ปชน.คาใจคดีฮั้วสว. รุมขย่มกกต. ยื่นปปช.ฟันไม่เลี้ยง ‘เท้ง’ขู่วันศุกร์นี้เจอกันแน่ พี่ศรีเชือดพยานพลิกลิ้น ฝ่ายค้านล็อกเป้าซักฟอก จ่อยื่นญัตติเดือนตุลาคมนี้

“ณัฐพงษ์” ยัน “ปชน.” พร้อมลุยยื่น “ป.ป.ช.” เอาผิด “กกต.”เอี่ยวเอื้อ “ฮั้วสว.” ไม่เกินศุกร์นี้ ลั่นล็อกเป้ายื่นเปิด “ซักฟอกรัฐบาล” คาดช่วงตุลาคมไม่เกินต้นพฤศจิกายนนี้ ย้ำขอเป็นไปตามที่ปธ.สภาฯพูดจะไม่มี “บล็อก-เตะถ่วง” เคสโกง สว. ด้าน “สว.นันทนา” ซัดกกต.ทำงานมั่ว หลังมีชื่อสำนวนกลุ่มฮั้ว ยันไม่เคยถูกแจ้งข้อกล่าวหา ขณะที่’วุฒิสภา‘ถกรายงานเพิ่มประสิทธิภาพเลือกตั้ง ชงยกเครื่องแก้รัฐธรรมนูญ ร่างพรบ.กกต.-พรบ.เลือกตั้งสส.ปรับโครงสร้างที่มากกต.ขณะที่สว.ประสานเสียงหนุนประชาชนเข้าชื่อ5หมื่น สอยองค์กรอิสระได้
เมื่อวันที่ 21 กันยายน 2569 ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงความคืบหน้าไทม์ไลน์คดีฮั้ว สว.จะเดินหน้าอย่างไรต่อว่า พรรคประชาชนเราเดินหน้าตามกฎหมายที่ถูกต้องในการพยายามเอาผิดคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องที่เราเชื่อว่ามีเหตุเบื้องหลัง ที่ไม่ได้ดำเนินการทุกอย่างอย่างตรงไปตรงมาหรือว่าใช้อำนาจหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งตอนนี้ทีมกฎหมายของพรรคประชาชนเตรียมคำร้องที่จะยื่นร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เสร็จแล้วตั้งแต่สัปดาห์ที่ผ่านมา แต่อาจมีข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นระหว่างสัปดาห์ หรือมีข้อมูลหลักฐานพยานขึ้นใหม่ ทำให้เราต้องมีการปรับปรุงคำร้องให้ รอบคอบรัดกุมมากยิ่งขึ้น ยืนยันว่า ขณะนี้พร้อมที่จะยื่นได้ทันที น่าจะอยู่ภายในกรอบสัปดาห์นี้เช่นเดียวกัน แต่บางทีอาจมีเหตุการณ์เกิดขึ้นเฉพาะหน้า ที่ทำให้ต้องปรับปรุง หากไม่มีอะไรเพิ่มเติมตอนนี้ที่มองไว้คิดว่าไม่เกินวันศุกร์นี้ตนจะเป็นผู้ไปยื่นคำร้องต่อ ปปช.โดยตรง
‘เท้ง’ยื่นซักฟอกต.ค.หรือต้นพ.ย.
