เจาะเบื้องหลังสัมพันธ์ลึก "สมีโชติ-สีกาเอ๋" อึ้ง! พ้นล้มละลายแค่ 3 ปี สร้างตัว ซื้อบ้านหรู-รถยุโรป โยงเงินทอนวัด 100 ล้าน

วันที่ 11 ก.ย. 2569 กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) จัดการแถลงข่าวใหญ่กรณีจับกุมคดีทุจริตเงินทอนวัด รวบตัว "สมีโชติ" หรือ อดีตเจ้าคุณอติโชติ อดีตเจ้าอาวาสวัดพุทไธศวรรย์ พระอารามหลวงชื่อดังในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วย "สีกาเอ๋" โยมอุปัฏฐากคนสนิท ในข้อหาร่วมกันยักยอกเงินทำบุญของวัดมูลค่ากว่า 100 ล้านบาท รวมถึงยังเปิดเผยสัมพันธ์เบื่องลึกของทั้งคู่

เปิดไทม์ไลน์ความมั่งคั่งผิดปกติของ "สีกาเอ๋"
ในประเด็นความสัมพันธ์และที่มาของทรัพย์สิน ว่าที่ พ.ต.อ.เจตนิพัทธ์ ศิริวัฒน์ ผกก.1 บก.ป. ได้เปิดเผยไทม์ไลน์ของ น.ส.ปุณยวีร์ หรือ "สีกาเอ๋" ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการสืบสวนครั้งนี้ ดังนี้
- ปี 2550 สีกาเอ๋ เริ่มเข้ามามีบทบาทภายในวัดในฐานะ "โยมอุปัฏฐาก" (ตำรวจขอสงวนรายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับความสัมพันธ์ส่วนตัว)
- ปี 2562 จากการตรวจสอบประวัติทางการเงิน พบว่าสีกาเอ๋ตกเป็น บุคคลล้มละลาย
- ปี 2565 ศาลมีคำสั่งปลดเปลื้องจากการเป็นบุคคลล้มละลาย
- ปี 2565 - ปัจจุบัน (ช่วงระยะเวลาเพียง 3 ปี) ชุดสืบสวนพบความเปลี่ยนแปลงทางฐานะอย่างก้าวกระโดดและผิดปกติ โดยสีกาเอ๋มีทรัพย์สินเพิ่มขึ้นมหาศาล ทั้งบ้านพักหรู 2 หลัง รถยนต์ และทรัพย์สินอื่นๆ อีกมากมาย ทั้งที่ไม่มีประวัติการประกอบอาชีพที่เป็นหลักแหล่ง
แม้ในชั้นสอบสวน สีกาเอ๋จะให้การปฏิเสธ โดยอ้างว่าทรัพย์สินทั้งหมดได้มาจากการทำมาหากินสุจริต ซึ่งถือเป็นสิทธิ์ของผู้ต้องหา แต่ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจยืนยันว่ามีพยานหลักฐานทางการเงินที่แน่นหนาเพียงพอในการดำเนินคดี

สั่งจับตา "เห็บไรทางศาสนา"
ช่วงท้ายของการแถลงข่าว พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. ได้กล่าวฝากเตือนเป็นอุทาหรณ์ถึงสังคมว่า วัดใดที่มีชื่อเสียงและมีผลประโยชน์เรื่องเงินบริจาคเข้ามาจำนวนมาก มักจะดึงดูดกลุ่มคนที่มีพฤติกรรมคล้ายมิจฉาชีพ โดยเฉพาะผู้หญิงที่มักแฝงตัวเข้ามาในรูปแบบของ "โยมอุปัฏฐาก" เพื่อแสวงหาผลประโยชน์
"อยากขอร้องให้ประชาชนและคนในวัด ช่วยกันเป็นหูเป็นตา สอดส่องดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้คนกลุ่มนี้ฉวยโอกาสเข้ามาเป็น 'เห็บไรทางศาสนา' กัดกินเงินบริจาคของผู้มีจิตศรัทธาได้อีก" พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวทิ้งท้าย
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

