ทำได้แค่‘แจกเงิน’ ไม่ได้แปลว่า‘บริหารประเทศเป็น’

nn ภาพเศรษฐกิจไทยปี 2569..ก็ไม่ได้ดูแย่นักเพราะยังมีอัตราการขยายตัวได้ในระดับ 2-2.5% (แม้จะต่ำรั้งท้ายของอาเซียน)...แต่ประเด็นมันอยู่ที่ประโยชน์ที่เกิดขึ้นจากตัวเลขการเติบโตนี้มันกระจุกตัวอยู่แต่ในกลุ่มอุตสาหกรรมไฮเทค ไม่ไหลไปถึงระดับฐานราก ซึ่งหลายคนมักเปรียบเทียบว่าเศรษฐกิจไทยเติบโตแบบ K-Shape… คือแยกเป็นสองทิศทางชัดเจน ขาบน(ที่เติบโต)...คือกลุ่มธุรกิจไฮเทคและบริษัทขนาดใหญ่ที่เติบโตต่อเนื่อง...ส่วนขาล่าง คือกลุ่มเอสเอ็มอีครัวเรือน และอุตสาหกรรมดั้งเดิมยังคงถดถอย
ขยายความเพิ่มเติม ในส่วนของ K ขาบน กระจุกตัวในกลุ่มสินค้าไฮเทค เซมิคอนดักเตอร์ และดิจิทัลอินฟรา-สตรักเจอร์...ซึ่งในกลุ่มนี้ก็ต้องบอกตามตรงว่าพึ่งพาแต่การนำเข้าสูง แม้มีการจ้างงานอยู่ระดับหนึ่งแต่ก็ไม่ได้มากนัก...ส่วน K ขาล่าง คือ SME อุตสาหกรรมดั้งเดิม อสังหาริมทรัพย์ ยานยนต์ ปิโตรเลียม และวัสดุก่อสร้าง ฯลฯ ยังต้องเผชิญแรงกดดันรอบด้าน...ทั้งห่วงโซ่เดิมหดตัว ถูกแย่งตลาดจากสินค้านำเข้าที่ราคาต่ำกว่า กำลังซื้อในประเทศที่อ่อนแอ ฯลฯ ขณะที่ ภาคเกษตร(ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ของประเทศ) ต้องเผชิญกับปัญหาราคาสินค้าเกษตรตกต่ำ ต้นทุนปุ๋ยสูง และ ผลจากภาวะธรรมชาติที่แปรปรวน โดยเฉพาะน้ำฝน ที่คาดต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 12% จากเอลนีโญ ส่วน ภาคครัวเรือนติดกับดักลดหนี้-รายได้ลด โดยรายได้จากการทำงานลดลงใกล้เคียงกับหนี้สินที่ลด มีเพียงรายได้จากความช่วยเหลือภาครัฐที่เพิ่มขึ้น(ซึ่งก็จะหมดเวลาการช่วยเหลือจากรัฐภายในสิ้นเดือนนี้ เช่น โครงการไทยช่วยไทยพลัส)
สถานการณ์ของ K ขาล่าง เกี่ยวข้องกับคนจำนวนมากของประเทศ หากรัฐบาลไม่ทำให้ดีขึ้นแน่นอนว่าจะมีเสียงวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลออกมาในเชิงลบ ซึ่งรัฐบาลคงไม่ต้องการเช่นนั้นจึงจำเป็นต้อง..เข็นมาตรการออกมาประคองความเดือนร้อนด้วยการ “แจกเงิน”...แต่ปัญหาอยู่ที่สถานการณ์ทางการคลังที่เริ่มมีข้อจำกัด โดยปัจจุบันหนี้สาธารณะอยู่ที่ระดับ 66.9% ต่อจีดีพีนั้น ประเมินว่าหนี้สาธารณะมีโอกาสที่จะแตะเพดาน 70% ในต้นปี 2570 ซึ่งได้รวมผลกระทบจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 4 แสนล้านบาทเข้าไปแล้ว อย่างไรก็ตาม การที่หนี้สาธารณะแตะเพดานไม่ได้หมายความว่าจะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจขึ้นในทันที แต่เป็นสัญญาณเตือนที่ชัดเจนว่า พื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ของไทยลดลงไปมาก และสิ่งที่น่ากังวลกว่าคือการที่หนี้เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วสวนทางกับการเติบโตเศรษฐกิจที่โตเพียง 2%
สิ่งที่น่าเป็นห่วงที่เศรษฐกิจไทยจะต้องเผชิญต่อจาก เช่น ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าโลก...ผลไต่สวนจะกระทบส่งออกสินค้าของไทยไปยังสหรัฐ... ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง (รอบปะทะเดือนสิงหาคม 2569) ราคาน้ำมันพุ่งสูงและยืดเยื้อกว่าคาด กดดันต้นทุนพลังงานและเงินเฟ้อ ซึ่งกดดันปัญหาค่าครองชีพ ฯลฯ ผลจากปัจจัยเสี่ยงเหล่านี้ล้วนกระทบต่อความเป็นอยู่ของคนจำนวนมากในประเทศนี้ ที่มีสภาพเปราะบางมากอยู่แล้ว
รัฐบาลต้องหยุดสนใจเรื่องตัวเลขจีดีพีว่ามันจะเติบโตได้แค่ไหนได้แล้ว เพราะเห็นอยู่ตัวเลขนั้นไม่ได้สะท้อนความเป็นจริงของชีวิตผู้คนส่วนใหญ่ของประเทศเลยแม้แต่น้อย...รัฐบาลต้องทำให้คนส่วนใหญ่ของประเทศนี้มีรายได้เพิ่มขึ้นโดยที่รัฐบาลไม่ต้อง“แจกเงิน”...นั่นแหละถึงจะบอกได้ว่า“บริหารประเทศเป็น”...nn
พงษ์พันธุ์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