เมื่อถามถึงความคืบหน้าการยื่นขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจเตรียมไปถึงไหนแล้ว นายณัฐพงษ์ ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร กล่าวว่า ได้คุยกับพรรคร่วมฝ่ายค้านพรรคอื่น ๆ เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ยืนยันว่าอยู่ในกรอบสมัยการประชุมนี้แน่นอน เชื่อว่าอยู่ภายในช่วงเดือนต.ค.ไม่เกินต้นเดือนพ.ย.นี้แน่นอน ที่ญัตติจะเข้าสู่สภา แต่ยังให้รายละเอียดได้ไม่มาก
เมื่อถามถึงกรณีคดีฮั้ว สว. จะเป็นประเด็นหลักหรือเป็นแค่ส่วนหนึ่งของการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เห็นว่านายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ออกมาให้สัมภาษณ์ว่าไม่มีความพยายามในการเตะสกัด หรือพยายามบล็อกไม่ให้นำเรื่องโกง สว. มาอภิปรายไม่ไว้วางใจ ก็อยากให้ประธานรัฐสภายืนยันในหลักการเช่นนี้ต่อไป เพราะการอภิปรายในตัวคุณสมบัติพฤติกรรมที่มาจากผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ของรัฐบาลโดยตรงแม้จะอยู่ในหรือนอกรัฐบาลชุดนี้นั้นเป็นสิ่งที่สามารถนำอภิปรายไม่ไว้วางใจได้
สว.นันทนาซัด’กกต.’ทำงานมั่ว
น.ส.นันทนานันทวโรภาส ส.ว.กล่าวถึงกรณีที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยมติสำนวนไต่สวนการเลือก ส.ว. ข้อกล่าวหาที่ 4-7 เมื่อวันที่ 14 ก.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งพบรายชื่อ ส.ว.กลุ่มพันธุ์ใหม่อยู่ในสำนวนไต่สวนที่แยกจากสำนวนหลัก ซึ่ง กกต.มีมติเอกฉันท์ยกคำร้อง ว่า ประเด็นที่ถูกยื่นร้อง ตนไม่ทราบมาก่อน และรู้สึกงงว่าเกิดอะไรขึ้น ซึ่งวันนี้ (21 ก.ย.) ตนให้นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย ส.ว. ในฐานะตัวแทนกลุ่มไปยื่นหนังสือต่อ กกต. เพื่อสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้น เพราะหากตกเป็นผู้ถูกกล่าวหา ควรมีเอกสารแจ้งและเชิญไปให้ปากคำ แต่ที่ผ่านมาไม่เคยมีรายละเอียดดังกล่าวปรากฏ
“กกต.อย่าทำงานมั่ว เพราะคำร้องที่ถูกยกไปนั้นไม่มีที่มาที่ไป เหมือนพยายามทำให้กลุ่มต่างๆ เหมือนกับ ส.ว.กลุ่ม 229 คน ทั้งที่ไม่เหมือนกัน เนื่องจากไม่เคยถูกกล่าวหามาก่อน ไม่มีที่มาที่ไป ที่เขียนในเอกสารข่าวบอกแค่มาตรา แต่รายละเอียดไม่ชัดเจนว่าทำอะไร ที่ไหน พฤติกรรมอย่างไรที่ถือเป็นความผิด ทำให้ต้องตกเป็นผู้ถูกกล่าวหาโดยไม่เคยแจ้งข้อกล่าวหา ในฐานะผู้เสียหายต้องทวงถาม กกต.ถึงมาตรฐานการทำงาน”น.ส.นันทนา กล่าว
ไม่มีการจัดเลี้ยงที่ห้องจูปิเตอร์
เมื่อถามว่า เรื่องที่ถูกยกคำร้องมองว่าเป็นกรณีเดียวกับการประชุม ที่ห้องจูปิเตอร์ เมื่อ 25 มิถุนายน 2567 หรือไม่ น.ส.นันทนา กล่าวว่า ตนไม่เคยไปร่วมประชุมกับใคร ยกเว้นที่ห้องจูปิเตอร์ หากบอกว่าเป็นการจัดเลี้ยง ที่ห้องจูปิเตอร์ไม่มีการจัดเลี้ยง แม้กระทั่งเลี้ยงน้ำ และในวันดังกล่าวมี กกต. และสื่อมวลชนไปสังเกตการณ์ด้วย ดังนั้นหากบอกว่าเป็นการจัดเลี้ยง คิดว่าไม่น่าจะใช่
