เปิดกราฟความจริง! สถิติชี้ชัด แผ่นดินไหวไม่ได้ถี่ขึ้น แต่ 'สิ่งนี้' ต่างหากที่เปลี่ยนไป

ในช่วงเวลาที่ผ่านมา เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ทั่วโลก ได้สร้างความกังวลใจให้กับประชาชนเป็นอย่างมาก หลายคนเริ่มตั้งคำถามถึงความผิดปกติของโลก ไปจนถึงความเชื่อมโยงกับปรากฏการณ์ทางดาราศาสตร์ ท่ามกลางกระแสข่าวลือและความตื่นตระหนก สมาคมดาราศาสตร์ไทยได้ออกมาระบุถึงสถิติในปี พ.ศ. 2569 ว่าการเกิดแผ่นดินไหวระดับ 7 ขึ้นไป จำนวน 11 ครั้งทั่วโลกนั้น ยังคงอยู่ในระดับค่าเฉลี่ยปกติ ไม่ใช่ความผิดปกติแต่อย่างใด
สอดคล้องกับบทความทางวิชาการจากเพจ "มิตรเอิร์ธ - mitrearth" โดยสันติ ภัยหลบลี้ ที่ได้นำบทความอย่าง “โลก (แผ่นดินไหว) ไม่เคยเปลี่ยนแปลง” ที่เขียนไว้ตั้งแต่ปี 2020 เพื่อนำมาข้อมูลเพิ่มเติม ซึ่งได้อธิบายเจาะลึกถึงหลักการทางสถิติและธรณีวิทยา เพื่อยืนยันว่าโลกของเราไม่ได้มีอัตราการเกิดแผ่นดินไหวที่รุนแรงหรือบ่อยครั้งขึ้นกว่าในอดีต ข้อมูลทางวิทยาศาสตร์เหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งในการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง และลดทอนความตื่นตระหนกที่เกิดจากข่าวลือหรือคำทำนายที่ปราศจากหลักฐานอ้างอิง

หลักการทางสถิติ การสะสมตัวของเหตุการณ์แผ่นดินไหว
เพื่อทำความเข้าใจว่าแผ่นดินไหวเกิดขึ้นบ่อยขึ้นจริงหรือไม่ ‘สันติ’ยกตัวอย่างอธิบายด้วยแนวคิดทางคณิตศาสตร์แบบง่ายๆ ที่คล้ายกับการออมเงิน หากเราเก็บเงินวันละ 1 บาท อย่างสม่ำเสมอ เมื่อเวลาผ่านไป 10 วัน เราก็จะมีเงินสะสม 10 บาท
ในทำนองเดียวกัน หากแผ่นดินไหวเกิดขึ้นด้วยอัตราที่คงที่ เช่น วันละ 1 ครั้ง เมื่อผ่านไป 100 วัน จำนวนเหตุการณ์แผ่นดินไหวสะสม (Cumulative Number) ก็จะเท่ากับ 100 ครั้ง หากเรานำข้อมูลเหล่านี้มาสร้างกราฟ กราฟที่ได้จะเป็น เส้นตรง โดยความชันของกราฟจะสะท้อนถึงอัตราการเกิดแผ่นดินไหว ซึ่งในแต่ละพื้นที่บนโลกจะมีความชันแตกต่างกันไปตามลักษณะทางธรณีวิทยาและรอยเลื่อนในบริเวณนั้นๆ

