จับโป๊ะก๊วนสว.สีส้ม แฉ5ปมพิรุธ พิสิษฐ์ดับเครื่องชน จี้สอบเกณฑ์เดียวกัน ซัดส้มปั่นคนลงถนน อนุทินย้ำภท.ไม่เกี่ยว

กกต. เปิดเผยมติคดีฮั้วสว.ข้อกล่าวหาที่ 3 ชงศาลฎีกา-ฟันอาญา 36 ราย ยกคำร้อง 135 ราย “อนุทิน-เนวิน” รอด 5-2 เสียง ขณะที่ “ไชยชนก” ผ่านเอกฉันท์ ด้านนายกฯไม่หวั่นคนขยายปม สว.เคลื่อนไหวการเมือง ยันทุกอย่างต้องยึดตามกฎหมาย ย้ำพรรคภูมิใจไทยไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง ส่วน “พิสิษฐ์” เปิดหน้าชนตั้ง 5 ข้อสังเกต จับโป๊ะก๊วนสว.สีส้มจี้นำเข้าสู่กระบวนการแบบเดียวกัน จวกปากบอกประชาธิปไตยแต่ลากคนลงถนน นักวิชาการเผยยังไม่มีสัญญาณพิเศษล้มรัฐบาลยันกองทัพทำงานร่วมเป็นทีมไทยแลนด์+ลุยภารกิจชายแดน
เมื่อวันที่ 20 กันยายน 2569 สำนักงานคณะกรรม การการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยมติกกต.สำนวนการไต่สวนการเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.)ในข้อกล่าวหาที่ 3 เมื่อวันที่ 14 กันยายนที่ผ่านมาโดยมีรายละเอียดดังนี้ข้อกล่าวหาที่3 มาตรา 36 วรรค1 ประกอบมาตรา70แห่ง พ.ร.ป.ว่าด้วยการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. 2561 แนะนำตัวไม่เป็นไปตามวิธีการและเงื่อนไขที่คณะกรรมการการเลือกตั้งกำหนด
1)สว. (ดำรงตำแหน่งขณะที่ถูกร้อง) มี 137คน โดยในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิต 1 คนคือนายสุพรรณ์ ศรชัย และสำนักงาน กกต.กันไว้เป็นพยานจำนวน 3 คนสำหรับกลุ่มนี้ กกต.มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา 26คน ขณะที่ กกต.มีมติยกคำร้องและไม่ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาดำเนินคดีอาญาจำนวน 107 คน
เปิดมติปล่อยผี-ฟันอาญา36ราย
2)สว.สำรอง (อยู่ในบัญชีรายชื่อ)ถูกร้อง1คน กกต.มีมติยกคำร้อง3)ผู้มีสิทธิเลือก สว.(ไม่ใช่บุคคลในลำดับที่ 1 - 2)จำนวน 2 คนนั้น กกต.มีมติให้ส่งคำร้อง 1คน และยกคำร้อง 1คน4)กรรมการบริหารพรรค/สส. / ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง จำนวน 20คน กกต.มีมติยกคำร้องทั้งหมด และ5) บุคคลอื่นจำนวน 15 คน กกต.มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญา 9 คน และมีมติยกคำร้อง 6 คน
นอกจากนี้ กกต.มีมติให้ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญาจำนวน 36 คน โดยมีผลการลงมติ ดังนี้มติ 6 ต่อ 1 จำนวน 16 คน,มติ 5 ต่อ 2 จำนวน 15 คน, มติ 4 ต่อ 3 จำนวน 5 คนส่วนมติไม่ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาและไม่ดำเนินคดีอาญา(ยกคำร้อง) จำนวน 135 คน โดยมีผลการลงมติ ดังนี้มติเอกฉันท์ จำนวน 7 คนมติ 6 ต่อ 1 จำนวน 2 คน,มติ 5 ต่อ 2 จำนวน 121 คน ,มติ 4 ต่อ 3 จำนวน 5 คน
‘หนู-เน-ลูกนก’รอดข้อกล่าวหาที่3
โดยผู้ถูกร้องตามข้อกล่าวหาที่ 3 ที่ กกต.มีมติไม่ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาฯ ด้วยเสียง 5-2 อาทิ นายเนวิน ชิดชอบ รวมทั้งบุคคลอื่นๆ เช่น นายอนุทิน ชาญวีรกูลนายเจเศรษฐ์ ไทยเศรษฐ์ กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทยนายภราดร ปริศนานันทกูล สส.พรรคภูมิใจไทย,นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา พล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา นายวีระศักดื์วิจิตร์แสงศรี (ผู้ว่าฯปู) สว. นายประพันธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล สว. เป็นต้น
ส่วนผู้ถูกร้องที่ กกต.มีมติไม่ยื่นคำร้องต่อศาลฎีกาฯ ด้วยมติเอกฉันท์ อาทิ นายไชยชนก ชิดชอบ,นายศิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ, นางสาวศุภมาส อิสระภักดี กรรมการบริหารพรรคภูมิใจไทย นางสาวแนน บุณย์ธิตา สมชัย สส.พรรคภูมิใจไทย เป็นต้น
สำหรับรายละเอียดตามเอกสารแนบสามารถติดตามข้อมูลได้ที่เว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้งwww.ect.go.thหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่บริการสายด่วน 1444
‘อนุทิน’ไม่หวั่นคนขยายปมสว.
