คอลัมน์ : มองมุมเจิมศักดิ์ ปิ่นทอง

เหรียญสองด้านของคนต่างแดน จาก ‘มองเขา’ ถึง ‘มองเรา’ และทางออกของสังคมไทย
ในช่วงเวลาที่ผ่านมา สังคมไทยเริ่มปรากฏกระแสความหงุดหงิด กังวล และความรำคาญใจต่อการพำนักและพฤติกรรมของคนต่างชาติในหลายพื้นที่อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะเป็นข้อกังขาเรื่องกลุ่มทุนและนักท่องเที่ยวชาวจีน ปัญหาความขัดแย้งเชิงวัฒนธรรมกับชาวอินเดีย หรือกรณีเฉพาะของชาวอิสราเอลในเมืองท่องเที่ยวบางแห่ง ซึ่งมีลักษณะการรวมกลุ่มทำพิธีกรรมทางศาสนาที่ไม่คุ้นตา การแสดงพฤติกรรมที่ดูแข็งกร้าว หรือการสร้างพื้นที่เฉพาะกลุ่มจนคนท้องถิ่นรู้สึกแปลกแยกและถูกลิดรอนความเป็นเจ้าของพื้นที่
ความรู้สึกระแวงและรำคาญใจเช่นนี้ ย่อมเกิดขึ้นได้เมื่อวัฒนธรรมที่แตกต่างมาปะทะกันโดยขาดการจัดระเบียบที่ดี แต่ก่อนที่สังคมไทยจะด่วนสรุปและเหมาเข่งประทับตราเกลียดชังคนทั้งสัญชาติ เพียงเพราะพฤติกรรมของคนบางกลุ่ม เราอาจจำเป็นต้องย้อนมอง “กระจกเงาอีกบาน” ที่สะท้อนภาพการดำรงอยู่ของคนไทยในต่างแดนเช่นเดียวกัน
ภาพสะท้อนจากต่างแดน: เมื่อคนไทยถูกมองเป็น “ปัญหา”




คนไทยที่เดินทางไปตั้งหลักแหล่งในอเมริกา ยุโรป หรือเอเชีย ไม่ได้มีเพียงภาพของ “สยามเมืองยิ้ม” ที่เป็นมิตรเสมอไปในสายตาของเจ้าของบ้านในต่างประเทศ พิธีกรรม วัฒนธรรม และพฤติกรรมของชุมชนคนไทยหลายครั้งได้สร้างความขัดแย้งและถูกต่อต้านอย่างจริงจังมาแล้ว
l สหราชอาณาจักร - ปัญหาการรบกวนวิถีชีวิตและทัศนียภาพ: กรณีการสร้างโบสถ์ทรงไทยหลังคาสีทองยอดแหลมของวัดพุทธปทีป ในย่าน Wimbledon กรุงลอนดอน ซึ่งเป็นย่านที่อยู่อาศัยของชาวอังกฤษที่รักความสงบ การจัดงานบุญประเพณีที่มีคนไทยนับพันมารวมตัว การเปิดดนตรีไทย การเทศนาออกลำโพง ตลอดจนปัญหาการจราจรชัตเตอร์ ได้สร้างความรำคาญใจจนเพื่อนบ้านรวมตัวร้องเรียนต่อเทศบาลท้องถิ่น (Local Council) เพื่อสั่งจำกัดระดับเสียงและจัดระเบียบการใช้พื้นที่
l สหรัฐอเมริกา - ปัญหากฎหมายผังเมืองและความแปลกแยก: ชุมชนไทยในหลายรัฐ เช่น แคลิฟอร์เนียและเท็กซัส มักดัดแปลงบ้านเดี่ยวในย่านที่อยู่อาศัย (Residential Area) เป็นวัดไทย วันธรรมดาอาจสงบเงียบ แต่วันเสาร์-อาทิตย์ จะมีรถยนต์ของคนไทยขับมาจอดปิดหน้าบ้านผู้อื่นนับร้อยคัน รวมถึงภาพพระสงฆ์โกนหัวห่มผ้าเหลืองเดินไปมา ซึ่งสร้างความระแวงให้ชาวตะวันตกที่ไม่คุ้นเคยกับพุทธศาสนา จนนำไปสู่การฟ้องร้องสภาเมือง (City Council) ข้อหาละเมิดกฎหมายผังเมือง (Zoning Violations) ส่งผลให้วัดไทยหลายแห่งโดนปรับ ระงับใบอนุญาต หรือต้องย้ายออกนอกเมือง