เจาะลึกข้อมูลแผ่นดินไหวในรอบ 120 ปี
จากการสืบค้นฐานข้อมูลระดับโลกของหน่วยงาน International Seismological Centre (ISC) ซึ่งรวบรวมบันทึกเหตุการณ์แผ่นดินไหวในช่วงปี ค.ศ. 1900 ถึง 2020 (ระยะเวลา 120 ปี) พบข้อมูลที่น่าสนใจดังนี้
จำนวนเหตุการณ์ มีแผ่นดินไหวขนาด 5.0 ขึ้นไป (ซึ่งเป็นระดับที่เริ่มสร้างความเสียหายได้) เกิดขึ้นรวมทั้งสิ้น 86,560 เหตุการณ์ทั่วโลก
แผ่นดินไหวขนาดใหญ่ ในจำนวนนี้ มีแผ่นดินไหวขนาดใหญ่กว่า 8.0 จำนวน 90 เหตุการณ์ และขนาด 9.0 ขึ้นไป จำนวน 5 เหตุการณ์
เหตุการณ์ที่รุนแรงที่สุด แผ่นดินไหวขนาด 9.5 นอกชายฝั่งประเทศชิลี ในปี ค.ศ. 1960
ความลึก แผ่นดินไหวเกิดขึ้นที่ระดับความลึกตั้งแต่ 0 ถึง 700 กิโลเมตร ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีทางธรณีวิทยา
ช่วงเวลา แผ่นดินไหวมีโอกาสเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นกลางวันหรือกลางคืนในอัตราที่ใกล้เคียงกัน
นอกจากนี้ สถิติยังชี้ให้เห็นกฎเกณฑ์ทางธรรมชาติที่สำคัญคือ แผ่นดินไหวขนาดเล็กจะมีสัดส่วนการเกิดที่สูงกว่าแผ่นดินไหวขนาดใหญ่อย่างเป็นระบบ

ไขข้อข้องใจ ทำไมสถิติยุคหลังถึงดูเหมือนมีแผ่นดินไหวมากขึ้น?
เมื่อพิจารณาข้อมูลดิบจากจำนวนแผ่นดินไหวในแต่ละวัน อาจพบว่าช่วงก่อนปี ค.ศ. 1950 มีการบันทึกแผ่นดินไหวน้อยกว่าช่วงปี ค.ศ. 1950-1970 และตัวเลขดูเหมือนจะพุ่งสูงขึ้นอย่างมากหลังจากปี ค.ศ. 1970 ข้อมูลผิวเผินนี้อาจทำให้คนทั่วไปเข้าใจผิดว่าโลกกำลัง "ดุ" ขึ้น แต่ในทางวิทยาศาสตร์ ปรากฏการณ์นี้อธิบายได้ด้วย 2 ปัจจัยหลัก
- ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี หลังปี ค.ศ. 1970 มีการติดตั้งเครือข่ายสถานีตรวจวัดแผ่นดินไหวที่มีประสิทธิภาพสูงเพิ่มขึ้นทั่วโลก ทำให้ระบบสามารถตรวจจับและบันทึกแผ่นดินไหวขนาดเล็กหรือแผ่นดินไหวในพื้นที่ห่างไกลที่ในอดีตไม่สามารถตรวจวัดได้
- การรวมแผ่นดินไหวนำและแผ่นดินไหวตาม ข้อมูลดิบมักจะนับรวมทั้ง "แผ่นดินไหวนำ" (Foreshock) และ "แผ่นดินไหวตาม" (Aftershock) เข้าไปด้วย ซึ่งแผ่นดินไหวเหล่านี้เป็นผลพวงมาจากการขยับตัวของรอยเลื่อนจาก "แผ่นดินไหวหลัก" (Mainshock) เพียงเหตุการณ์เดียว

