กทม.รับบัตรทองย้ายเข้า 9.5 หมื่นคน 1 ต.ค.นี้ ตั้งเป้าขยายเพิ่มอีก 3 แสนใน 3 ปี

กทม.รับสิทธิบัตรทอง 9.5 หมื่นคน 1ต.ค.นี้ ตั้งเป้าขยายรองรับ 3 แสนคนใน 3 ปี พร้อมขยายศักยภาพศูนย์ฯสาธารณสุข / เสริมแพทย์-เทเลเมดิซีนให้บริการประชาชน
วันที่ 21 ก.ย.69 รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงการให้บริการประชาชนสิทธิ์บัตรทองที่ย้ายมายังสถานพยาบาลของกรุงเทพมหานคร ว่า ในวันที่ 1 ตุลาคม 2569 นี้ว่า กรุงเทพมหานครจะรับประชากรบัตรทองที่ออกจากคลินิกอบอุ่น เนื่องจากมีปัญหา รวมทั้งจากที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จัดสรรใหม่ จำนวนประมาณ 95,000 กว่าคนมาอยู่ที่ศูนย์บริการสาธารณสุขของกรุงเทพมหานคร โดยประชากรส่วนใหญ่จะอยู่ในโซนเขตทางเหนือ ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีปัญหาอยู่เดิม จากการจัดสรรใหม่ เมื่อช่วงปีสุดท้ายของวาระแรก
กรุงเทพมหานครจึงเปิดให้ศูนย์บริการสาธารณสุขรับผิดชอบประชากร จำนวน 95,247 คน (จากกรณีหน่วยบริการปฐมภูมิในระบบหลักประกันสุขภาพยกเลิกสัญญา) โดยวันที่ 1 ตุลาคมนี้ ประชากรทั้งหมดนี้จะย้ายมาอยู่ที่กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นจำนวนหลักแสนคนแรก โดยเราวางเป้าหมายว่าจะรับเพิ่ม 300,000 คน ในส่วนโรงพยาบาลของกรุงเทพมหานคร รวมทั้งโรงพยาบาลที่กำลังก่อสร้างใหม่ก็จะเปิดรับเพิ่มเช่นกัน แต่การรับเพิ่มอย่างไรก็ไม่สามารถรองรับประชากรทั้งหมด 3,600,000 คนได้อยู่แล้ว ไม่ได้คิดว่าจะรับทั้งหมด
”ที่ต้องพูดเรื่องนี้ เพราะบางครั้งเมื่อเราดำเนินการในลักษณะนี้ รวมทั้งก่อนหน้านี้ที่เราทำโมเดลโรงพยาบาล หรือเปิดบริการต่าง ๆ เอง อาจทำให้เข้าใจว่าเราไม่แคร์หรือไม่ให้ความสำคัญกับคลินิกอบอุ่น ซึ่งไม่ใช่ เราพยายามช่วย เพราะคลินิกอบอุ่นเองสามารถรับประชากรได้จำนวนไม่มาก หากยังมีความหนาแน่นอยู่ ประชาชนก็เดือดร้อน เราจึงพยายามเป็นทางเลือกเพิ่มเติม ไม่ใช่การทดแทน อยากให้คลินิกอบอุ่นรู้สึกว่าเราเป็นพวกเดียวกัน ไม่เช่นนั้นอาจเกิดความขัดแย้ง เพราะบางแห่งอาจรู้สึกว่าเราเข้าไปทำงานคล้ายแข่งกัน แต่ไม่ใช่ เรารับประชากรเพิ่ม และจะวางแผนให้รับเพิ่มอีก 2 แสนคนให้เร็วขึ้น ให้ได้ 3 แสนคนตามเป้าใน 3 ปี“ รองผู้ว่าฯกทม.กล่าว
นอกจากนี้ จะขยายให้ศูนย์บริการสาธารณสุขของกรุงเทพมหานคร ซึ่งมีทั้งขนาดเล็ก กลาง และใหญ่ ให้รองรับประชากรได้ตามจำนวนที่เหมาะสม ศูนย์ขนาดเล็กควรจะรองรับได้ประมาณ 8,000-10,000 คน ขนาดกลาง 12,000-15,000 คน และขนาดใหญ่จะให้รองรับได้ถึง 20,000 คน แต่ปัจจุบันก็มีศูนย์ฯบางส่วนที่รับประชากรมากถึง 27,000 คน ซึ่งเกินจำนวนที่เหมาะสม ด้วยข้อจำกัดที่เราไม่สามารถย้ายประชาชนได้ เราจึงได้ขยายศักยภาพโดยการเพิ่มเวลา ขยายให้ศูนย์บริการสาธารณสุขทำงานในช่วงเย็นและวันเสาร์-อาทิตย์ รวมทั้งจ้างแพทย์เป็นช่วงเวลาเพิ่มเติม เพราะเมื่อเพิ่มจำนวนประชากร จะมีการกำหนดอัตราส่วนต่อแพทย์ด้วยว่าแพทย์ต้องมีจำนวนเท่าใด ก็จะต้องเพิ่มแพทย์ด้วย