l เกาหลีใต้และญี่ปุ่น - ปัญหาภาพลักษณ์และอาชญากรรม: วัดไทยและชุมชนไทยรอบเขตอุตสาหกรรม ถูกเพ่งเล็งจากเจ้าหน้าที่และคนท้องถิ่นอย่างหนัก จากปัญหาการส่งเสียงดัง เหตุทะเลาะวิวาท การดื่มสุรา ตลอดจนความระแวงว่าวัดถูกใช้เป็นสถานที่หลบซ่อนของแรงงานผิดกฎหมาย (ผีน้อย) และธุรกิจสีเทา จนเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองบุกเข้าตรวจค้นวัดไทยระหว่างประกอบพิธีกรรมทางศาสนา และนำไปสู่มาตรการปฏิเสธการเข้าเมืองของคนไทยในภาพรวม
หากเรามองด้วยความเข้าใจ “ใจเขาใจเรา” คนไทยบริสุทธิ์จำนวนมากที่ไปทำงานหรือศึกษาอย่างถูกกฎหมายในต่างแดน ต่างเคยเผชิญกับอคติและความเดือดร้อน จากการที่คนท้องถิ่นเหมาเข่งตัดสินคนไทยทุกคนด้วยพฤติกรรมของคนไทยบางกลุ่มเช่นเดียวกัน
แยกแยะเพื่อความเข้าใจ ไม่เหมาเข่งเพื่อเกลียดชัง
เมื่อย้อนกลับมาพิจารณาปัญหาในประเทศไทย หัวใจสำคัญของการเป็นสังคมที่เจริญแล้ว คือการ “แยกแยะ” พฤติกรรมและข้อกฎหมาย ออกจากเรื่องเชื้อชาติหรือศาสนา คนต่างชาติที่เข้ามาในประเทศไทยสามารถจัดหมวดหมู่ได้หลากหลายประเภท:
1.กลุ่มผู้ประกอบอาชีพและนักท่องเที่ยวคุณภาพ: ผู้ที่เข้ามาอย่างถูกต้องตามกฎหมาย เคารพวัฒนธรรมท้องถิ่น และร่วมสร้างรายได้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
2.กลุ่มที่ไม่เข้าใจวิถีชีวิตและกฎเกณฑ์ท้องถิ่น: อาจมีพฤติกรรมส่งเสียงดัง รวมกลุ่ม หรือประกอบพิธีกรรมที่สร้างความแปลกตา ซึ่งจำเป็นต้องใช้วิธีการสื่อสาร การแจ้งข้อปฏิบัติ (Do’s & Don’ts) และการจัดระเบียบโดยเจ้าหน้าที่รัฐ
3.กลุ่มผู้กระทำผิดกฎหมายและทุนสีเทา: ผู้ที่เข้ามาประกอบธุรกิจแอบแฝง ก่ออาชญากรรม หรือใช้นอมินีแย่งอาชีพคนไทย กลุ่มนี้คือกลุ่มที่รัฐต้องใช้ “มาตรการทางกฎหมาย” เข้าจัดการอย่างเด็ดขาด โดยไม่ละเว้นและไม่เกี่ยวกับเชื้อชาติ
ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย: การจัดระเบียบด้วยหลักนิติธรรมโดยไม่กระทบความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
เพื่อแก้ไขปัญหาระยะยาวโดยไม่สร้างความขัดแย้งระหว่างประเทศ หรือกระทบต่อภาพลักษณ์ด้านการท่องเที่ยวและการลงทุน รัฐบาลไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรกำหนดแนวทางปฏิบัติบนหลักการ “กฎหมายเดียวใช้กับทุกคน” (Rule of Law) ดังนี้:
l กำกับดูแลกฎหมายผังเมืองและการใช้อาคารอย่างเคร่งครัด (Zoning & Land Use): องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (เช่น กทม., พัทยา, ภูเก็ต) ต้องตรวจสอบการใช้อาคารพาณิชย์และบ้านพักอาศัย ไม่ปล่อยให้มีการดัดแปลงเป็นศาสนสถาน สถานประกอบการ หรือจุดรวมตัวที่สร้างความรบกวนจราจรและเสียงดังแก่ชุมชน โดยยึดการขออนุญาตเปลี่ยนประเภทการใช้อาคารตามกฎหมายเป็นหลัก
l จัดตั้งหน่วยงานไกล่เกลี่ยและกำกับดูแลร่วม (Community Policing): เพิ่มศักยภาพของตำรวจท่องเที่ยวและตำรวจท้องถิ่น โดยทำงานร่วมกับล่ามภาษาต่างๆ เพื่อเข้าระงับเหตุหรือตักเตือนพฤติกรรมที่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยของชุมชนตั้งแต่เนิ่นๆ ก่อนจะบานปลายเป็นความขัดแย้งเชิงเชื้อชาติ
l ตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายพาณิชย์และแรงงานอย่างสงบแต่จริงจัง: กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงแรงงาน และสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ต้องประสานข้อมูลเพื่อตรวจสอบการพำนักเกินกำหนด (Overstay) การทำงานผิดประเภท และการใช้นอมินี โดยดำเนินการไปตามขั้นตอนทางกฎหมายเป็นรายบุคคล แทนการแถลงข่าวในลักษณะโจมตีสัญชาติ
l ประสานงานผ่านช่องทางการทูตและองค์กรชุมชนต่างชาติ: รัฐบาลควรจัดทำคู่มือข้อควรปฏิบัติและข้อห้ามทางกฎหมายและวัฒนธรรม แจ้งผ่านสถานทูตของประเทศต่างๆ ตั้งแต่ต้นทาง พร้อมทั้งดึงผู้นำชุมชนต่างชาติในไทยเข้ามาร่วมรับฟังและกำชับคนในสัญชาติของตน
l ยกเลิกระบบฟรีวีซ่า: ให้คนที่ต้องการเข้าประเทศจะต้องผ่านการคัดกรอง ให้มั่นใจในคุณภาพของผู้จะเข้ามาเยี่ยมเยือน สถานะทางการเงินและจุดมุ่งหมายที่จะไม่ลักลอบทำงานหรือเป็นอาชญากรในประเทศไทย
การเรียกร้องให้เจ้าหน้าที่รัฐบังคับใช้กฎหมายอย่างเสมอภาคและเด็ดขาดต่อผู้กระทำผิด เป็นสิทธิอันชอบธรรมของประชาชนคนไทย แต่การประทับตราเกลียดชังคนทั้งชาติเพียงเพราะความต่างทางศาสนา ภาษา หรือพฤติกรรมของคนบางกลุ่ม ไม่เพียงแต่จะไม่ช่วยแก้ปัญหา แต่ยังอาจสะท้อนกลับมาเป็นอคติที่คนไทยในต่างแดนต้องเผชิญ การตั้งมั่นบนความเข้าใจ การแยกแยะ และการใช้กฎหมายอย่างเป็นธรรม จึงเป็นทางออกเดียวที่จะรักษาทั้งความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ และเกียรติภูมิของประเทศไทยในประชาคมโลกได้อย่างยั่งยืน
รศ.ดร.เจิมศักดิ์ ปิ่นทอง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

