บทบรรณาธิการ : 16 กันยายน 2569

ถึงยุคข้าวยากหมากแพง ภาระหนักของประชาชน
ตัวเลขอัตราเงินเฟ้อทั่วไปเดือนสิงหาคม 2569 ที่พุ่งสูงขึ้นถึงร้อยละ 2.53 แตะระดับ 102.67 นับเป็นสถิติสูงสุดในรอบ 3 เดือน ตามรายงานของสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) นี่ไม่ใช่เพียงตัวเลขทางสถิติบนแผ่นกระดาษ หากแต่คือสัญญาณเตือนภัยทางเศรษฐกิจที่สะท้อนถึงภาวะ “ของแพง ค่าครองชีพพุ่ง” ซึ่งกำลังส่งผลกระทบอย่างหนักต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของประชาชนคนไทยทั่วประเทศ
ปัจจัยสำคัญที่ฉุดให้เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง มาจากต้นทุนพลังงานและราคาอาหารที่ปรับตัวสูงขึ้นพร้อมกัน ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในประเทศที่ทรงตัวในระดับสูง ผลจากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ได้กลายเป็นต้นทุนแฝงที่ส่งผ่านไปยังค่าขนส่ง ค่าโดยสารสาธารณะ และกระจายเข้าสู่หมวดอาหารและเครื่องดื่มซึ่งปรับเพิ่มขึ้นร้อยละ 2.99 ข้าวราดแกง ก๋วยเตี๋ยว ไข่ไก่ ผักสด และเนื้อสัตว์ ต่างปรับราคาขึ้นเป็นวงกว้าง โดยมีรายการสินค้าและบริการปรับตัวสูงขึ้นมากถึง 310 รายการ จากทั้งหมด 464 รายการ สะท้อนว่าภาระค่าครองชีพได้ขยายวงกว้างไปสู่วิถีชีวิตพื้นฐานของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
แม้กระทรวงพาณิชย์จะประเมินว่าอัตราเงินเฟ้อทั้งปี 2569 จะยังคงอยู่ในกรอบเป้าหมาย 1.5-2.5% และมีปัจจัยบรรเทาภาระจากค่าไฟฟ้าปรับลดลงเหลือ 3.86 บาทต่อหน่วย แต่ในความเป็นจริง รายได้และค่าจ้างแรงงานของประชาชนส่วนใหญ่กลับโตไม่ทันกับราคาสินค้าที่ทยอยปรับเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อค่าอาหาร ค่าเดินทาง และค่าใช้จ่ายจำเป็นในครัวเรือนแย่งชิงสัดส่วนเงินในกระเป๋าไปมากกว่าครึ่ง สิ่งที่ตามมาคือการลดลงของกำลังซื้อ และภาวะหนี้สินครัวเรือนที่พร้อมจะตรึงตัวสูงขึ้นอีก
ในภาวะที่ความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์โลกยังไม่มีท่าทีสงบ และสภาพอากาศแปรปรวนกระทบผลผลิตเกษตรกรรม รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมองเพียงตัวเลขเงินเฟ้อเฉลี่ยที่ยังอยู่ในกรอบเป้าหมายไม่ได้หากแต่ต้องมีมาตรการเชิงรุกที่จับต้องได้อย่างเร่งด่วน ทั้งการกำกับดูแลราคาสินค้าปลายทาง ไม่ให้มีการฉวยโอกาสปรับราคาเกินจริง การดูแลเสถียรภาพราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างมีประสิทธิภาพ ตลอดจนการตรึงค่าครองชีพพื้นฐาน เพื่อไม่ให้ภาวะ “ข้าวยากหมากแพง”กลายเป็นวิกฤตความเดือดร้อนที่กดทับคุณภาพชีวิตของประชาชนคนไทย
อีกไม่กี่สัปดาห์โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ก็จะสิ้นสุดโครงการ แม้ว่ากระทรวงการคลังจะพยายามโยนหินถามทางคือโครงการเฟสใหม่แต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาระยะยาวของประเทศแต่อย่างใด น่าแปลกใจที่รัฐบาลที่เต็มไปด้วยเทคโนแครตที่เชี่ยวชาญกลับยังไม่สามารถจัดการปัญหาที่กระทบเงินในกระเป๋าของประชาชนได้อย่างยั่งยืน แต่กลับเลือกวิธีการที่เน้นผลเพียงชั่วคราวซึ่งถูกครหามาตลอดว่าหวังผลทางการเมืองมากกว่าแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน
น่าจะถึงเวลาที่นโยบายการเงินการคลัง ที่มีวินัยจะต้องนำหน้าเพื่อออกแบบการแก้ปัญหาในยามที่ประเทศมีวิกฤตการคลังดังที่เรากำลังประสบอยู่ในตอนนี้ และต้องทำให้ประชาชนเข้าใจความจริงแม้จะเป็นสิ่งที่ประชาชนไม่อยากฟัง เพราะนั่นคือการทำหน้าที่เป็นผู้นำที่ดีที่จะนำพาประเทศฝ่าวิกฤตการคลังไปได้โดยเร็ว
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