กกต.ไม่เคยเรียกไปชี้แจงข้อหา
เมื่อถามถึงเหตุการณ์ที่ห้องจูปิเตอร์ มีการแจ้งข้อกล่าวหา หรือเรียกไปให้คำชี้แจงหรือไม่ น.ส.นันทนากล่าวว่า ไม่เคยมีและอยากตั้งข้อสังเกตว่า เรื่องนี้เป็นประเด็นหลังจากที่นายศุภชัย ใจสมุทร ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และนายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. พูดในช่วงนี้ทำให้สงสัยต่อการทำงานของ กกต.ว่าได้ตรวจสอบตามหลักฐานอย่างถูกต้องหรือตามธงของใครที่ชี้ช่อง กกต.ต้องเป็นกลาง คนผิดต้องผิดตามหลักฐาน หากเข้าสู่กระบวนการ ต้องเป็นไปตามขั้นตอนที่ถูกต้อง ไม่ใช่ถูกชี้เป้า กกต.ทำงานเหมือนมีใบสั่ง มีธงให้ทำ
เชื่อคดีฮั้ว229คนไมถึงตัวใหญ่
น.ส.นันทนากล่าวต่อว่า ส่วนที่บอกว่ามีอีก 3สำนวนที่พิจารณาและต้องสอบเพิ่ม หมายถึงว่าหลักฐานไม่พอ หรือไม่มีหลักฐานพอต้องสอบเพิ่ม จะเป็นความยุติธรรมหรือความไม่เท่าเทียม หรือเป็นการเลือกปฏิบัติหรือไม่ กกต.ต้องตอบคำถามให้ได้ว่ามีธงตรวจสอบหรือไม่ เมื่อถามว่า มองการทำงานของ กกต.ต่อการสอบสวนคดีฮั้วอย่างไร น.ส.นันทนากล่าวว่า กกต.ทำงานมั่วมาก ไม่มีมาตรฐาน และต้องการเบี่ยงประเด็นจากเรื่องฉาวของตนเอง ที่ตัดตอน คดีฮั้ว สว.ของกลุ่ม 229คน ที่ไม่ถึงคนบงการ
จี้ดำเนินคดีพยานที่กลับคำให้การ
ที่สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติรักแผ่นดิน เดินทางมายื่นคำร้องขอให้ตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายโดยเคร่งครัด เพื่อมีมติเพิกถอนการกันบุคคลไว้เป็นพยานและให้การกันบุคคลไว้เป็นพยานสิ้นสุดลง กรณีมีการฮั้ว สว.อาจเป็นไปโดยไม่สุจริต และเที่ยงธรรมตามที่กฎหมายบัญญัติและเร่งดำเนินคดีอาญา มาตรา 137, 175, 177 กับ 3 พยานที่กลับคำให้การในกรณีดังกล่าวโดยเร็ว
นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า สืบเนื่องจาก กกต.ได้ออกมาตั้งโต๊ะแถลงเมื่อวันที่ 14 ก.ย.2569 ถึงผลการสืบสวน สอบสวน กรณีการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (สว.) อาจเป็นไปโดยไม่สุจริต และเที่ยงธรรมตามที่กฎหมายบัญญัติ และได้มีมติส่งศาลฎีกาฟ้องบุคคลต่าง ๆ ที่มีส่วนพัวพันคดีฮั้ว สว.จำนวน 77คน โดยผลการวินิจฉัยของ กกต.ที่เสียงส่วนใหญ่ไม่ฟ้องคณะกรรมการบริหารพรรคสีน้ำเงิน แต่เลือกฟ้อง สว.เพียง 26คนและทีมงานเครือข่ายอันแสดงให้เห็นว่า ข้อเท็จจริงที่ได้จากการสืบสวนในสำนวนพบหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า มีการโกงการเลือก สว.เกิดขึ้นจริง แต่ทว่าหลังการแถลงของประธาน กกต.ว่า เสียงข้างมากไม่รับฟังพยาน 3 รายที่ กกต.เคยมีมติกันไว้เป็นพยาน ตามมาตรา 65 แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 และ ระเบียบคณะกรรมการการเลือกตั้งว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการกันบุคคลไว้เป็นพยานโดยไม่ดำเนินคดีอาญา พ.ศ.2563 ได้แก่ พยานรหัส 16 พยานรหัส 21 และ พยานรหัส 22 แต่กลับมีการเปลี่ยนแปลงคำให้การ ทำให้ กกต.เสียงข้างมากอ้างว่าไม่น่าเชื่อถือ ส่งผลต่อข้อกล่าวหาในคดีฮั้ว สว. “ไม่น่าเชื่อถือ”เพราะมากลับคำให้ภายหลัง สร้างความสงสัยให้กับคนในแวดวงกฎหมาย