ที่ท่าอากาศยานทหาร2 กองบิน6 ดอนเมืองนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์กรณีฮั้ว สว.ที่ดูเหมือนยังไม่จบในชั้นคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แต่ยังมีการขยายไปยังหน่วยงานอื่น มีความกังวลหรือไม่ ว่า ทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมาย กฎหมายระบุไว้อย่างไรก็เป็นไปตามนั้น
ผู้สื่อข่าวถามว่า แต่เหมือนยังมีการหยิบยกเรื่องนี้ไปเคลื่อนไหวต่อ นายอนุทิน กล่าวว่า อยู่ภายใต้กฎหมาย เพราะเรามีกรอบรัฐธรรมนูญกำหนดอยู่ว่าจะต้องดำเนินการอย่างไร ซึ่งรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีองค์กรอิสระในการวินิจฉัยกรณีอะไรบ้างและยังกำหนดสิทธิประชาชนว่ามีอะไรบ้าง ถ้าทุกคนอยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญก็ไม่มีปัญหา
เมื่อถามอีกว่า พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ได้ประเมินหรือไม่ว่าทำไมคนยังไม่เชื่อว่าพรรคภูมิใจไทยไม่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ได้ประเมิน เพราะพรรคภูมิใจไทยไม่ได้เกี่ยวข้องอะไร
โชว์มือลงยันต์ป้องกันสื่อถาม
‘สว.พิสิษฐ์’จับโป๊ะก๊วนสว.สีส้ม
ด้าน นายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา (สว.) กล่าวถึงกรณีเวทีฝ่ายค้านที่ น.ส.นันทนานันทวโรภาส สว.ไปร่วมงานด้วย และมีการระบุ มีการบอกว่าโดนขึดสีน้ำเงินเอาคืน ทั้งนี้นายพิสิษฐ์ ได้ยกการประชุมของผู้สมัครวุฒิสภา ที่ห้องจูปิเตอร์อิมแพคอารีน่า เมือทองธานี 1 วันก่อนวันเลือก สว.
