DIT เดินหน้าปั้นข้าวประณีต สร้างมูลค่าเพิ่ม-รายได้เกษตรกร

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน (DIT) กระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า กรมฯเดินหน้าขับเคลื่อนโครงการส่งเสริมและพัฒนาข้าวคุณภาพสูงเพื่อเพิ่มรายได้เกษตรกร หรือ “ข้าวประณีต” โดยมีเป้าหมายสำคัญในการยกระดับข้าวไทยและรายได้ของเกษตรกร ด้วยการพัฒนาตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ ไม่ใช่เพียงการเพิ่มคุณภาพของข้าว แต่ต้องทำให้ข้าวแต่ละพื้นที่มี จุดเด่น อัตลักษณ์ เรื่องราว มาตรฐาน และตลาดที่ชัดเจน สามารถสร้างมูลค่าเพิ่มจากผลผลิตเดิมได้มากขึ้น
ทั้งนี้สอดคล้องกับหลัก “ตลาดนำ นวัตกรรมเสริม เพิ่มรายได้” โดยใช้ข้อมูล มาตรฐาน นวัตกรรม และการเชื่อมโยงตลาด เป็นกลไกสำคัญในการเปลี่ยนรูปแบบการทำตลาดข้าว จากการขายข้าวเป็นวัตถุดิบ ไปสู่การพัฒนาเป็นสินค้าที่มีคุณภาพและมีความแตกต่าง สามารถตอบโจทย์ผู้บริโภคและตลาดเฉพาะกลุ่มได้มากขึ้น
โดยหัวใจของ “ข้าวประณีต” คือการทำให้เกษตรกรไม่ได้ขายเพียงข้าวเปลือก แต่สามารถสร้างมูลค่าจากข้าวได้ตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่การเลือกพันธุ์และการผลิต การจัดการดินและน้ำ การควบคุมคุณภาพ การสีและแปรรูป การพัฒนาบรรจุภัณฑ์และแบรนด์ การสร้างเรื่องราวของสินค้า ตลอดจนการเชื่อมโยงเข้าสู่ตลาด รวมถึงการนำผลพลอยได้และวัสดุเหลือใช้กลับมาใช้ประโยชน์ เพื่อสร้างรายได้เพิ่มเติมและลดต้นทุนการผลิต
นายวิทยากร กล่าวต่อว่า จากการลงพื้นที่ติดตามการดำเนินงานในจ.ร้อยเอ็ดและจ.ขอนแก่น เมื่อวันที่ 17-18 กันยายน 2569 พบตัวอย่างการพัฒนาที่สามารถนำมาเป็นต้นแบบของแนวคิดดังกล่าวได้ โดยในจ.ร้อยเอ็ด สหกรณ์การเกษตรเกษตรวิสัย จำกัด (สาขานกเหาะ) มีความพร้อมด้านการแปรรูปและการควบคุมคุณภาพ มีโรงสีที่มีกำลังการผลิต 120 ตันต่อวัน โรงปรับปรุงคุณภาพข้าวสาร และห้องบรรจุภัณฑ์ที่ได้รับมาตรฐาน ISO และ HACCP สามารถพัฒนาข้าวหอมมะลิเป็นข้าวเกรดพรีเมียม และสร้างแบรนด์ของสหกรณ์ เพื่อรองรับการขยายตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ
ในขณะที่วิสาหกิจชุมชนกลุ่มแปรรูปผลผลิตทางการเกษตรบ้านโสกจาน จังหวัดขอนแก่น มีจุดเด่นด้านการเชื่อมโยงการผลิตในระดับชุมชน ตั้งแต่การพัฒนาดิน การบริหารจัดการน้ำ การปลูกข้าวและเกษตรผสมผสาน ไปจนถึงการสีและแปรรูป โดยมีโรงสีชุมชนเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยให้เกษตรกรรวบรวมและควบคุมคุณภาพผลผลิตได้ด้วยตนเอง ลดการพึ่งพาพ่อค้าคนกลาง และสามารถต่อยอดข้าวเปลือกไปสู่ข้าวสารและผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม นอกจากนี้บ้านโสกจาน ยังมีการบริหารจัดการน้ำผ่านระบบธนาคารน้ำใต้ดิน และการทำเกษตรผสมผสานทั้งการปลูกผักและเลี้ยงปศุสัตว์ ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พื้นที่และลดความเสี่ยงด้านการผลิต
สำหรับสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญต่อไป คือ การทำให้คุณภาพข้าวสามารถแปลงเป็นมูลค่าทางการตลาดได้จริง โดยต้องจัดทำฐานข้อมูลคุณลักษณะของข้าวแต่ละประเภทอย่างเป็นระบบ ทั้งพันธุ์ ลักษณะเฉพาะ คุณค่าทางโภชนาการ และเรื่องราวของพื้นที่ เพื่อนำมาวิเคราะห์และจับคู่กับความต้องการของตลาด ขณะเดียวกันต้องรักษาอัตลักษณ์ของแต่ละชุมชนไว้ เพราะเรื่องราวและเอกลักษณ์ของพื้นที่สามารถเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างความแตกต่างให้กับสินค้า พร้อมนำแนวคิด Circular Economy และ Zero Waste มาใช้ตลอดกระบวนการผลิต ดังนั้น “ข้าวประณีตจึงไม่ใช่เพียงการทำข้าวให้ดีขึ้น แต่คือการทำให้ข้าวมีมูลค่ามากขึ้น”
“กรมฯจะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อสนับสนุนการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบ ทั้งด้าน คุณภาพ การแปรรูป มาตรฐาน การสร้างแบรนด์และเรื่องราวสินค้า โดยจะนำบทเรียนจากพื้นที่ที่มีศักยภาพไปต่อยอดและขยายผลในพื้นที่อื่น พร้อมพัฒนาตราสัญลักษณ์ข้าวประณีต เพื่อให้เป็นเครื่องหมายของความไว้วางใจ และสะท้อนถึงกระบวนการผลิตและแปรรูปที่มีคุณภาพมาตรฐาน เพื่อให้ข้าวประณีตเป็นอีกหนึ่งกลไกในการยกระดับข้าวไทย”นายวิทยากร กล่าว
ทั้งนี้การพัฒนาคุณภาพและเพิ่มมูลค่าข้าว จะดำเนินควบคู่กับการเตรียมความพร้อมรองรับผลผลิตข้าวนาปี ในปีการผลิต 2569/70 ที่คาดว่าจะออกสู่ตลาดเป็นจำนวนมากตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนเป็นต้นไป โดยกรมฯเตรียมเดินหน้ามาตรการทั้งโครงการสินเชื่อชะลอการขายข้าวเปลือกนาปี และโครงการสินเชื่อเพื่อรวบรวมข้าวและเพิ่มมูลค่าโดยสถาบันเกษตรกร ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติ (นบข.) แล้ว เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 และจะเร่งผลักดันเข้าสู่การพิจารณาของกระทรวงการคลังและคณะรัฐมนตรี (ครม.) ต่อไป
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