เพิกถอนบุคคลที่กันไว้เป็ยพยาน
เมื่อพยานดังกล่าวกล้าที่จะกลับคำให้การ ก็ต้องเป็นหน้าที่ของ กกต.เพราะเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายอาญา ที่จะต้องมีมติเพิกถอนการกันบุคคลไว้เป็นพยานและให้การกันบุคคลไว้เป็นพยานสิ้นสุดลง ตามระเบียบ กกต.ว่าด้วยหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการกันบุคคลไว้เป็นพยานโดยไม่ดำเนินคดีฯ ข้อ10 โดยต้องดำเนินคดีอาญาทันที 2 ข้อหาโดยเร็ว คือ ข้อหาที่ 1 คดีเลือกตั้งเกี่ยวกับการเพิกถอนสิทธิทางการเมือง ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง สว.มาตรา62 และข้อหาที่2 ความผิดฐานแจ้งความเท็จ/ให้การเท็จต่อเจ้าพนักงาน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 137, 175,177 ทั้งนี้ หาก กกต.เพิกเฉย อาจถือได้ว่ากระทำความผิดอาญาเสียเอง ตาม พ.ร.ป.ว่าด้วยกกต.2560 มาตรา69
วุฒิสภา‘ถกรายงานจัดเลือกตั้ง
ที่รัฐสภา มีการประชุมวุฒิสภา มีนายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณารายงานการศึกษาและข้อเสนอแนะเพื่อการพัฒนากระบวนการเลือกตั้งของไทยอย่างเสรีและเป็นธรรม ตามที่คณะกรรมาธิการการพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค พิจารณาเสร็จแล้ว โดยนายนรเศรษฐ์ ปรัชญากร สว.ในฐานะประธานกมธ. ชี้แจงเนื้อหารายงานว่า มีเป้าหมาย 3 ประการคือ 1.นำเสนอปัญหาการเลือกตั้ง ที่ถูกตั้งคำถามไม่เสรีและเป็นธรรม 2.จัดทำแนวทางการมีส่วนร่วมของประชาชนในช่วงก่อน ระหว่าง และหลังเลือกตั้ง 3.จัดทำข้อเสนอต่อองค์กรที่เกี่ยวกับการจัดเลือกตั้ง
แบ่งเขตเบอร์เดียวทั่วประเทศ
ขณะที่ น.ส.อชิรญา บุญตา คณะทำงานรายงานฯ กล่าวว่า กมธ.เสนอการจัดทำร่างกฎหมายเพื่อปฏิรูปการเลือกตั้ง 3ฉบับ คือ1.ร่างแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เสนอแก้ไข 6ประการ อาทิ ให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งแบบแบ่งเขตใช้หมายเลขเดียวกับหมายเลขประจำพรรคทั่วประเทศ ลดความสับสนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง การกำหนดให้พรรคการเมืองที่จะได้รับการจัดสรรสส.บัญชีรายชื่อ ต้องมีเกณฑ์คะแนนขั้นต่ำ เพื่อสร้างคุณภาพพรรคการเมืองในรัฐสภา การให้ประชาชน 5หมื่นคน เข้าชื่อร้องต่อประธานรัฐสภา ให้รัฐสภาลงมติถอดถอนกกต.ได้ โดยใช้คะแนนเสียงไม่น้อยกว่า2ใน 3ของที่ประชุมรัฐสภา 2.แก้ไขร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยกกต. อาทิ ลดเกณฑ์อายุกกต.ขั้นต่ำจาก 35 -70ปี การปรับปรุงโครงสร้างคณะกรรมการสรรหาของกกต. ให้ยึดโยงกับประชาชนและมีดุลยภาพมากขึ้น
ตรวจคุณสมบัติผู้สมัครสส.3วัน
