PetCare : โรคฉี่หนูในสุนัข-โรคที่ต้องไม่มองข้าม (ตอนจบ)

สัปดาห์นี้มาคุยกันต่อถึงโรคฉี่หนูในสุนัข ซึ่งหลายคนมีคำถามว่า ทำไมบางครั้งตรวจครั้งแรกแล้วไม่พบโรค นี่คือประเด็นสำคัญของโรคฉี่หนู เพราะไม่มีการตรวจแค่เพียงอย่างเดียวแล้วสามารถยืนยันหรือตัดโรคได้อย่างสมบูรณ์ในทุกช่วงของการติดเชื้อ ดังนั้น สัตวแพทย์จึงต้องพิจารณาร่วมกันหลายอย่าง ทั้งประวัติความเสี่ยง อาการ ผลตรวจเลือด ค่าการทำงานของไตและตับ การตรวจปัสสาวะ รวมถึงการตรวจจำเพาะ เช่น PCR และการตรวจระดับแอนติบอดี ที่สำคัญคือ ผล PCR ที่เป็นลบก็ยังไม่สามารถตัดโรคฉี่หนูออกได้ทั้งหมด โดยเฉพาะหากช่วงเวลาที่เก็บตัวอย่างไม่เหมาะสม หรือสุนัขได้รับยาปฏิชีวนะมาแล้ว ด้วยเหตุนี้ หากสัตวแพทย์สงสัยว่าอาจป่วยด้วยโรคฉี่หนู ก็จะต้องดูจากอาการและประวัติความเสี่ยง โดยอาจจำเป็นต้องเริ่มการรักษาโดยไม่รอผลตรวจยืนยัน เพราะการรักษาที่รวดเร็วมีความสำคัญกับโอกาสการฟื้นตัว
โรคฉี่หนูรักษาได้หรือไม่ ตอบว่ารักษาได้ สุนัขสามารถหายป่วยได้ หากได้รับการวินิจฉัยและรักษารวดเร็ว การรักษาประกอบด้วยการให้ยาปฏิชีวนะเพื่อกำจัดเชื้อ ร่วมกับการรักษาประคับประคองตามความรุนแรง เช่น การให้สารน้ำ การแก้ไขความผิดปกติของเกลือแร่ การควบคุมอาการอาเจียน และการดูแลการทำงานของไต ตับ และระบบอื่น ๆ แต่ในสุนัขที่เกิดอาการไตวายเฉียบพลันรุนแรง อาจจำเป็นต้องได้รับการบำบัดทดแทนไต หรือการฟอกไต (dialysis) เพื่อประคับประคองให้ร่างกายมีเวลาฟื้นตัว
อย่างไรก็ตาม หากเชื้อทำให้อวัยวะหลายระบบเสียหายอย่างรุนแรงพร้อมกัน การรักษาจะยากขึ้นและมีความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตสูง หลักสำคัญจึงอยู่ที่ หากรู้เร็ว สงสัยเร็ว แล้วรักษาเร็ว ก็มีโอกาสรอดชีวิตมาก
ถามต่อไปว่า เมื่อฉีดวัคซีนแล้ว ทำไมยังเป็นโรคได้ คำถามนี้สำคัญมาก เพราะเจ้าของอาจเข้าใจว่า เมื่อสุนัขได้รับวัคซีนโรคฉี่หนูแล้วจะไม่มีโอกาสติดเชื้ออีก ในความเป็นจริง เชื้อ Leptospira มีหลายสายพันธุ์หรือหลาย serovar ขณะที่วัคซีนจะสร้างภูมิคุ้มกันต่อกลุ่มเชื้อที่บรรจุอยู่ในวัคซีนนั้นเป็นหลัก ดังนั้น การฉีดวัคซีนจึงไม่ได้หมายความว่าจะป้องกันการติดเชื้อได้ 100 เปอร์เซ็นต์
อย่างไรก็ตาม แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าวัคซีนไม่มีประโยชน์ ตรงกันข้าม ข้อมูลทางวิชาการปัจจุบันสนับสนุนว่า วัคซีนมีประสิทธิภาพในการลดโอกาสเกิดโรคจากสายพันธุ์ที่วัคซีนครอบคลุม และช่วยลดการเป็นพาหะที่ไต และลดการปล่อยเชื้อได้