ความจริงทางธรณีวิทยา อัตราการเกิดแผ่นดินไหวยังคงที่
ในทางแผ่นดินไหววิทยา (Seismology) และธรณีแปรสัณฐาน (Tectonics) เป็นที่ทราบกันดีว่า "แผ่นดินไหวหลัก" คือเหตุการณ์ที่เกิดจากกระบวนการเคลื่อนที่ของแผ่นเปลือกโลกโดยตรง ดังนั้น เพื่อให้ได้ข้อมูลสถิติที่สะท้อนความเป็นจริงมากที่สุด นักวิทยาศาสตร์จึงใช้แบบจำลองทางสถิติเพื่อคัดกรองข้อมูล โดยตัดเหตุการณ์ที่เป็นเพียงแผ่นดินไหวนำและแผ่นดินไหวตามออกไป เมื่อทำการปรับปรุงข้อมูลแล้ว จะพบผลลัพธ์ดังนี้
- จากเหตุการณ์ทั้งหมด 86,560 เหตุการณ์ จะเหลือเพียง แผ่นดินไหวหลัก จำนวน 36,469 เหตุการณ์
- หากพิจารณาเฉพาะข้อมูลหลังปี ค.ศ. 1970 (ยุคที่ระบบตรวจวัดมีความสมบูรณ์แล้ว) จะพบแผ่นดินไหวหลักเพียง 22,140 เหตุการณ์
บทสรุปที่สำคัญที่สุด เมื่อนำข้อมูลแผ่นดินไหวหลักที่ผ่านการคัดกรองอย่างถูกต้องมาสร้างกราฟแบบสะสม กราฟที่ปรากฏจะเป็น เส้นตรงที่ราบเรียบและมีความชันคงที่ สิ่งนี้เป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ที่ยืนยันว่า อัตราการเกิดแผ่นดินไหวบนโลกใบนี้ยังคงสม่ำเสมอ ไม่ได้เพิ่มสูงขึ้น และโลกไม่ได้มีพฤติกรรมที่รุนแรงขึ้นกว่าในอดีตแต่อย่างใด

ความคงที่ในทุกมิติ เวลา สถานที่ และระยะทาง
เพื่อเป็นการพิสูจน์ข้อเท็จจริงนี้อย่างสมบูรณ์ ได้มีการวิเคราะห์ข้อมูลเพิ่มเติมโดยแยกย่อยตามปัจจัยต่างๆ ที่คนทั่วไปมักเชื่อว่ามีผลกระทบ ผลการวิเคราะห์พบว่า อัตราการเกิดแผ่นดินไหวยังคงที่เสมอ ไม่ว่าจะพิจารณาในมิติใด
- ฤดูกาลและเดือน ไม่ว่าจะวิเคราะห์ข้อมูลในเดือนกุมภาพันธ์ สิงหาคม หรือธันวาคม อัตราการเกิดแผ่นดินไหวก็ไม่มีความแตกต่างกัน
- เทศกาลและวันสำคัญ อัตราการเกิดแผ่นดินไหวไม่แปรผันตามวันปีใหม่ วันคริสต์มาส วันหยุดราชการ หรือวันใดๆ ทั้งสิ้น ธรรมชาติทำงานอย่างเป็นอิสระจากปฏิทินของมนุษย์
- พื้นที่และซีกโลก ไม่ว่าจะแบ่งข้อมูลเป็นซีกโลกเหนือ ซีกโลกใต้ ซีกโลกตะวันออก หรือซีกโลกตะวันตก กราฟการสะสมของแผ่นดินไหวก็ยังคงเป็นเส้นตรง
- ระยะทาง: ต่อให้ตีกรอบรัศมี 1,000, 2,000, 3,000 หรือ 4,000 กิโลเมตร จากกรุงเทพมหานคร สถิติของอัตราการเกิดก็ยังคงความสม่ำเสมอเช่นเดิม

กล่าวโดยสรุป เมื่อเราวิเคราะห์ข้อมูลด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และสถิติที่สมบูรณ์แบบ เราสามารถมั่นใจได้ว่าโลกของเรายังคงดำเนินไปตามกลไกธรรมชาติที่เคยเป็นมาเสมอ การรับข่าวสารอย่างมีวิจารณญาณ และการทำความเข้าใจในหลักการทางธรณีวิทยา จะช่วยลดความตื่นตระหนก และทำให้เรารับมือกับภัยธรรมชาติได้อย่างมีสติและมีประสิทธิภาพสูงสุด
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

