย์สินของทั้งสองคน กว่า 720 ล้านบาท
ตร.คุมตัวไปฝากขัง-ค้านประกัน
ต่อมาเวลา 13.10 น. ที่ศูนย์รับแจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง เจ้าหน้าที่ตำรวจกองบังคับการปราบปราม (บก.ป.)ได้นำตัว สมีโชติ ผู้ต้องหาตามหมายจับ ในข้อหาเป็นเจ้าพนักงานยักยอกทรัพย์ ปฏิบัติหน้าที่มิชอบหรือทุจริต และสมคบกันร่วมกันฟอกเงิน รวมถึง น.ส.ปุณยวีร์ หรือ สีกาเอ๋ ผู้ต้องหาในข้อหาสนับสนุนเจ้าพนักงานกระทำความผิด (ยักยอก/ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ) และสมคบกันร่วมกันฟอกเงิน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147 และมาตรา 157 ส่งฝากขังต่อศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 จ.สระบุรี
ระหว่างที่เจ้าหน้าที่นำตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 รายออกจากศูนย์รับแจ้งความกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง สื่อมวลชนได้พยายามสอบถามผู้ต้องหาทั้ง 2 รายในหลายประเด็น โดยผู้ต้องหาทั้ง 2 รายยังคงปิดวาจาและไม่ตอบคำถามใด ๆ จากสื่อมวลชน ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะนำตัวขึ้นรถและเดินทางออกไปในทันที
เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ตำรวจคัดค้านการประกันตัวผู้ต้องหาทั้ง 2 ราย เนื่องจากเป็นคดีที่มีมูลค่าความเสียหายสูงและประชาชนให้ความสนใจ อีกทั้งเกรงว่าผู้ต้องหาจะหลบหนีและไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน ก่อนนำตัวส่งศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 จ.สระบุรี เพื่อดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป
ศาลไม่ให้ประกัน ส่งตัวนอนคุก
ผู้สื่อข่าวรายงานจากศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 ว่า ภายหลังจากที่ พนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม ควบคุมตัว นายอติโชติ หรือสมีโชติอดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ผู้ต้องหาที่ 1 และ น.ส.ปุณยวีร์ หรือสีกาเอ๋ ผู้ต้องหาที่ 2 ไปฝากขังที่ศาลอาญาคดีทุจริต และประพฤติมิชอบกลาง ภาค 1 จังหวัดสระบุรี เจ้าหน้าที่ตำรวจนำตัวทั้งสองไปฝากขังเมื่อเวลา 14.04 น.
โดยศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบภาค 1 มีคำสั่งอนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาทั้งสองครั้งแรกมีกำหนด 12 วัน นับแต่วันที่ 11 ก.ย. - 23 ก.ย. 2569
ต่อมามีญาติผู้ต้องหายื่นคำร้องพร้อมหลักทรัพย์ขอประกันตัวผู้ต้องหาทั้งสอง
อย่างไรก็ตามศาลพิเคราะห์แล้ว เห็นว่า ผู้ต้องหาทั้งสองเป็นบุคคลตามหมายจับ ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐานฟอกเงินและความผิดตามกฎหมายอื่นที่มีอัตราโทษสูงที่จะต้องสอบสวนเส้นทางการเงินและขยายผลผู้ที่เกี่ยวข้อง กรณีมีเหตุอันควรเชื่อว่าหากปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาทั้งสองจะไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐานตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 108/1 (2), (5) จึงอนุญาตให้ฝากขังผู้ต้องหาทั้งสอง และยกคำร้องขอปล่อยชั่วคราวผู้ต้องหาทั้งสอง
ต่อมา เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ได้นำตัวทั้งสองไปคุมขังยังเรือนจำจังหวัดสระบุรีต่อไป
CIBเตรียมส่งให้ปปง.สอบเส้นเงิน