แนวทางของ ACVIM (American College of Veterinary Internal Medicine)จึงแนะนำให้เลือกวัคซีนที่ครอบคลุม serovar ให้กว้างที่สุดเท่าที่มีในพื้นที่ และกระตุ้นวัคซีนตามกำหนด โดยเฉพาะสุนัขที่มีโอกาสสัมผัสสิ่งแวดล้อมเสี่ยง
กล่าวง่าย ๆ คือวัคซีนไม่ได้ทำให้ความเสี่ยงเป็นศูนย์ แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งในการลดความเสี่ยงจากโรคฉี่หนู ดังนั้น ก่อนพาน้องหมาไปเที่ยวในสถานที่ธรรมชาติ เจ้าของควรทำอย่างไร การพาสุนัขไปเดินป่า เที่ยวน้ำตก หรือทำกิจกรรมกลางแจ้งไม่ใช่สิ่งที่ต้องหลีกเลี่ยง เพียงแต่ควรเตรียมตัวและลดความเสี่ยงให้มากที่สุด ควรตรวจสอบว่าวัคซีนโรคฉี่หนูยังอยู่ในช่วงที่เหมาะสม หลีกเลี่ยงการให้สุนัขดื่มน้ำจากแอ่งน้ำขังหรือแหล่งน้ำที่ไม่ทราบความสะอาด พยายามไม่ให้เข้าไปในพื้นที่โคลนหรือน้ำขังที่อาจมีสัตว์ป่าหรือหนูอาศัยอยู่ และเตรียมน้ำสะอาดสำหรับสุนัขไปเอง หลังกลับจากการเดินทาง ควรสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด หากพบว่าซึม เบื่ออาหาร มีไข้ อาเจียน ปัสสาวะผิดปกติ หรือตัวเหลือง ต้องพาไปพบสัตวแพทย์โดยเร็ว และอย่าลืมบอกสัตวแพทย์ว่า เพิ่งพาน้องหมาไปเดินป่า เล่นน้ำ หรือลุยน้ำมา
ข้อมูลเพียงประโยคเดียวนี้จะช่วยให้สัตวแพทย์สามารถป้องกันและรักษาโรคฉี่หนูได้ โดยเริ่มตรวจวินิจฉัยหรือรักษาได้เร็วขึ้น
แต่ที่สำคัญคือ โรคนี้ติดต่อสู่คนได้ ย้ำว่า Leptospirosis เป็น โรคติดต่อจากสัตว์สู่คน (zoonosis) เชื้อสามารถถูกขับออกมากับปัสสาวะของสัตว์ที่ติดเชื้อได้ หากสงสัยว่าสุนัขเป็นโรคฉี่หนู เจ้าของควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสปัสสาวะโดยตรง สวมถุงมือเมื่อต้องทำความสะอาด และล้างมือให้สะอาดหลังสัมผัสสุนัขหรือสิ่งขับถ่าย โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังตรวจวินิจฉัยและรักษา
ขอฝากข้อคิดไว้ 3 ข้อนะครับ
- โรคฉี่หนูไม่ได้เกิดเฉพาะกับสุนัขที่อยู่ตามทุ่งนา สุนัขในเมืองก็สามารถติดเชื้อได้ หากมีโอกาสสัมผัสน้ำ ดิน หรือปัสสาวะของสัตว์ที่มีเชื้อ
- ฉีดวัคซีนแล้ว ยังต้องระวัง วัคซีนช่วยลดความเสี่ยงได้มาก แต่ไม่สามารถรับประกันการป้องกันได้ 100 เปอร์เซ็นต์
- หลังเที่ยวในแหล่งธรรมชาติ ถ้าน้องหมามีอาการซึม ไม่กิน แถมยังอาเจียน โปรดอย่ารอดูอาการนานเป็นวัน ๆ แต่ต้องพาไปพบสัตวแพทย์ แล้วแจ้งประวัติการเดินป่า เล่นน้ำ หรือลุยน้ำทันที
การป้องกันโรคนี้ที่ดีที่สุดคือ สังเกตอาการตั้งแต่เริ่มต้น หากพบว่ามีอาการดังระบุข้างต้นต้องรีบพาไปพบสัตวแพทย์อย่างรวดเร็ว เพราะจะช่วยรักษาชีวิตน้องหมาได้ครับ
น.สพ. นนทษิต ชุติญาณวัฒน์
หน่วยกิจการพิเศษ โรงพยาบาลสัตว์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