โดยนายพิสิษฐ์กล่าวว่า ตนขอตั้งข้อสังเกต 5ข้อ คือ 1.น.ส.พรรณิการ์ วานิช โฆษกคณะก้าวหน้า ได้เคยออกมาเปิดเผยว่ามีการเชิญกกต.เข้าร่วมการประชุมด้วย แต่ก็ไม่แน่ใจว่าเป็นคนไหน เพราะ น.ส.พรรณิการ์ ไม่เคยพูดชื่อออกมา และไม่แน่ใจว่าจะได้ยินคำตอบหรือไม่2.จากที่ นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว.ให้สัมภาษณ์ว่า งานวันนั้นไม่ใช่ไอลอว์จัด ตนก็เอะใจในคำตอบ เพราะนายเทวฤทธิ์บอกว่าได้ลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์หนึ่งคือ senate67 ซึ่งเป็นโครงการของไอลอว์ จึงมองว่าคำตอบของนายเทวฤทธิ์ย้อนแย้งกันหรือไม่ ซึ่งไม่แน่ใจว่าใครเป็นผู้จัดงานแต่เชื่อว่ามีคนจัดงานแน่นอน
ถามเอี่ยวรับผลประโยชน์หรือไม่
นายพิสิษฐ์ กล่าวต่อว่า 3.งานดังกล่าว เกี่ยวข้องกับการให้การรับผลประโยชน์หรือไม่ เพราะการจัด งานที่อิมแพคอารีน่า โดยเฉพาะห้องจูปิเตอร์มีค่าใช้จ่าย ซึ่งค่าใช้จ่ายส่วนนี้ทราบมาว่าออกมาเป็นบิลใบเสร็จใบเดียว ซึ่งคนที่ไปในงานวันนั้นบอกว่ามีกล่องบริจาคและใส่เงินบริจาคเข้าไปจึงเกิดคำถามว่าการตั้งกล่องบริจาคเก็บไปเท่าไหร่เก็บไปมากกว่าหรือเก็บไปน้อยกว่า หากเก็บไปมากกว่าใครได้ประโยชน์ ถ้าเก็บน้อยกว่าแสดงว่ามีคนเติมเข้าไปใช่หรือไม่แต่ไม่มีการชี้แจง 4.ก่อนที่จะเข้างานวันนั้นจะต้องลงทะเบียนในsenate67 ก่อน ซึ่งในงานมีการตั้งคำถามถึง ประเด็นมาตรา 112 ส่วนตัวจึงมีคำถามเกิดขึ้นในใจว่าทำไมคนที่จะมาเป็นสมาชิกวุฒิสภาต้องถามประเด็นเหล่านี้ด้วย
“ลองเปิดข้อมูลในไอลอว์ได้เลย จะมีบอกเลยว่าใครตอบคำถามใดบ้างและที่สำคัญไปกว่านั้นถ้าบอกว่าเป็นการประชุมแบบเปิดเผยเปิดเผยจริงหรือไม่ให้ผู้สื่อข่าวเข้าไปทำข่าวพอจะประชุมกันนักข่าวเชิญข้างนอกแล้วเก็บมือถือ จึงเกิดคำถามว่าทำไมต้องเก็บมือถือ ถ้าบริสุทธิ์ใจก็แนะนำตัวกันธรรมดา แต่เท่าที่ผมทราบมามีอะไรมากกว่านั้น» นายพิสิษฐ์ กล่าว
ริสแบนด์3สีใส่เพื่ออะไร
นายพิสิษฐ์ กล่าวต่อว่า 5.ตนถามไปยังผู้เข้าร่วมงานและไม่มีใครตอบตนได้เกี่ยวกับริสแบนด์3 สี สีขาว สีเขียว สีฟ้า ใส่เพื่ออะไร ทำไมต้องมี 3 สีหากบริสุทธิ์ใจจะหมายถึง กลุ่มอาชีพก็ต้องเป็น 20 สี 20กลุ่มอาชีพ แต่ทำไมมีเพียงแค่ 3 สี
“แล้วคุณไปดูสีที่นายเทวฤทธิ์ใส่กับสีที่น.ส.นันทนา ใส่เป็นสีเดียวกันแล้วได้เป็นสมาชิกวุฒิสภา ผมก็อยากรู้ว่าคนที่ใส่สีนี้ ทุกคนได้เป็นหรือไม่แล้วถ้าไม่ได้เป็นคนอื่นที่เป็นสีอื่นได้เป็นหรือไม่ก็ไม่มีใครมาชี้แจง แล้วจะมาบอกว่าผมต้องการเรียกร้องอะไร ผมต้องการเรียกร้องให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน กกต.ควรใช้มาตรการเดียวกันกับ ตรวจสอบการฮั้ว สว.ของสมาชิกวุฒิสภา 138 คน ผมขอความเป็นธรรมแค่นั้นเองไม่ได้มีเจตนาที่ให้ทำอะไรนอกเหนือจากนี้ ให้ได้มีระดับการตรวจสอบที่เข้มข้นเดียวกัน» นายพิสิษฐ์ กล่าว