3.ร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง สส.อาทิ กำหนดให้กกต.ต้องตรวจสอบคุณสมบัติของผู้สมัครให้แล้วเสร็จและรายงานกลับภายใน3วัน การให้พรรคการเมืองยื่นบัญชีรายชื่อ เพื่อจับฉลากกำหนดหมายเลขประจำพรรคก่อนวันรับสมัครสส.แบ่งเขต เพื่อให้พรรคการเมืองมีหมายเลขเดียวกันทั่วประเทศ การเพิ่มการยกเว้นการกระทำที่เป็นประโยชน์สาธารณะ ให้หน่วยงานรัฐหรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดยานพาหนะรับส่งคนพิการ ผู้สูงอายุไปใช้สิทธิเลือกตั้งได้อย่างเป็นธรรม ปราศจากการครอบงำ ข้อเสนอเหล่านี้ช่วยสร้างระบบนิเวศทางประชาธิปไตยใหม่ แก้ไขตั้งแต่โครงสร้างองค์กร กระบวนการจัดการบริหาร การคุ้มครองสิทธิประชาชนอย่างเท่าเทียม
ผ่าตัดโครงส้ราง’กกต.’ใหม่หมด
นายพรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สว.กล่าวว่า ปัญหาโครงสร้างคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)คือ เป็นทั้งผู้จัดการเลือกตั้ง และมีอำนาจสืบสวน ไต่สวน วินิจฉัย สั่งนับคะแนนใหม่ หรือเลือกตั้งใหม่ ให้องค์กรเดียวเป็นทั้งผู้ปฏิบัติการ ตำรวจ และอัยการ ทำให้เกิดคำถามความขัดกันของบทบาท และหน้าที่ความรับผิดชอบ ควรแยกอำนาจการจัดการเลือกตั้ง ออกจากการตรวจสอบการเลือกตั้ง ป้องกันการตรวจสอบการทำงานของตัวเอง ล่าสุดกกต.พิจารณาสำนวนมีผู้ถูกร้อง 427ราย แต่มีมติยื่นคำร้องต่อศาล ดำเนินคดีอาญา 77ราย เป็นสว.26ราย สิ่งที่ควรถามคือ ถ้ากระบวนการหนึ่งมีข้อร้องเรีนและข้อกังขามากขนาดนี้ จะปรับเพียงรายละเอียดปลีกย่อย หรือตรวจสถาปัตยกรรมของระบบตั้งแต่ต้น ขอเสนอชำแหละโครงสร้างกกต. ประกอบใหม่ คนจัดเกมไม่ควรเป็นคนเดียวกับคนตัดสินเกมของตัวเอง กกต.มี 7คน แต่มีอำนาจตามกฎหมายสูงต่อกระบวนการการเมือง ทั้งอำนาจสืบสวน ไต่สวน สั่งนับใหม่ เลือกตั้งใหม่ ยิ่งอำนาจมาก ความรับผิดชอบต่อประชาชนก็ต้องมากด้วย ควรฟื้นกลไกประชาชน 5หมื่นคน เข้าชื่อถอดถอนองค์กรอิสระได้ ขอให้รัฐสภา รัฐบาล เคารพ 21.6ล้านเสียงที่เห็นชอบให้ร่างรัฐธรรมนูญใหม่โดยเร็ว และแก้ไขรายมาตราควบคู่ไป โดยเฉพาะเรื่องการเลือกสว.และบทบาท กกต.
ต้องรีบแก้ไข-ปชช.ถูกรวบอำนาจ
น.ส.นันทนา นันทวโรภาส สว.อภิปรายว่า การเลือกสว. และเลือกตั้งสส.ครั้งล่าสุด ทำให้เกิดวิกฤติศรัทธาต่อกกต. มั่นใจว่า ในช่วงชีวิตตนไม่มีการเลือกตั้งครั้งใดเละเทะ เท่าการเลือกตั้งสส. วันที่ 8ก.พ.2569 ขอเสนอการบริหารจัดการเลือกตั้ง ควรแยกเป็น 2ฝ่ายคือ ฝ่ายจัดการ กับฝ่ายตรวจสอบ กกต.ควรทำหน้าที่บริหารจัดการเลือกตั้งเท่านั้น โดยให้ศาลเป็นฝ่ายตรวจสอบ การให้ใบเหลือง ใบส้ม ใบแดง ใบดำ ควรเป็นศาล แต่กกต.ไม่ค่อยแจกใบพวกนี้ เห็นแต่แจกใบน้ำเงินให้ผ่านฉลุยอย่างเดียว ที่มาของกกต. ต้องยึดโยงประชาชน ไม่ใช่ให้สว.ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งมาเลือก นี่คือความอัปลักษณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ต้องแก้ไขด่วน เพราะเขียนที่มาสว.แบบวิปริตสร้างปัญหา สุ่มเสี่ยงประชาชนจะถูกกินรวบอำนาจ โดยพรรคที่ควบคุมองค์กรอิสระได้ ควรให้สส.เป็นผู้เลือกองค์กรอิสระ ที่มา กกต.ควรหลากหลาย ไม่จำกัดเฉพาะข้าราชการ เพราะองค์กรอิสระจะกลายเป็นบ้านพักข้าราชการชรา หลังเกษียณอายุราชการควรลดอายุผู้สมัคร เริ่มต้นที่ 35ปี ความแก่ไม่ได้ช่วยให้มีวุฒิภาวะที่ดี
