นิติภูมิธณัฐ ยก 'สีหศักดิ์-พลพีร์' 2 รัฐมนตรี ครม.อนุทิน น่าจับตา-บ้านเมืองพอฝากความหวังได้

วันที่ 19 กันยายน 2569 นายนิติภูมิธณัฐ มิ่งรุจิราลัย อดีต สส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย และนักวิเคราะห์ข่าวต่างประเทศชื่อดัง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ในคณะรัฐมนตรีของคุณอนุทิน ชาญวีรกูล หากถามผมในฐานะประชาชนไทยคนหนึ่งว่า มีรัฐมนตรีคนใดบ้างที่ผมมองแล้วรู้สึกว่า “คนนี้น่าจับตา” และอาจเป็นคนที่บ้านเมืองพอจะฝากความหวังไว้ได้ทั้งวันนี้และวันข้างหน้า
เท่าที่ผมเห็นขณะนี้ มีอยู่สองคน
คนแรกคือ คุณสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ
ผมไม่ได้พูดเช่นนี้เพราะเพิ่งรู้จักชื่อคุณสีหศักดิ์เมื่อท่านมาเป็นรัฐมนตรี ผมอยู่กับเรื่องต่างประเทศมานานพอสมควร ตั้งแต่ 3 กุมภาพันธ์ 2540 จนถึง 19 กันยายน 2569 ผมเขียนคอลัมน์ต่างประเทศในหนังสือพิมพ์ไทยรัฐมาเกือบ 30 ปี สามสิบปีนั้นยาวพอที่จะเห็นโลกเปลี่ยนไปหลายรอบ เห็นมหาอำนาจขึ้น เห็นมหาอำนาจลง เห็นมิตรกลายเป็นคู่แข่ง และบางครั้งก็เห็นคู่แข่งกลับมานั่งกินข้าวโต๊ะเดียวกัน
ที่สำคัญ ผมเห็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของไทยผ่านเข้ามาหลายยุคหลายสมัย ประจวบ ไชยสาส์น, สุรินทร์ พิศสุวรรณ, สุรเกียรติ์ เสถียรไทย, กันต์ธีร์ ศุภมงคล, นิตย์ พิบูลสงคราม, นพดล ปัทมะ, เตช บุนนาค, สมพงษ์ อมรวิวัฒน์, กษิต ภิรมย์, สุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล, ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร, ดอน ปรมัตถ์วินัย, ปานปรีย์ พหิทธานุกร, มาริษ เสงี่ยมพงษ์ และสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว
แต่ละคนมีจุดแข็งต่างกัน และทำงานอยู่ในสถานการณ์โลกที่ไม่เหมือนกัน จึงไม่ควรเอาทุกคนมาวัดด้วยไม้บรรทัดอันเดียว แต่ถ้าถามเฉพาะความเห็นส่วนตัวของผมว่า ในบรรดารัฐมนตรีต่างประเทศที่ผมติดตามมาตลอดช่วงเวลานี้ คนใดสร้างความประทับใจแก่ผมมากเป็นพิเศษ
ผมยกให้คุณสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว
งานต่างประเทศนั้น ถ้าพูดมากไปก็เสีย พูดน้อยไปก็เสีย แข็งเกินไปก็สร้างศัตรู อ่อนเกินไปเขาก็ไม่เกรงใจ คนเป็นรัฐมนตรีต่างประเทศจึงมิใช่เพียงต้องรู้ว่า “จะพูดอะไร” แต่ต้องรู้ด้วยว่า อะไรไม่ควรพูด เมื่อใดควรพูด และพูดกับใครด้วยน้ำเสียงอย่างไร
บางครั้งคำพูดเพียงประโยคเดียวของรัฐมนตรีต่างประเทศ อาจทำให้สิ่งที่ข้าราชการการทูตสร้างกันมาหลายสิบปีแข็งแรงขึ้น หรือพังลงได้เหมือนกัน
ความที่ผมอยู่หน้าต่างประเทศมาตลอดชีวิตการทำงานส่วนใหญ่ ผมได้พบปะ พูดคุย และประชุมกับผู้สื่อข่าวจากประเทศต่าง ๆ อยู่เป็นประจำ
สิ่งหนึ่งที่ผมได้ยินค่อนข้างตรงกันคือ การยอมรับคุณสีหศักดิ์ ทั้งเรื่องประสบการณ์ ฝีไม้ลายมือ และการวางตัว
อีกคนหนึ่งที่ผมจับตามองคือ คุณพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย
กระทรวงมหาดไทยกับกระทรวงการต่างประเทศดูเผิน ๆ เหมือนอยู่คนละโลก กระทรวงหนึ่งออกไปพบคนต่างประเทศ อีกกระทรวงหนึ่งลงไปหาคนถึงหมู่บ้าน แต่ความจริงมีสิ่งหนึ่งเหมือนกันมาก คือ ทั้งสองกระทรวงต้องทำงานกับคน และคนนี้แหละครับเป็นเรื่องยากที่สุด คุณพลพีร์มีลักษณะการทำงานอีกแบบหนึ่ง คือ ลุย เมื่อมีปัญหาก็ลงไปดู เมื่อมีเรื่องก็เข้าไปจัดการ
และจากภาพการทำงานที่ผมติดตาม ผมเห็นลักษณะของคนที่ไม่ค่อยเกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม คำว่า “ไม่เกรงหน้าอินทร์หน้าพรหม” ในความหมายของผม มิได้แปลว่าให้ไปหาเรื่องใคร แต่หมายถึง เมื่อพบสิ่งที่เห็นว่าไม่ถูกต้อง ก็ต้องกล้าถาม กล้าตรวจสอบ และกล้าจัดการตามอำนาจหน้าที่
เพราะคนเป็นรัฐมนตรี ถ้ามีตำแหน่งใหญ่โต มีรถนำ มีคนเปิดประตูให้ แต่พอเจอปัญหาจริงแล้วไม่กล้าแตะอะไรเลย ตำแหน่งนั้นก็เหลือประโยชน์เพียงเอาไว้พิมพ์บนนามบัตร
แน่นอนครับ ในคณะรัฐมนตรีชุดนี้ยังมีคนอื่นที่มีความสามารถ และเวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์แต่ละคนเอง
ผมจึงยังไม่รีบตัดสินใครทั้งหมด
แต่ ณ วันที่ 19 กันยายน 2569 ถ้าถามว่ามีรัฐมนตรีคนใดที่ผมมองเป็นพิเศษ ผมมองอยู่สองคน สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว เพราะประสบการณ์ ความสุขุม และฝีมือทางการต่างประเทศ พลพีร์ สุวรรณฉวี เพราะลักษณะการทำงานที่ลงมือจริงและกล้าเผชิญปัญหา การเมืองไทยไม่เคยขาดคนที่พูดเก่ง
สิ่งที่เราขาดอยู่บ่อยครั้งคือ คนที่รู้จริง ทำจริง และเมื่อมีอำนาจอยู่ในมือแล้วรู้ว่าอำนาจนั้นมีไว้ทำอะไร สองคนนี้จะเดินต่อไปได้ไกลเพียงใด ผมยังไม่ทราบ เพราะถนนการเมืองไทยนั้น บางครั้งหลุมไม่ได้อยู่บนถนน แต่อยู่ในคนที่เดินร่วมทางด้วย จึงต้องดูกันต่อไปครับ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