เมื่อถามว่า สว.สีส้ม ไม่ได้ไปให้การกับ กกต.สะท้อนอะไรบ้าง นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า สมาชิกวุฒิสภาที่โดนกล่าวหา 138 คน ได้เข้าให้การกับ กกต.อย่างครบถ้วนและได้ให้ข้อมูลอย่างเต็มที่ จึงคิดว่าถ้าบริสุทธิ์ใจก็ควรไปให้การทุกอย่างเหมือนกับที่ทางวุฒิสภา 138 คน ได้ทำ
จี้ลากเข้าสู่กระบวนการแบบ138 คน
เมื่อถามว่า จะเดินหน้าอย่างไรต่อหากอีกฝ่ายยังคงเล่นเกมอยู่แบบนี้ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า ประชาธิปไตยของท่าน ที่ท่านพูดท่านไม่ได้พูดอย่างที่ท่านปฏิบัติ ท่านพูดว่าตัวเองเป็นนักประชาธิปไตยแต่เอามวลชนลงทำถนน อย่างนี้เรียกว่าประชาธิปไตยหรือไม่ถ้าเป็นประชาธิปไตยที่พูดจริงก็ต้องใช้กระบวนการ ตามระบบระเบียบตามระบอบประชาธิปไตยตามรัฐธรรมนูญปี 60 ในเมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้งมีมติอยู่แล้วส่ง 26 คน ไปศาลฎีกานั่นคือมติของ กกต. กกต.เป็นองค์กรอิสระที่อย่าลืมว่าทุกคนถูกรับรองมาจาก กกต.และรัฐธรรมนูญปี 60 ก็ถูกรับรองจากประชาชน
ปากบอกปชต.แต่พฤติกรรมไม่ใช่
“คุณต้องเคารพกติกา และก็เคารพกฎหมายเป็นสำคัญ ไม่ใช่ปากบอกประชาธิปไตย แต่พฤติกรรมมันไม่ใช่ อย่างนี้ก็ไม่จบสักที ผมก็ไม่เข้าใจว่าทำไมถึงไม่จบในเมื่อ กกต.ยุติแล้ว และขอเรียกร้องไปยังสื่อมวลชนทุกคน ให้ทุกฝ่ายตรวจสอบในมาตรฐานเดียวกันกับที่ทำกับสมาชิกวุฒิสภา 138 คน ให้เป็นมาตรฐานเดียวกันข้อมูลต่างๆ ก็ขอให้เจาะลึกและเผยแพร่ต่อสาธารณชนต่อประชาชนให้ตรงตามความเป็นจริง» นายพิสิษฐ์ กล่าว
สวนนักวิชาการฟันแค่มดไม่ใช่ช้าง
นายพิสิษฐ์ ยังให้สัมภาษณ์กรณีคดีฮั้ว สว.ที่มีนักวิชาการมองกกต. ฟ้องคดีนี้แค่ระดับมดเท่านั้น ยังไม่ถึงระดับช้างว่า กกต.ชี้แจงทั้ง 7 ประเด็นข้อกล่าวหาชัดเจนแล้ว ช้างอะไรตนไม่ทราบ แต่ผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ก็ตาม หรือกรรมการบริหารของพรรคการเมืองต่างๆ ที่ถูกกล่าวหา กกต.ก็ชี้แจงหมดทุกอย่างแล้ว จะบอกว่า เอาบรรทัดฐานอะไร ในเมื่อ กกต.เป็นองค์กรที่มีอำนาจหน้าที่โดยตรง เกี่ยวกับการเลือกสมาชิกวุฒิสภาอยู่แล้ว ตนเชื่อว่าก็คงต้องจบในกระบวนการตรงนั้น
เมื่อถามว่า หลังจากนี้อาจจะมีการใช้โมเดลเหมือน นางแดง กองมา สว.และนายสมพาน พละศักดิ์ สว.ไปยื่นศาลฎีกา และศาลฎีการับคำร้องในความผิดฐานต่างๆ ที่ยังไม่ได้มีการฟ้องผ่าน กกต. สว.จะดำเนินการอย่างไร นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นอำนาจหน้าที่ของศาลฎีกาแผนกการเลือกตั้งอยู่แล้ว อีกอย่างเป็นสิทธิของผู้ร้อง หากผู้ร้องต้องการจะร้อง ตนคงไม่สามารถไปห้ามอะไร ใดๆ ได้ เช่นกรณีของนางแดง และนายสมพาน เป็นผู้ถูกร้องที่ 2 และ 3 ผู้ถูกร้องที่ 1 คือทางกกต.ที่ต้องมาชี้แจงจริงๆ ทั้งหมด กกต.ควรออกมาชี้แจงว่าแต่ละกรณีที่มีการออกมาร้องเป็นอย่างไร แต่หากถามตน ส่วนตัวคงตอบไม่ได้ แต่ถ้าจะถาม ต้องไปทาง กกต.คงจะมีคำตอบ
