DSI เดินหน้าต่อ เตรียมประชุมคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.นัดแรก ชี้ไม่ผูกมัดแค่ 77 รายตาม กกต. ระบุโยงถึงใครฟันหมด

ปมคดีฮั้ว สว.ร้อนไม่หยุด!! หลัง กกต.ชี้แจงมติ 4 ต่อ 3 ไม่รับหลักฐานตามสำนวน DSI ขณะที่ล่าสุด DSI ยืนยันเดินหน้าเปิดเกมต่อแยกคดีอาญา อั้งยี่-ฟอกเงินแยกจากคดีเลือกตั้ง ไม่จำเป็นต้องรอคำวินิจฉัย กกต. ลุยเส้นเงินฮั้ว สว.ไม่จำกัดเฉพาะ 77 รายที่ กกต.ส่งฟ้อง ระบุโยงถึงใครเจอหมด พร้อมเตรียมประชุมคณะพนักงานสอบสวนร่วมอัยการภายในสิ้นเดือน ก.ย.
วันที่ 17 กันยายน 2569 จากกรณีคณะกรรมการการเลือกตั้งได้มีมติไต่สวนในคดีทุจริตเลือกสมาชิกวุฒิ สภา(สว.) ปี 2567 หรือคดีฮั้ว สว.67 โดยมีการวินิจฉัยส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง จำนวน 77 ราย ตามที่นายณรงค์ กลั่นวารินทร์ ประธาน กกต.แถลงมติกกต.เรื่องดังกล่าวต่อสื่อมวลชนไปแล้วเมื่อวันที่14กันยายน ที่ผ่านมา และล่าสุดวานนี้(17ก.ย.) สำนักงานกกต.ได้ออกเอกสารข่าว ระบุว่ารายงานการประชุมกกต.มติ 4 ต่อ 3 ไม่รับหลักฐานจากDSI ชี้ไม่มีการเสนอรายละเอียด “เส้นเงิน” ให้พิจารณา ระบุช่วงไต่สวนคดีฮั้วเลือก สว. 11 ครั้ง ไม่มี กกต.คนใดร้องขอสำนวนคดีพิเศษมาประกอบการพิจารณานั้น
ล่าสุด แหล่งข่าวจากคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษที่ 24/2568 กรณีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. เปิดเผยว่า สำหรับการนัดหมายประชุมครั้งที่ 1 ของคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ คดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ที่มีทั้งเจ้าหน้าที่ดีเอสไอและพนักงานอัยการ สำนักงานการสอบสวน หลังจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง มีมติส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีเลือกตั้ง จำนวน 77 ราย กรณีทุจริตเลือกวุฒิสภา คาดว่าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจะดำเนินการประชุมครั้งแรกได้ภายในสิ้นเดือน ก.ย.นี้
ส่วนประเด็นว่าคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษจำเป็นต้องรอสำนวนคำวินิจฉัยของ กกต. ที่จะจัดทำอย่างละเอียดภายใน 60 วันหรือไม่นั้น แหล่งข่าวจากดีเอสไอ ชี้แจงว่าในการดำเนินคดีอาญา โดยเฉพาะคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน ไม่มีเหตุจำเป็นต้องรอสำนวนคำวินิจฉัยของ กกต.
"เพราะคดีอาญาของดีเอสไอ และ กกต. มันแยกออกจากกัน อีกทั้งในจำนวนผู้ถูกร้องทั้ง 77 รายตามมติของ กกต. ก็ไม่ใช่เหตุผูกมัดให้คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษต้องดำเนินคดีอาญาอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.จำนวน 77 รายเท่านั้น เพราะคณะพนักงานสอบสวนจะต้องดูพฤติการณ์ พยานหลักฐาน และเส้นทางการเงินเป็นหลัก ว่าใครบ้างที่มีพฤติการณ์อั้งยี่ ใครบ้างมีพฤติการณ์ฟอกเงิน"
ทั้งนี้ กรณีที่มีการจับตาว่าในสำนวนของดีเอสไอที่ส่งฟ้องไปยังพนักงานอัยการคดีพิเศษ ซึ่งก่อนหน้านี้ อัยการคดีพิเศษตีกลับสำนวนให้สอบสวนเพิ่มเติม ดีเอสไอและอัยการ สำนักงานการสอบสวน ในฐานะคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษได้สั่งฟ้องผู้ต้องหา 8 ราย คือ 1.น.ส.นิสิตา หมั่นชัย 2.นายสุบิน ศักดา 3.นายวรพจน์ ตั้งพันธุ์เพียร 4.น.ส.อัจฉราพรรณ หอมรส 5.นายวงศกร ชนะกิจ 6.น.ส.มาเรีย เผ่าประธาน 7.นางผกามาศ ไทยนุกูล 8.นายเลิศศักดิ์ ปนกลิ่น