ต้องมีบทลงโทษผู้กระทำไม่สุจริต
ที่สำคัญต้องมีบทลงโทษผู้ดำรงตำแหน่งที่ไม่สุจริต ให้ประชาชนเข้าชื่อถอดถอนได้ ขณะที่การรายงานผลเลือกตั้งต้องรวดเร็ว โปร่งใส แต่กกต.จัดเลือก สว.เสร็จตอนตี5 เลือกได้ช้าจนคนสงสัย หรือเลือกสส.วันที่ 8ก.พ.2569 เปิดหีบนับคะแนนถึง 2ทุ่ม แล้วก็หยุดไปดื้อๆ ค้างอยู่ที่ 18% นาน 2-3ชั่วโมง จนบางคนสงสัยมีซีเคร็ทรูม ตกแต่งผลเลือกตั้งหรือไม่ ส่วนเกณฑ์การวินิจฉัยบัตรเสียก็ไม่มีความชัดเจน หากยึดเจตจำนงผู้เลือกเป็นสำคัญ ปัญหาการใช้ดุลพินิจของกรรมการประจำหน่วยจะลดลง เช่น การแสดงเครื่องหมายต้องการคนใด พรรคใด แม้เป็นเครื่องหมายถูก วงกลม กากบาท อยู่ในกรอบจะเกินไปนิด ขาดไปหน่อย ให้ยึดเจตนาเป็นสำคัญ ไม่ใช่ขานบัตรเสีย สุดท้ายเรื่องการสื่อสารเลือกตั้งกับประชาชน นอกจาก กกต.จะไม่ทำแล้วยังกีดกันผู้มาช่วยรณรงค์ เมื่อประชาชนมารณรงค์ เช่น ไอลอว์ ก็ไปฟ้องเขา หวังว่า จะปรับปรุงเพื่อให้การเลือกตั้งไทยเป็นสากล เรียกได้เต็มปากว่า Free and fair election
‘พิสิษฐ์’มึนดึงDSIสอบโกงเลือกตั้ง
ด้าน นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สว. อภิปรายว่า ขอตั้งข้อสังเกต มาตรา 49 พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) กรณีหน่วยงานรัฐได้รับเรื่องความผิดเกี่ยวกับการเลือกตั้ง เมื่อกกต.เห็นสมควรดำเนินการเอง หน่วยงานรัฐต้องส่งเรื่องให้กกต.ใน7วัน การระบุเช่นนี้เหมือนเส้นบางๆระหว่างกกต.กับหน่วยงานสอบสวนอื่นๆ โดยเฉพาะดีเอสไอขอถามว่า มีการเลือกตั้งครั้งใดที่ดีเอสไอ.ที่อยู่ในสังกัดกระทรวงยุติธรรม มาตรวจสอบการเลือกตั้ง แบบนี้เรียกว่า มาตรฐานใช่หรือไม่ การตรวจสอบขององค์กรอิสระ แต่นำเอาหน่วยงานที่พรรคการเมืองเป็นรัฐมนตรีมาตรวจสอบเป็นธรรมแล้วใช่หรือไม่ ขอเรียนว่า เมื่อกกต.มีคำวินิจฉัยแล้ว ควรเคารพกฎหมาย อย่าใช้วิธีเดิมๆ เบื่อมากกับการชวนคนลงถนน แล้วปฏิวัติรัฐประหาร มาเขียนรัฐธรรมนูญใหม่ มาตั้งแต่ปี 2550 พอปี2570 ก็จะเอาอีกใช่หรือไม่ เหตุที่ประเทศไทยเขียนรัฐธรรมนูญหลายฉบับ เพราะรอไม่เป็น รอให้คนอื่นบริหารให้เสร็จสิ้น แล้วใช้กระบวนการทางรัฐสภา รายงานฉบับนี้เป็นรายงานที่ดี แต่จะสมบูรณ์มากๆหากนำมาตรา49 มาพิจารณาด้วย
‘โรม’จี้เปิดพฤติการณ์’ทองเจือ’
นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.)ได้โพสต์ข้อความบนเฟสบุ้คส่วนตัว ระบุว่า คดีโกงสอบท้องถิ่นวอนนายกฯ เปิดชื่อ เปิดพฤติกรรมที่ปรึกษาบนหัว ใกล้วันที่ 30กันยายน2569 ที่คุณอนุทิน ขีดเส้นตายสรุปจบกรณีทุจริตสอบท้องถิ่นก็ได้เห็นคุณอนุทินออกท่าทีขึงขังไม่เว้นวัน ลั่นวาจาจะดำเนินการอย่างเต็มที่ไม่เกรงใจใคร เพราะเรื่องที่เกิดขึ้นเปรียบเหมือนกับมาโกงบนหัวตัวเอง พร้อมย้ำยังยึดมั่นในคำคม”ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม”อยู่เสมอ แต่ไม่รู้ทำไม พอเป็นชื่อของ”ทองเจือ ชาติกิจเจริญ”อดีตที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยสมัยเกิดกรณีการทุจริต (ชื่อ อนุทิน ชาญวีรกูล) และปัจจุบันก็ยังเป็นทีมทำงานนายกรัฐมนตรี (ชื่อ อนุทิน ชาญวีรกูล) ผู้ซึ่งถูกระบุว่าเข้าไปมีส่วนยุ่งเกี่ยวกับมหาวิทยาลัยที่จัดสอ ท่าทีของคุณอนุทินก็ดูจะแปลกๆไป ตอนแรกก็บอกว่าได้ให้คุณทองเจือทำรายงานพฤติการณ์ของตัวเอง และให้ทีมงานตรวจสอบแล้ว อ้างว่าไม่พบการกระทำผิด แต่ก็ประสานขอข้อมูลจากตำรวจและ ปปช.อีกทางหนึ่ง แต่ต่อมาพอ ผบ.ตร.ส่งข้อมูลกลับมาให้แล้ว นักข่าวไปถามขอข้อมูล กลับบอกว่ายังเปิดให้ไม่ได้ รอให้ถึงเวลาก่อน (เมื่อไหร่ไม่รู้) ผมว่าถึงจุดนี้ ไม่ต้องมาปิดชื่อ ถือพฤติกรรมอะไรกันแล้ว”
นายรังสิมันต์ ระบุอีกว่า ช่วยเปิดทั้งชื่อและพฤติกรรมทั่งหมดของที่ปรึกษาบนหัวของคุณอนุทินออกมาตอนนี้เลยดีกว่าว่า ตกลงแล้วบริสุทธิ์ปราศมลทินจริงๆหรือไม่ ไม่เห็นต้องเกรงใจใครเลยนี่นะ สังคมจะได้รู้กันว่าควรจะเรียกร้องความรับผิดชอบจากคุณอนุทิน ที่เป็นผู้ตั้งคนคนนี้ขึ้นมาเป็นที่ปรึกษา ด้วยมากน้อยขนาดไหน รวมถึงจะได้รู้กันด้วยว่ายังมีใครอยู่บนหัวทั้งคุณอนุทินและคุณทองเจืออีกหรือไม่ ป.ล.วันพฤหัสฯ ที่ 24 ก.ย. 69 นี้ กมธ.กฎหมายฯ จะพิจารณาต่อในกรณีการโกงสอบท้องถิ่น หากมีความคืบหน้าเพิ่มเติมอีก จะนำมาแจ้งให้พี่น้องประชาชนได้ทราบต่อไปครับ
นายกอบจ.นนท์’นฤพนธ์’ชนะส้ม
วันเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำจังหวัดนนทบุรี รายงานผลการนับคะแนนการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) นนทบุรี อย่างไม่เป็นทางการ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 20 ก.ย. 2569 เพื่อทดแทนตำแหน่งที่ว่างลง หลังจาก พ.ต.อ.ธงชัย เย็นประเสริฐ อดีตนายก อบจ.นนทบุรี เสียชีวิต ซึ่งมีผู้สมัครจำนวน 6 คน โดยเรียงตามคะแนน ปรากฏผลดังนี้ อันดับ1 คือ หมายเลข 1 นายนฤพนธ์ เย็นประเสริฐ กลุ่มผึ้งหลวง ได้คะแนน 193,653 คะแนนอันดับ 2 หมายเลข 4 นายเดชรัต สุขกำเนิด พรรคประชาชน ได้คะแนน 138,274 คะแนนอันดับ 3 หมายเลข 6 นายธามม์ พักตร์บวร ผู้สมัครอิสระ ได้คะแนน 7,376 คะแนนอันดับ 4 หมายเลข 2 พลเอก นิพนธ์ สีตบุตร ผู้สมัครอิสระ ได้คะแนน 3,770 คะแนนอันดับ 5 หมายเลข 3 นายชุติพนธ์ ปิ่นมณี ผู้สมัครอิสระ ได้คะแนน 1,961คะแนน อันดับ 6 หมายเลข 5 ว่าที่ร้อยตรี นนทพันธ์ ปพัฒน์พรเจริญ ผู้สมัครอิสระ ได้คะแนน 1,263 คะแนน ผลเลือกตั้งนายก อบจ.นนท์ นับ 100% ‘นฤพนธ์’ 1.9 แสน ‘เดชรัต’ 1.3 แสน ทั้งนี้ มีจำนวนผู้ใช้สิทธิเลือกตั้งทั้งหมด 1,075,199 คน โดยมีผู้มาใช้สิทธิ 376,278 คน แบ่งเป็นบัตรดี 346,297 ใบ บัตรเสีย5,296ใบและบัตรไม่เลือกผู้สมัครผู้ใด 24,685 ใบ.