ไม่กังวลถูกฟ้องศาลฎีกา
เมื่อถามว่า ไม่กังวลใช่หรือไม่ หากไม่โดนฟ้องในชั้น กกต.แต่จะโดนฟ้องในชั้นศาลฎีกา นายพิสิษฐ์กล่าวว่า ทุกอย่างอยู่ในกระบวนการตามกฎหมายอยู่แล้ว ตนไม่เคยกังวลเรื่องใดๆ ทั้งสิ้น ก่อนหน้านี้เป็นอย่างไร วันนี้ก็เป็นอย่างนั้น เราเชื่อในกระบวนการ ของกฎหมายและกระบวนการการยุติธรรมต่างๆ ซึ่งขณะนี้เราได้รับความเป็นธรรมมาแล้ว แต่ก็ยังไม่หยุด
“ยังไม่จบสักที เพราะจริงๆ แล้วกระบวนการทุกอย่างถ้าเอาตามกฎหมาย ตามหลักประชาธิปไตย ตามรัฐธรรมนูญปี 2560 ควรจะต้องยุติแล้ว แต่หลายๆ คนก็ยังไม่หยุด ผมก็คงไม่สามารถไปห้ามใดๆ ได้» นายพิสิษฐ์ กล่าว
เมินฝ่ายค้านาใช้คดีฮั้วยื่นซักฟอก
เมื่อถามว่า ฝ่ายค้านจะนำเรื่องฮั้ว สว.เป็นธงในการซักฟอกรัฐบาลด้วย จะมีการติดตามอย่างไรหรือไม่ นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า เป็นหน้าที่ของรัฐบาล ตนไม่ทราบ เราอยู่ฝ่ายนิติบัญญัติ เราอยู่กันคนละฝั่งสภาผู้แทนราษฎร เราอยู่สภากลั่นกรองกฎหมาย ส่วนสภาผู้แทนราษฎรก็ต้องไปตอบเองว่าจะเกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้องอย่างไร ตนไม่สามารถตอบแทนได้
เมื่อถามว่า แต่ สว.อาจจะมีการโดนพาดพิง นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า เป็นเรื่องธรรมดา เพราะเขาบอกว่าเป็นเรื่องฮั้ว สว. ในเมื่อ กกต.ให้คำวินิจฉัยหมดทุกอย่างแล้วและมีคำตัดสินหมดแล้ว ตนเชื่อว่าทุกอย่างมันเคลียร์หมดแล้ว และมั่นใจว่าทุกฝ่ายน่าจะมีคำตอบให้กับแต่ละฝ่ายได้
ลั่นไม่ปกป้องคนผิดคดีโกงสอบ
ทางด้านความเคลื่อไหวในประเด็นทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่นนั้น วันเดียวกันนี้นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีหนังสือตอบกลับจากผบ.ตร. หลังถามความเชื่อมโยงของนายทองเจือ ชาติกิจเจริญ คณะทำงานนายกรัฐมนตรี กับคดีโกงสอบท้องถิ่น แต่ยังไม่มีการเปิดเผยข้อมูล ว่า รอให้ถึงเวลา เพราะส่วนนั้นเป็นเรื่องที่ตนถามข้อมูลไป
เมื่อถามต่อว่า ที่เคยบอกว่าเผื่อมีใครมาถามจะได้ตอบถูก วันนี้ยังยึดหลักปิดชื่อถือพฤติกรรมอยู่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า “ใช่ แน่นอน ไม่ต้องห่วง ไม่งั้นจะถามทำไม” ตนได้ถามอย่างเปิดเผย และมั่นใจจะปราบคนโกงได้
สั่งทีมงานตรวจสอบปม‘ทองเจือ’