ทั้งนี้ เมื่อมาเทียบดูกับรายชื่อที่ กกต.ส่งฟ้องศาลฎีกาฯในจำนวน 77 รายนั้น ตรงกับรายชื่อของดีเอสไอที่สั่งฟ้องอัยการคดีพิเศษในคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. เพียง 6 ราย โดยมี 2 รายที่ไม่ถูก กกต. มีมติส่งฟ้องศาลฎีกาฯ คือ นางผกามาศ ไทยนุกูล และนายเลิศศักดิ์ ปนกลิ่น ฉะนั้น คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ อั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ก็ต้องพิจารณาในส่วนของผู้ต้องหา 2 รายนี้อีกครั้งว่าจะมีการดำเนินคดีด้วยหรือไม่ เพราะหากจะยึดเอาเพียงตัวเลข 77 รายตามมติของ กกต. ก็จะเป็นปัญหาว่าแล้วการสั่งฟ้องในครั้งแรกจะทำอย่างไร และก็ต้องรับฟังความเห็นของพนักงานอัยการที่ร่วมสอบสวนด้วย
รายงานภายในคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เผยอีกว่า สำหรับการทำสำนวนสอบสวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ที่ผ่านมา พนักงานสอบสวนได้มีการทำหนังสือถึง กกต.มาตลอด เพื่อสอบถามว่าจะนำเอาหลักฐานทางคดีของดีเอสไอไปประกอบในสำนวนทั้งหมดหรือไม่ แต่ปรากฏว่า กกต. มีมติไม่รับไว้ และเมื่อดีเอสไอพยายามขอสำนวนของ กกต. ก็กลับไม่มีการให้มาทางดีเอสไอเช่นเดียวกัน รวมถึงกรณีที่ดีเอสไอขอเอกสารเกี่ยวกับการรับเงินเดือนของกลุ่มผู้ช่วย สว. ผู้เชี่ยวชาญ และที่ปรึกษาประจำตัวสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ทั้ง 138 สว.ตัวจริง เนื่องด้วยจากรายงานการสืบสวนสอบสวนและพยานหลักฐานเกี่ยวกับเส้นทางการเงิน พบว่ามีเส้นทางการเงินของคนใกล้ชิด สว. เหล่านี้ไปเชื่อมโยงกับกลุ่มคณะบุคคลที่อยู่ในขบวนการจัดฮั้วระดับประเทศ จึงต้องประสานเอกสารจากวุฒิสภา แต่จนถึงปัจจุบันนี้ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ก็ไม่เคยส่งเอกสารให้ดีเอสไอ โดยอ้างว่าติดปัญหาเรื่องการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลตาม พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 หรือ PDPA แม้ดีเอสไอได้ทำหนังสือตอบกลับว่ากฎหมาย PDPA ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการดำเนินคดีอาญาก็ตาม หรือแม้กระทั่งสำนักงาน ปปง. ทางคณะพนักงานสอบสวนได้ส่งเอกสารขอเส้นทางการเงิน เลขที่บัญชีธนาคารกับทางสำนักงาน ปปง. แต่ก็ยังไม่ได้รับความร่วมมือนาน 1 ปี
รายงานภายในคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เผยต่อว่า กรณีที่ กกต. ออกมาแถลงว่าขาดซึ่งพยานหลักฐานส่วนใดก็ตามในคดีฮั้ว สว. ทำให้ต้องมีมติไม่ฟ้องบุคคลรายนั้นๆ ก็เนื่องมาจากการที่ดีเอสไอพยายามส่งหลักฐานให้ กกต. แต่ทาง กกต. มีมติไม่รับหลักฐานไว้ มันก็ทำให้ขาดซึ่งพยานหลักฐานได้ หรือแม้กระทั่งในส่วนของคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ซึ่งมีเจ้าหน้าที่ กกต. และดีเอสไอเป็นพนักงานสืบสวนสอบสวนร่วมกัน ก็ยังไม่ได้รับเอาหลักฐานครบทุกรายการจากคณะพนัก งานสอบสวนคดีพิเศษอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. จึงต้องย้ำว่าพยานหลักฐานในสำนวนของคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว.กับพยานหลักฐานในสำนวนของคณะอนุกรรมการฯ คณะที่ 26 ก็ยังมีความแตกต่างกัน โดยเฉพาะในการกลับคำให้การของพยานรหัสที่ 16 (นายเอกราช ช่างเหลา) เหตุใด กกต. จึงไม่พูดว่าในชั้นการสอบปากคำพยานนายเอกราช ได้มีการจัดเจ้าหน้าที่ 2 ชุดในห้องทำงานห้องเดียวกัน คือ คณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ อั้งยี่-ฟอกเงิน สว. และคณะอนุกรรมการสืบสวนและไต่สวน ส่วนกลาง คณะที่ 26 ร่วมสอบปากคำและบันทึกคำให้การพร้อมกัน เพียงแค่จัดพิมพ์คนละชุดกันเท่านั้น และยังมีอัยการร่วมสอบสวนด้วย ซึ่งพนักงานอัยการจะถือเป็นพยานในเหตุการณ์ เพราะพนักงานอัยการจะเห็นเลยว่านายเอกราช ช่างเหลา ในตอนให้ปากคำ ก็มีการให้ปากคำปกติ สีหน้าท่าทางอากัปกิริยาปกติทุกประการ ไม่มีการถูกข่มขู่คุกคามเพื่อให้พยานให้การเท็จแต่อย่างใด จึงเป็นไปไม่ได้ที่พยานจะถูกบังคับ ส่วนกรณีที่นายเอกราชมากลับคำให้การภายหลังนั้น นายเอกราชก็ไม่เคยเดินทางเข้าพบคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ และคณะอนุกรรมการฯ คณะที่ 26 เพื่อขอให้บันทึกการกลับคำให้การเลย แต่กลับไปส่งเป็นหนังสือจดหมาย 1 ฉบับ แจ้งแก้ไขคำให้การไปยังประธานกรรมการการเลือกตั้งแทน
รายงานภายในคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เผยด้วยว่า ตอนนี้สังคมต่างตั้งคำถามว่าหากนายเอกราช ช่างเหลา มีพฤติการณ์กลับคำให้การจริงๆ ในฐานะพนักงานสอบสวน ควรแจ้งความดำเนินคดีฐานให้การเท็จเข้าสู่สำนวนหรือไม่นั้น ตามหลักการแล้ว คำให้การใดเป็นจริงหรือเท็จ มันจะไปปรากฏในการสืบชั้นศาล เพราะการสืบชั้นศาล อัยการจะถามเลยว่า “คุณได้ให้การสองครั้ง คุณต้องยืนยันมาว่าอันไหนจริง อันไหนเท็จ“ นี่คือหลักการการสืบชั้นศาล เพราะถ้าอัยการไม่ถามคำให้การของครั้งที่พยานให้การไว้ แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งไหนจริง สิ่งไหนเท็จ เพื่อที่จะเห็นได้เลยว่า ท้ายสุดพยานจะกลับคำให้การในชั้นศาลหรือไม่ เช่น หากพยานบอกว่า “ในคำให้การชั้นพนักงานสอบสวนเป็นเท็จ” มันก็จะนำไปสู่การดำเนินคดีความผิดฐานให้การเท็จต่อพนักงานสอบสวนได้ แต่ถ้าพยานบอกว่า “คำให้การในชั้นพนักงานสอบสวนเป็นจริง แต่ที่เบิกความในชั้นศาลเป็นเท็จ“ ก็จะเป็นความผิดในอีกมาตรา คือ ฐานเบิกความเท็จต่อศาลตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 177 นี่จึงเป็นเหตุผลว่า ในชั้นการสืบชั้นศาล จะเห็นข้อเท็จจริงมากกว่า
รายงานภายในคณะพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เผยเพิ่มเติมว่า ส่วนกรณีว่าในสำนวนคดีอั้งยี่-ฟอกเงิน สว. ของดีเอสไอ จะสามารถดำเนินคดีอาญาต่อกลุ่มกรรม การบริหารพรรค ผู้มีตำแหน่งทางการเมือง หรือสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ที่ถูกปัดตกจากสำนวนและมติของ กกต. ได้หรือไม่นั้น เรื่องนี้พิสูจน์ได้จากพยานหลักฐานเท่านั้น ถ้ามีความเชื่อมโยงไปถึงบุคคลใด คณะพนักงานสอบสวนก็ต้องพิจารณาดำเนินคดีแจ้งข้อกล่าวหาเช่นเดียวกัน แม้บุคคลนั้นจะไม่ถูกมติวินิจฉัยชี้ขาดของ กกต. ในข้อกล่าวหาที่ 1 และข้อกล่าวหาที่ 2 ก็ตาม
ทั้งนี้ มีรายงานข่าว ระบุด้วยว่า พฤติกรรมส่อพิรุธของ กกต. คือ การปฏิเสธไม่รับหลักฐานจากดีเอสไอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องภาพกล้องวงจรปิดของรถบุคคลสำคัญต่าง ๆ ที่ขับเข้าไปในโรงแรมที่เกี่ยวข้องในขบวนการจัดฮั้ว สว. เรื่องพิกัดการใช้งานโทรศัพท์มือถือ เป็นต้น และยังมีพฤติกรรมของคนบางกลุ่มในฝ่ายการเมืองที่มีการบีบคั้นกดดันสั่งเบรกไปยังสำนักงานที่เกี่ยวข้องกับการให้เอกสารและข้อมูลเกี่ยวกับการเงินมายังดีเอสไอ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