‘เท้ง‘ ยืดอกรับพรรคส้มพ่ายแพ้
นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) กล่าวถึงผลเลือกตั้งนายกอบจ.นนทบุรี ที่พรรคประชาชนแพ้ แม้จะชนะได้ สส.ทั้ง 8เขต สะท้อนอะไรบ้าง ว่า ถ้าดูสัดส่วนคะแนน หรือคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของที่ออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้ง ช่องว่างคะแนนลดลง พวกเราในฐานะการเมือง ผลการเลือกตั้งเป็นแบบไหนเราก็ต้องยอมรับแบบนั้น หากฟังการแถลงของ นายเดชรัต สุขกำเนิด ผู้สมัครรับเลือกตั้งนายกอบจ.นนทบุรี พรรคประชาชน เป็นช่วงเวลาหาเสียงที่สนุก ตัวนายเดชรัต ตนและทีมงาน ได้เรียนรู้อะไรใหม่ ๆ จากการหาสิ่งที่ผ่านมา ถ้าสังเกตเวลาไปปราศรัยย่อยพรรคประชาชน ก็จะมีการนำเสนอนโยบายเพิ่มจาก 20 นโยบายที่ใช้ในการหาเสียง สาระสำคัญ ตนและพรรคมาทำงานการเมืองเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลง สื่อสารวิธีคิดชุดนโยบาย ที่ต้องการนำเสนอต่อประชาชน ผลที่ออกมา แม้จะน้อมรับ แต่ตรงกันข้าม ถ้าไม่ส่งผู้สมัครเราจะเสียใจมากกว่านี้ เหตุที่ส่งลงสนามเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง
นายณัฐพงษ์กล่าวต่อว่า ส่วนผลคะแนนการเลือกตั้งครั้งนี้ เปอร์เซ็นต์เมื่อเทียบกับคนที่ออกมาใช้สิทธิ ช่องว่างถือว่าน้อยลง ส่วนเป็นเพราะมีผู้สมัครจำนวนมากทำให้คะแนนกระจายหรือไม่ ตนไม่อยากบอกว่า เป็นปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง มันคงมีหลายปัจจัย แต่ตัวเลขที่เห็นได้ชัดคือคนออกมาใช้สิทธิ์น้อยลงจากผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทั้งหมด และความจริงเป็นหน้าที่ของทุกพรรคการเมือง และผู้สมัครที่จะช่วยกันรณรงค์ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์ให้มากที่สุด
อ้างแพ้เพราะปชช.มาใช้สิทธิ์น้อย
เมื่อถามว่า พรรคประชาชนจะทำอย่างไรกับผลการเลือกตั้ง เพราะล่าสุดการเลือกตั้งนายก อบจ.ราชบุรี ที่ตั้งเป้าว่าจะได้เก้าอี้ แต่ก็แพ้ รวมถึงครั้งนายกอบนนทบุรีล่าสุด ขณะที่ สส.ได้ยกจังหวัด แต่การเลือกตั้งท้องถิ่นแพ้ จะแก้ไขอย่างไร นายพิจารณ์ เชาวพัฒนวงศ์ เลขาธิการพรรคประชาชน กล่าวว่า หากดูการเลือกตั้งแต่ปี2566 ในรอบพรรคก้าวไกล ต่อเนื่องมาจนถึงการเลือกตั้ง และจังหวัดนนทบุรีปี 2568 และการเลือกตั้งใหญ่ ในเดือนกุมภาพันธ์ปี 2569 ถ้าดูสัดส่วนคะแนนดิบ พรรคได้รับ 4 การเลือกตั้งที่ผ่านมา ความนิยมของพรรคไม่ได้ลดลงและสัดส่วนกลับเพิ่มขึ้นด้วยซ้ำ ส่วนประเด็นการเลือกตั้งนายก อบจ.นนทบุรี ต้องยอมว่าผู้ออกมาใช้สิทธิเลือกตั้งน้อยหากเทียบการเลือกตั้ง นายก อบจ.นนทบุรีปี2568 คนใช้สิทธิ์ 41% แต่เมื่อวานนี้35% ตัวเลขลดลงน่าตกใจมาก ซึ่งประชาชนอาจจะไม่ได้รับรู้ว่า มีการเลือกตั้ง
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