เมื่อถามว่าได้สอบถามนายทองเจือ กรณีที่เกิดขึ้นหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า นายทองเจือ ได้ทำรายงานว่าสิ่งที่มีคนกล่าวหาเขาคืออะไร และเขาได้ทำอย่างไร เมื่อนายทองเจือทำรายงานมาแล้ว ตนก็ให้ทีมงานตรวจสอบว่ามีอะไรที่ผิดหรือไม่ ทีมงานยืนยันไม่มีอะไรผิด ตนบอกว่างั้นต้องขอตรวจสอบประวัติ ทั้งจากตำรวจและ สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช. ) แต่ป.ป.ช. ตนไม่ได้ดูแลก็ส่งไปที่ตำรวจก่อน
“จากนี้ตนจะทำเรื่องส่งไปหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ว่าพบอะไรที่เป็นไปตามข้อกล่าวหา ไม่ใช่นายทองเจือคนเดียว ที่ผ่านมาก็มีมาบ้าง ถ้ามีการเกี่ยวพันกับระบบงานของตน ตนก็จะสอบถามให้เกิดความแน่ใจโดยเป็นการขอแบบมีลายลักษณ์อักษร คนที่ลงนามมาก็ต้องรับผิดชอบอย่างเต็มที่ ตนพยายามที่จะแสดงความโปร่งใสความชัดเจน ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
ขอ1สัปดาห์จะไม่ปกป้องใคร
เมื่อถามย้ำว่า ต้องดำเนินการให้เกิดความรวดเร็วหรือไม่เนื่องจากเป็นคนใกล้ตัวนายกรัฐมนตรี นายอนุทิน กล่าวว่า ที่ถามไปใช้เวลาไม่เกินหนึ่งสัปดาห์ก็ได้รับคำตอบ ส่วนคำตอบนั้นหากมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาสอบถามตนก็จะพิจารณา แต่อาจจะส่งเป็นคำตอบของตนให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเป็นผู้สรุป ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นแนวทางปิดชื่อถือพฤติกรรมก็ยังมีอยู่
“ขอให้พี่น้องประชาชนคลายกังวล ว่า ผมจะไปปกป้องคุ้มครองใครในตำแหน่งหน้าที่ที่ตนมี นั่นคือทำให้ตนเองอายุสั้น ไม่มีทางที่จะทำเช่นนั้นเด็ดขาด “นายกรัฐมนตรี กล่าว
เมื่อถามย้ำว่าตราบใดที่ยังเป็นรัฐบาลนี้ หากมีการสอบข้าราชการจะไม่มีการโกงใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่าบล็อกได้จากนี้ไปจะไม่มีแน่นอน
ติดตลกบอกบงยันต์กันสื่อถาม
นอกจากนี้ นายอนุทิน ยังตอบคำถามผู้สื่อข่าวที่ขอดูมือที่พระครูสิทธิธรรมวิภัช หรือหลวงพ่อสำลี รักษาการเจ้าอาวาสวัดราชบูรณะ จังหวัดพิษณุโลก เจิมฝ่ามือและลงยันต์ “นะมะมน มนต์นางพญา” บริเวณหลังฝ่ามือให้ โดยนายอนุทินหัวเราะพร้อมลูบหลังมือซ้ายที่ลงยันต์ก่อนจะบอกว่า อาบน้ำแล้ว ถามพระท่านแล้วว่า อาบน้ำได้
ผู้สื่อข่าวจึงสอบถามถึงความขลังและพุทธคุณของการเจิมฝ่ามือและลงยันต์คืออะไร นายอนุทินกล่าวติดตลกว่า กันผู้สื่อข่าวถาม ก่อนจะโบกมือพร้อมกล่าวว่าโชคดีและเดินเข้าห้องรับรองของท่าอากาศยานทหาร 2 กองบิน 6 เพื่อเดินทางไปปฏิบัติภารกิจที่ประเทศญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา และอังกฤษ ระหว่างวันที่ 20-27 ก.ย.นี้ ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวสังเกตเห็นว่าบริเวณหลังมือของนายอนุทิน รอยลงยันต์จางลงจากเดิมที่ถ่ายรูปโพสต์ลงเฟซบุ๊กส่วนตัว
‘วันวิชิต’ชี้ไร้สัญญาณพิเศษล้มรบ.