ที่สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการ ปปง.กล่าวถึงการตรวจสอบเส้นทางการเงินของอดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ ว่า ปปง. ได้ประสานงานกับกองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) มาโดยตลอด จากนี้จะประสานงานเพื่อส่งสำนวนคดีมาที่ ปปง.อีกด้วย เมื่อถามว่า เงินบริจาคที่มาจากประชาชนสามารถตรวจสอบได้เลยหรือไม่ นายเทพสุ ระบุว่า ต้องตรวจสอบทั้งหมด ซึ่งเงินที่เข้ามามีทั้งผ่านบัญชีส่วนตัว และผ่านมูลนิธิ
เมื่อถามว่า จะเกี่ยวข้องกับการฟอกเงินหรือไม่ นายเทพสุ ระบุว่า มีข้อหาอยู่แล้ว พร้อมย้ำว่า ปปง. และ CIB ประสานงานกันอย่างใกล้ชิด และต้องตรวจสอบว่าทรัพย์ที่ได้มานั้น มีความเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดหรือไม่ ทั้ง 2 หน่วยงานต้องทำความร่วมมือกันอีกหลายส่วน
เมื่อถามว่า ทรัพย์สินที่มีการตรวจสอบจำนวนหลายร้อยล้านบาท สามารถสันนิษฐานว่าเป็นเงินทุนเทาได้หรือไม่ นายเทพสุ ระบุว่า ขณะนี้ยังระบุไม่ได้ ต้องตรวจสอบอีกเยอะ พร้อมย้ำว่า จะใช้เวลาการตรงจสอบไม่นาน ซึ่ง ปปง.ได้ร่วมลงตรวจค้นพื้นที่ด้วย
จ่อออกหมายเรียกเซียนพระมีเอี่ยว
วันเดียวกัน ในรายการ โหนกระแส ดำเนินรายการโดย หนุ่ม กรรชัย กำเนิดพลอย ได้เชิญผู้ร่วมรายการและเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมมาร่วมพูดคุย ได้แก่ พ.ต.ท.สมเดช สาระบรรณ์ รอง ผกก.1 บก.ป., พ.ต.ท.กฤษฎา พลายละหาร รอง ผกก.1 บก.ป., ดร.ประยุทธ ประเทศเสนา หรือ มหาหมี, นายจตุรงค์ จงอาษา และ ทนายตุ๋ย พรศักดิ์ วิภาสอาภานนท์
โดยในช่วงหนึ่งของการพูดคุย หนุ่ม กรรชัย ได้จี้ถามถึงเส้นทางการเงินใหม่ ๆ ที่เชื่อมโยงกับบุคคลภายนอก โดยเฉพาะกลุ่มเซียนพระ ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำธุรกรรมวัตถุมงคลของสมีโชติ ซึ่งทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกองปราบยอมรับว่า น่าจะมีการออกหมายเรียกเซียนพระที่ถูกพาดพิงหรือมีเส้นทางการเงินเชื่อมโยง ให้เข้ามารับการสืบสวนสอบสวน
ด้าน หนุ่ม กรรชัย จึงได้สรุปว่า “คือทางกองปราบเขาบอกเลยนะครับ เอาง่าย ๆ คือตอนนี้ เซียนพระ มีแน่ โดนเรียกแน่ ๆ เพราะฉะนั้นใครก็ตามแต่ ที่รู้ว่ามีการทำธุรกรรมด้านวัตถุมงคล การเงินต่าง ๆ นานา กับตาโชตเนี่ย เข้ามาเลยก็ได้นะ ไม่ต้องรอเรียก เรียกมาเดียวจะเขิน เข้ามาทางลับก็ได้อะไรก็ได้”
‘ปกรณ์’ซัดเต็มไปด้วยกองกิเลส
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะกำกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (พศ.) กล่าวถึงคณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ที่มีนายธงทอง จันทรางศุ เป็นประธานว่า ปัจจุบันคณะกรรมการชุดดังกล่าวยังทำงานอยู่ และทำงานในเรื่องนี้อยู่ด้วย ส่วนกรณีสมีโชติ ต้องแยกให้ออกระหว่างพระพุทธศาสนากับเรื่องของความประพฤติของสงฆ์ สงฆ์ถือเป็นคนหมู่มาก คงจะมีอะไรที่บิดเบือนบิดเบี้ยวกันอยู่บ้าง แต่เราพยายามทำเรื่องนี้ให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด ปัญหาสำคัญที่สุดไม่ได้อยู่ที่ไม่มีกฎหมาย แต่อยู่ที่ใจที่เต็มไปด้วยกองกิเลส ผ้าเหลืองไม่ได้ทำให้กองกิเลสหมดไป การกล่อมเกลาจิตใจทำให้กองกิเลสหมดไป แต่ถ้ายังอยู่ในผ้าเหลืองแล้วกองกิเลสยังอยู่ก็จะเกิดเหตุการณ์ที่กระทบต่อพระพุทธศาสนา ตนเห็นภาพแล้วก็เศร้าใจ ไม่อยากให้เกิดเหตุเหล่านี้ขึ้นมาเลย จริงๆ
