รัฐบาลย้ำ 6 จุดยืนไทย บนเวทีประนอมไทย-กัมพูชา ปกป้องอธิปไตย-ผลประโยชน์ชาติ

รัฐบาลย้ำ 6 จุดยืนไทย บนเวทีประนอมไทย–กัมพูชา “พร้อมเจรจา แต่ไม่ยอมเสียสิทธิ” ยืนยัน เรื่องทะเลไม่เกี่ยวเกาะกูด ไทยต้องปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติ
วันที่ 16 กันยายน 2569 นายเอกภพ เพียรพิเศษโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการประชุมครั้งแรกกับคณะกรรมาธิการประนอมระหว่างไทย-กัมพูชา ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) ณ สิงคโปร์ โดยย้ำสาระสำคัญจากถ้อยแถลงของนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ในฐานะตัวแทนประเทศไทย สรุปเป็น 6 จุดยืนสำคัญของประเทศไทย ดังนี้
1. ไทยต้องการสันติภาพ แต่สันติภาพต้องไม่แลกกับอธิปไตย
ประเทศไทยยึดแนวทางสันติและการเจรจามาโดยตลอด เพราะไทยกับกัมพูชาเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่ต้องอยู่ร่วมกันต่อไป แต่ในเวลาเดียวกัน ไทยมีหน้าที่ปกป้องอธิปไตย สิทธิอธิปไตย และผลประโยชน์ของประเทศอย่างเต็มที่ตามกฎหมายระหว่างประเทศ“ไทยพร้อมคุย พร้อมหาทางออก และพร้อมเป็นเพื่อนบ้านที่ดี แต่เรื่องอธิปไตยและสิทธิของประเทศไทย เราต้องรักษาอย่างเต็มที่”
2. “เขตแดนทางทะเล” ไม่ใช่ “เขตแดนทางบก” และไม่เกี่ยวกับเกาะกูด
ฝ่ายไทยยืนยันชัดเจนต่อคณะกรรมาธิการว่า กระบวนการประนอมครั้งนี้มีขอบเขตเฉพาะการกำหนดเขตทางทะเลระหว่างไทยกับกัมพูชาในอ่าวไทยเท่านั้น ไม่เกี่ยวข้องกับอธิปไตยเหนือดินแดนทางบก รวมถึงเกาะกูดไทยยืนยันเขตทางทะเลตามพระบรมราชโองการลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2516 และปฏิเสธเส้นเขตไหล่ทวีปที่กัมพูชาอ้างสิทธิฝ่ายเดียวเมื่อปี 2515 ซึ่งฝ่ายไทยยืนยันว่าไม่มีพื้นฐานทางกฎหมาย
3. ไทยพร้อมใช้กฎหมายระหว่างประเทศ แต่กฎหมายต้องอยู่บนข้อเท็จจริง
ประเทศไทยยึดมั่นใน UNCLOS และกฎหมายระหว่างประเทศ และเข้าร่วมกระบวนการประนอมด้วยความสุจริตใจ แต่การใช้กฎหมายระหว่างประเทศต้องอยู่บนข้อเท็จจริง ไม่ใช่การกล่าวอ้างฝ่ายเดียวหรือใช้เวทีระหว่างประเทศสร้างความชอบธรรมให้ตนเอง
4. MOU 2544 ไม่ใช่ข้ออ้างว่าไทยปิดประตูการเจรจา
ฝ่ายไทยชี้แจงว่า ข้อกล่าวอ้างที่ว่า เมื่อไทยยกเลิก MOU 2544 แล้ว กัมพูชาไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเข้าสู่กระบวนการประนอม ไม่ตรงกับข้อเท็จจริงตามจุดยืนของไทย ตลอดระยะเวลา 25 ปี มีการประชุมอย่างเป็นทางการภายใต้กลไกดังกล่าวเพียงสองครั้ง และไม่สามารถสร้างความคืบหน้าที่เป็นรูปธรรม ขณะเดียวกัน ไทยเคยเสนอให้ทั้งสองประเทศกลับมาเจรจาเรื่องเขตทางทะเลโดยตรง ดังนั้น ไทยไม่ได้ปิดประตู แต่เสนอทางออกและเปิดประตูการเจรจามาโดยตลอด
5. ไทยเลือก “การทูต + กฎหมาย” ไม่เลือกการกล่าวหากัน
แนวทางของไทยคือ ใช้กฎหมายระหว่างประเทศเพื่อรักษาสิทธิของประเทศ และใช้การทูตเพื่อหาทางออกระหว่างประเทศเพื่อนบ้าน เพราะความขัดแย้งไม่ควรถูกทำให้กลายเป็นการแข่งขันว่าใครกล่าวหาอีกฝ่ายได้มากกว่า หรือใครสร้างภาพว่าตนเป็นผู้ถูกกระทำได้มากกว่า ไทยพร้อมพูดคุยบนพื้นฐานของความจริงใจ แต่ความจริงใจต้องเกิดจากทั้งสองฝ่าย และการฟื้นความสัมพันธ์จะเกิดขึ้นได้เมื่อมีความไว้วางใจและเคารพซึ่งกันและกัน
6. เวทีนี้ไม่ควรมีผู้ชนะหรือผู้แพ้ แต่ประเทศไทยต้องไม่เป็นฝ่ายเสียสิทธิ
เป้าหมายของไทยคือการหาข้อยุติเรื่องเขตทางทะเลที่เป็นธรรม ใช้ได้จริง และยั่งยืน เพราะไม่ว่ากระบวนการนี้จะจบลงอย่างไร ไทยกับกัมพูชายังคงเป็นประเทศเพื่อนบ้านกันต่อไป รัฐบาลจึงต้องการให้ปัญหาที่มีอยู่ได้รับการแก้ไขอย่างถูกต้อง ไม่ทิ้งความขัดแย้งไว้ให้คนรุ่นต่อไป แต่ในกระบวนการดังกล่าว ผลประโยชน์ของประเทศ อธิปไตย และสิทธิอันชอบธรรมของไทยต้องได้รับการปกป้องอย่างเต็มที่
จุดยืนที่นายสีหศักดิ์นำเสนอต่อคณะกรรมาธิการสะท้อนหลักการสำคัญของรัฐบาลว่า สิ่งที่ไทยต้องการมีเพียงการรักษาสิ่งที่เป็นสิทธิของประเทศไทยตามกฎหมายระหว่างประเทศ “ไทยเลือกสันติภาพ แต่ไม่ใช่สันติภาพที่ต้องแลกด้วยอธิปไตย ไทยเลือกการเจรจา แต่การเจรจาต้องอยู่บนข้อเท็จจริง และไทยพร้อมเป็นเพื่อนบ้านที่ดี แต่เมื่อมีข้อกล่าวหาที่ไม่ตรงกับข้อเท็จจริง ไทยก็มีหน้าที่ชี้แจงและปกป้องประเทศอย่างเต็มที่ นี่คือจุดยืนของรัฐบาลไทย”
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