ขณะที่ ผศ.ดร.วันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวถึงกระแสข่าวที่อ้างว่า มีกลุ่มอำนาจหรือ “สัญญาณพิเศษ” ต้องการล้มรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล ว่า จากข้อมูลและสภาพแวดล้อมทางการเมืองในปัจจุบัน ยังไม่เห็นสัญญาณดังกล่าว และขอใช้เสียงหัวเราะเป็นคำตอบต่อข่าวลือที่ว่า รัฐบาลจะอยู่ได้เพียงปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า
ผศ.ดร.วันวิชิตระบุว่า ผู้ปล่อยข่าวอาจไม่พอใจการทำงานของรัฐบาล แต่ก่อนพูดถึงการล้มรัฐบาลต้องตอบให้ได้ว่า หากรัฐบาลนายอนุทินพ้นจากอำนาจแล้ว ใครจะเข้ามาบริหารประเทศต่อ และจะรับมือกับปัญหาความมั่นคงที่กำลังเกิดขึ้นรอบด้านได้ดีกว่าหรือไม่
ถ้าเปลี่ยนแปลงจะกระทบมั่นคง
“ปัจจุบันรัฐบาลต้องรับผิดชอบทั้งสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา กระบวนการประนอมภายใต้ UNCLOS ปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตลอดจนสถานการณ์ฝั่งเมียนมา หากเกิดการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลกลางทาง ความต่อเนื่องของนโยบายและทีมงานด้านความมั่นคงอาจได้รับผลกระทบโดยตรงโดยเฉพาะกรณีไทย–กัมพูชา ซึ่งต้องใช้เวลาดำเนินการอีกประมาณ 12 เดือน ทีมงานของนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว และผู้เชี่ยวชาญที่ติดตามเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่องควรได้ทำงานต่อให้จบ เพราะเป็นเรื่องอธิปไตย เกียรติภูมิ และผลประโยชน์ของประเทศ ไม่ควรเปลี่ยนตัวผู้รับผิดชอบกลางทางเพียงเพราะเกมการเมือง”ผศ.ดร.วันวิชิตระบุ
กองทัพยังสนับสนุนรัฐบาล
สำหรับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลกับกองทัพ ผศ.ดร.วันวิชิตเชื่อว่า กองทัพยังสนับสนุนรัฐบาลนายอนุทิน และทุกฝ่ายยังทำงานร่วมกันในลักษณะ “ทีมไทยแลนด์” เนื่องจากนายกรัฐมนตรีไม่ได้เข้าไปแทรกแซงหรือปลดผู้บัญชาการเหล่าทัพ ขณะที่การประสานงานด้านความมั่นคงยังดำเนินไปตามปกติ จึงไม่เห็นเหตุผลว่ากองทัพจะออกมาเคลื่อนไหวล้มรัฐบาล หรือมีดีลลับตามที่มีการปล่อยข่าว เพราะในสถานการณ์ปัจจุบัน ฝ่ายการเมืองและฝ่ายความมั่นคงต่างต้องพึ่งพาและร่วมมือกัน โดยเฉพาะการรักษาอธิปไตยและรับมือกับความท้าทายตามแนวชายแดน
ไม่ห็นด้วยข้อครหาระบอบเนวิน
ผศ.ดร.วันวิชิตยังไม่เห็นด้วยกับการกล่าวหาว่า ประเทศไทยกำลังอยู่ภายใต้ “ระบอบเนวิน–อนุทิน” หรือรัฐบาลใช้อำนาจเบ็ดเสร็จ เพราะหากรัฐบาลควบคุมทุกองคาพยพและปิดกั้นเสรีภาพจริง สื่อมวลชนและประชาชนคงไม่สามารถวิพากษ์วิจารณ์นายอนุทินได้อย่างเปิดเผยทุกวันเช่นที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน
“การที่ประชาชนและสื่อยังตรวจสอบรัฐบาลได้ แสดงว่าพื้นที่เสรีภาพยังคงมีอยู่ และยังไม่ปรากฏพฤติการณ์ว่านายอนุทินหรือนายเนวิน ชิดชอบพยายามรวบอำนาจหรือท้าทายพลังจารีตตามข้อกล่าวหาของฝ่ายตรงข้าม”ผศ.ดร.วันวิชิต ระบุ
ทุกฝ่ายยังทำงานทีมไทยแลนด์
อย่างไรก็ตาม หากวันหนึ่งองค์กรอิสระหรือกระบวนการยุติธรรมมีคำวินิจฉัยต่อรัฐบาลหรือบุคคลใด ทุกฝ่ายก็ต้องยอมรับและดำเนินการตามกฎหมาย แต่ไม่ควรใช้ข่าวลือ ความไม่พอใจ หรือจินตนาการเรื่อง “สัญญาณพิเศษ” มาสร้างความปั่นป่วนให้บ้านเมือง
ผศ.ดร.วันวิชิต กล่าวด้วยว่า รัฐบาลนายอนุทินจึงยังมีความเข้มแข็ง สามารถเดินหน้าบริหารประเทศต่อไปได้ และยังไม่ปรากฏสัญญาณจากกองทัพหรือกลุ่มอำนาจใดว่าต้องการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลนอกระบบ
“วันนี้ยังไม่มีสัญญาณพิเศษล้มรัฐบาล กองทัพกับรัฐบาลยังร่วมมือกันทำงานในลักษณะทีมไทยแลนด์ ภารกิจด้านความมั่นคงยังไม่จบ โดยเฉพาะเรื่องไทย–กัมพูชาที่ควรให้ทีมเดิมทำงานต่อเนื่องจนครบกระบวนการ” ผศ.ดร.วันวิชิตกล่าว
นิด้าโพลชี้ไม่คาดหวังคดีฮั้วสว.