ในส่วนของแพทย์ที่จะลงไปอยู่ในระดับปฐมภูมิ โดยปกติจะเป็นแพทย์ทั่วไปหรือแพทย์เวชศาสตร์ครอบครัว ซึ่งเป็นแพทย์ที่ดูแลผู้ป่วยเบื้องต้น เพราะแพทย์เฉพาะทางจะอยู่ที่โรงพยาบาล เราจะดำเนินการใน 2 แนวทาง คือ อย่างแรก การจ้างแพทย์เฉพาะทางเป็นช่วงเวลาให้ลงไปให้บริการ โดยจะมีแพทย์เฉพาะทางบางสาขา หรือบางกลุ่มโรค ลงไปให้บริการเป็นบางวัน อย่างที่ 2 กำลังคิดเรื่องการนำแพทย์เฉพาะทางหมุนเวียนลงไป ทั้งจากโรงพยาบาลใหญ่ไปยังโรงพยาบาลขนาดกลางของเรา และอาจจัดเป็นรอบรายสัปดาห์เพื่อไปพบประชาชนหรือแพทย์ในศูนย์บริการสาธารณสุขด้วย
อีกเรื่องหนึ่งที่ทำมานานแล้ว แต่ยังไม่ได้ถูกนำมาใช้มาก คือ หมอเทเลเมดิซีน โดยหลักการเราอยากให้หมอที่โรงพยาบาลใหญ่ออนจอไป เช่น ไปหาเภสัชกร ไปหาคุณหมอที่คลินิกอบอุ่น หรือไปหาคุณหมอที่ศูนย์บริการสาธารณสุข เช่น มีเคสที่มีความซับซ้อนของโรคบางอย่าง และหมอที่ศูนย์บริการสาธารณสุขต้องการคำปรึกษา การปรึกษาจะไม่ใช่เพียงการโทรคุย แต่สามารถให้คนไข้เห็นหมอที่โรงพยาบาลได้ด้วย ซึ่งวิธีนี้จะเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับศูนย์บริการสาธารณสุขและคลินิก และจะทำให้หมอสามารถให้คำปรึกษาได้มากขึ้น เพราะหมอไม่ต้องไปพบคนไข้ตัวต่อตัว
อย่างไรก็ดี การปรึกษาในลักษณะนี้มีข้อจำกัด พบว่าจำนวนการใช้งานเพิ่มขึ้นไม่มาก ในระหว่างบุคลากรด้วยกันเอง ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นเพราะมีขั้นตอน ที่ต้องแสดงตัวตนหรือดำเนินการบางอย่าง ซึ่งทำให้รู้สึกว่ายุ่งยาก หากแก้ไขได้อาจมีการปรึกษาออนจอกันมากขึ้น แต่ถ้าเป็นคนไข้ที่ไปที่ปฐมภูมิแล้วต้องการพบหมอผ่านจอ จะมีกระบวนการที่ต้องดำเนินการอย่างจริงจังในการยืนยันตัวตน เพราะเกี่ยวข้องกับข้อมูลคนไข้ ความลับ และเรื่องอื่น ๆ หมอก็ต้องเป็นหมอจริง ต้องมีระบบปกป้องความปลอดภัย จึงทำให้การทำงานเพิ่มขึ้น 1-2 ขั้นตอน อาจทำให้การพบคนไข้ที่โรงพยาบาลมีความยุ่งยากขึ้น ซึ่งตรงนี้ต้องแก้ไข
ทั้งนี้ ตลอด 4 ปีที่ผ่านมา ที่คิดว่าการนำระบบนี้มาใช้ อย่างน้อยน่าจะได้ประมาณ 1 ใน 4 ของการใช้งานทั้งหมด แต่ปัจจุบันมีการใช้อยู่ที่ 15% แต่ก็ยังดีกว่าไม่ได้ใช้ คนไข้เริ่มพบหมอออนไลน์ได้มากขึ้น โรงพยาบาลออนไลน์ของเราได้รับความนิยมมาก แต่การใช้งานที่ได้รับความนิยมส่วนใหญ่เป็นเรื่องการถามอาการหรือเรื่องต่าง ๆ ประมาณครึ่งหนึ่ง อีกครึ่งจะเป็นการสอบถามเรื่องสิทธิ์ เรื่องบริการ การปรึกษาเรื่องอื่น ๆ ทางการแพทย์ รวมถึงการปรึกษาปัญหาส่วนตัวก็มีเช่นกัน ก็ถือว่ามีข้อดีทำให้ไม่เครียด ถือว่าเป็นการใช้งานที่เป็นประโยชน์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