ทำฐานข้อมูลระบบบัญชีกลาง
เมื่อถามว่า พศ.ควรจะมีมาตรการอะไรที่เข้มข้นในการดำเนินการกับพระสงฆ์ที่ประพฤติแบบนี้ นายปกรณ์ กล่าวว่า พศ.จะทำงานเชิงรุก เพราะพระมีเยอะ และการให้ความรู้อย่างเดียวจริงๆ มันไม่พอ ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าอะไรควร ไม่ควร แต่ทุกคนห้ามใจไม่ได้ เพราะฉะนั้น ตนถึงบอกว่า มี พศ.อีก 10 พศ. มีกฎหมายอีก 100 ฉบับ ถ้าคนยังไม่สามารถควบคุมกองกิเลสในใจตัวเองได้มันก็จะเกิดปัญหาอย่างนี้อยู่เรื่อยๆ แต่ถ้าเกิดขึ้นเราก็ต้องจัดการให้ดีที่สุด และจะมีมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นอีก
เมื่อถามว่า เรื่องการทำฐานข้อมูลเรื่องระบบบัญชีกลางจะดำเนินการเสร็จเมื่อไหร่ นายปกรณ์ กล่าวว่า เพิ่งได้งบประมาณมาปีนี้เอง เขาขอมาหลายปีแล้ว ไม่ได้เลย เมื่อถามว่า ระหว่างนี้จะดำเนินการอย่างไรในเรื่องของบัญชีวัด นายปกรณ์ กล่าวว่า ตอนนี้มีระบบบัญชี แต่งบประมาณไม่มี ต้องมีระบบรายงานขึ้นมาเพื่อทำข้อมูล เพราะทำด้วยมือมันตรวจยาก ส่งบ้างไม่ส่งบ้างเราก็ไม่รู้ ตัวเลขเป็นอย่างไรก็ไม่รู้ แต่ถ้าเชื่อมโยงกับระบบ เช่น ระบบบริจาคอัตโนมัติของกรมสรรพากรเราก็จะเริ่มรู้แล้วว่าอะไรอยู่ตรงไหน พยายามจะใช้วิธีนี้เข้ามาช่วย
ชี้ถ้ามีปัญญาก็ไม่เชื่ออะไรง่ายๆ
เมื่อถามถึงวัตถุมงคลที่กลายเป็นพุทธพาณิชย์ไปแล้ว รองนายกฯ กล่าวว่า วัตถุมงคลเป็นเรื่องของความเชื่อ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับกรณีนี้ เมื่อถามย้ำว่า มันกลายเป็นเรื่องของการไปแสวงหาผลประโยชน์ รองนายกฯ ย้ำว่า เป็นเรื่องของความเชื่อ บางทีก้อนหินก้อนเดียวหยิบมาแล้วบอกว่า เป็นเหล็กไหลคนก็เชื่อแล้วก็มี อันนี้ช่วยไม่ได้จริงๆ เป็นเรื่องของแต่ละคน แต่ถ้าทุกคนมีความรู้ มีปัญญาก็จะไม่หลงเชื่ออะไรงมงายง่ายๆ เราก็ไม่อยากให้คนไทยเป็นแบบนั้น ไม่หลงเชื่อหรืองมงายอะไรง่ายๆ ว่ากันด้วยเหตุด้วยผลมากกว่า
เมื่อถามว่า ในเมื่อ พศ.เข้าไม่ถึงทุกวัน ควรจะทำหรือไม่ รองนายกฯ กล่าวว่า พศ.เข้าถึงทุกวัด เพียงแต่การปฏิบัติอาจจะย่อหย่อน ซึ่งไม่เหมือนกัน
แต่งตั้งรก.เจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์
พระเทพวัชรจริยาจารย์ เจ้าคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้ลงนามในคำสั่งเจ้าคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เรื่อง แต่งตั้งผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสพระอารามหลวง เนื่องด้วย พระวชิรญาณ (อภิโชติ ธมฺมวโร) เจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ ต.สำเภาล่ม อ.พระนครศรีอยุธยา จ.พระนครศรีอยุธยา ได้ลาสิกขา เมื่อวันที่ 10 ก.ย.2569 ณ พระอุโบสถวัดพุทไธศวรรย์ เป็นเหตุให้ผู้ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ ว่างลง อาศัยอำนาจตามความในข้อ 4 วรรคสอง แห่งกฎมหาเถรสมาคม ฉบับที่ 19 (พ.ศ. 2536) ว่าด้วยการแต่งตั้งผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาส ออกตามความในพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ.2505 แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2535 จึงแต่งตั้งให้ พระพิพัฒนศาสนกิจวิธาน (ประยูร สุทฺธิปุญโญ) เจ้าอาวาสวัดท่าการ้อง และรองเจ้าคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 10 ก.ย.2569
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