วันเดียวกัน ศูนย์สำรวจความคิดเห็นนิด้าโพลสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “มติ กกต.” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 15-16 กันยายน 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วย
จากการสำรวจเมื่อถามถึงการคาดการณ์ของประชาชนต่อมติ กกต. กรณีฮั้วการเลือกตั้ง สว. ที่ให้ส่งฟ้องต่อศาลฎีกาและดำเนินคดีอาญากับผู้ถูกกล่าวหา จำนวน 77 ราย รวมถึง สว. ชุดปัจจุบัน จำนวน 26 ราย พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 34.27 ระบุว่า ไม่เคยคาดการณ์อะไรเลย รองลงมา ร้อยละ 21.00 ระบุว่า ตรงตามที่คาดการณ์ไว้มาก ร้อยละ 17.86 ระบุว่า ไม่ตรงตามที่คาดการณ์ไว้เลย ร้อยละ 15.50 ระบุว่า ค่อนข้างตรงตามที่คาดการณ์ไว้ ร้อยละ 10.84 ระบุว่า ไม่ค่อยตรงตามที่คาดการณ์ไว้ และร้อยละ 0.53 ระบุว่า ไม่ทราบ
ด้านความกังวลของประชาชนต่อสถานการณ์ความวุ่นวายทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้นจากมติ กกต. กรณีฮั้วการเลือกตั้ง สว. พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 35.34 ระบุว่า ไม่กังวลเลย รองลงมา ร้อยละ 30.46 ระบุว่า ค่อนข้างกังวล ร้อยละ 19.16 ระบุว่า ไม่ค่อยกังวล และร้อยละ 15.04 ระบุว่า กังวลมาก
ประเมินกกต.-อนุทินโดนหนักแน่
ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงบุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่คาดว่าจะต้องเผชิญศึกหนักทางการเมืองและ/หรือกระบวนการทางกฎหมาย ภายหลัง กกต. มีมติ กรณีฮั้วการเลือกตั้ง สว. พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 35.57 ระบุว่า กกต. ชุดปัจจุบัน รองลงมา ร้อยละ 31.53 ระบุว่าเป็น นายกรัฐมนตรีอนุทิน ชาญวีรกูล ร้อยละ 25.42 ระบุว่า พรรคการเมืองฝ่ายรัฐบาลทั้งหมด ร้อยละ 15.88 ระบุว่า กลุ่มผู้ถูกกล่าวหาที่จะถูกสั่งฟ้อง จำนวน 77 คน ร้อยละ 13.97 ระบุว่า พรรคภูมิใจไทย ร้อยละ 13.66 ระบุว่า ไม่ทราบ/ไม่ตอบ ร้อยละ 8.24 ระบุว่า กลุ่ม สว. จำนวน 26 คนที่จะถูกสั่งฟ้อง ร้อยละ 7.86 ระบุว่า พรรคการเมืองฝ่ายค้าน ร้อยละ6.64 ระบุว่าเป็น กลุ่ม สว.ที่ไม่ถูกสั่งฟ้อง ร้อยละ4.58 ระบุว่าเป็น คุณสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีต กกต.และร้อยละ2.14 ระบุว่าเป็น คุณยิ่งชีพ อัชฌานนท์ และไอลอว์
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

