'เขมร' โป๊ะแล้วยังแถ อ้าง'ภาพถ่ายสตรีโบราณ' มาจากหนังสือฝรั่งเศส เคลมเป็นต้นกำเนิดวัฒนธรรม

22 กันยายน 2569 จากกรณีการประกวด มิสยูนิเวิร์สกัมพูชา 2026 (Miss Universe Cambodia 2026) นำภาพสตรีแต่งกายแบบโบราณไปใช้ประกอบการนำเสนอเรื่องราวทางวัฒนธรรมบนเวทีรอบพรีลิมินารี เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2569 โดยหนึ่งในภาพที่ถูกนำมาใช้ เป็นภาพหญิงสาวเมืองกำแพงเพชรในสมัยรัชกาลที่ 5 ซึ่งมีหลักฐานจากกรมศิลปากร ออกมาระบุที่มาอย่างชัดเจน
ล่าสุด นายเนธ พักตรา (Neth Pheaktra) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงข่าวสารเขมร ออกมาตอบโต้กระแสข่าวที่กัมพูชาเคลมภาพถ่ายของประเทศไทย ผ่านทางเฟซบุ๊กส่วนตัว "Neth Pheaktra" ระบุข้อความร่ายยาวว่า "กัมพูชา : ผู้พิทักษ์วัฒนธรรมและอารยธรรมเขมร
เขมรไม่ได้เป็นเพียงดินแดนที่มีปราสาทโบราณและมรดกทางวัฒนธรรมที่อุดมสมบูรณ์เท่านั้น แต่คือดินแดนกำเนิดของวัฒนธรรมและอารยธรรมเขมร ซึ่งได้รับการสร้างสรรค์ สืบทอด และปกป้องคุ้มครองผ่านประวัติศาสตร์มาหลายศตวรรษตั้งแต่ภาษา อักษร ศาสนา ศิลปะ สถาปัตยกรรม ดนตรี การร่ายรำ ขนบธรรมเนียมประเพณี ไปจนถึงวิถีชีวิตของประชาชนล้วนแสดงให้เห็นถึงอัตลักษณ์และความคิดสร้างสรรค์ของชาติเขมร

คำว่า กัมพูชา เป็นเจ้าของวัฒนธรรมและอารยธรรมเขมร ไม่ได้มีความหมายเพียงแค่การอ้างสิทธิ์ในความเป็นเจ้าของมรดกในอดีตเท่านั้น แต่มันมีความหมายที่ลึกซึ้งยิ่งกว่านั้น นั่นคือชาวเขมรเป็นผู้รับมรดกจากบรรพบุรุษ และมีหน้าที่ในการสืบสาน ปกป้อง พัฒนา และส่งต่อมรดกนี้ไปยังคนรุ่นหลัง อารยธรรมเขมรมีหลักฐานที่มีชีวิตอยู่ทั่วดินแดนกัมพูชา ปราสาทนครวัด ปราสาทพระวิหาร ปราสาทสมบูรณ์ไพรคุก สิ่งก่อสร้างโบราณ จารึก และผลงานศิลปะนับไม่ถ้วน แสดงให้เห็นว่าบรรพบุรุษเขมรมีความรู้ความเข้าใจอย่างสูงในด้านสถาปัตยกรรม วิศวกรรม ระบบชลประทาน ดาราศาสตร์ ศิลปะ และการจัดระเบียบสังคม ทว่าอารยธรรมเขมรไม่ได้ดำรงอยู่แค่ในหินของปราสาทเท่านั้น แต่มันยังมีชีวิตอยู่ในภาษาเขมร ตัวอักษรเขมร ระบำราชสำนัก ละครโขน "
สิ่งเหล่านี้เป็นเครื่องพิสูจน์ว่าวัฒนธรรมเขมรไม่ใช่มรดกประติมากรรมมรดกที่ต้องปล่อยให้นิ่งสงบอยู่ในพิพิธภัณฑ์ แต่มันคือมรดกที่มีชีวิต ซึ่งได้รับการสืบทอดจากรุ่นสู่รุ่น การเป็นผู้พิทักษ์มรดกไม่ได้หมายถึงเพียงแค่ความภาคภูมิใจในมรดกนั้นเท่านั้น แต่ภาระหน้าที่ในการดูแลรักษาย่อมมาพร้อมกับความรับผิดชอบ หากเรากล่าวว่าวัฒนธรรมและอารยธรรมเขมรเป็นของเรา เราก็ต้องตั้งคำถามกับตนเองด้วยว่า เรากำลังทำสิ่งใดเพื่อปกป้องสิ่งเหล่านี้?

เยาวชนกัมพูชาเข้าใจประวัติศาสตร์ ภาษา ศิลปะ และค่านิยมทางวัฒนธรรมของตนเองมากน้อยเพียงใด? เรากำลังใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างเต็มที่เพื่อบอกเล่าเรื่องราวของมรดกของเราหรือไม่ หรือเรากำลังปล่อยให้ผู้อื่นเป็นผู้บอกเล่าเรื่องราวนั้นแทนเรา?"
กัมพูชาคือผู้พิทักษ์วัฒนธรรมและอารยธรรมเขมร เพราะนี่คือมรดกที่บรรพบุรุษได้สร้างสรรค์และส่งต่อมาให้ และเราคือผู้ที่ได้รับช่วงต่อมรดกอันล้ำค่านี้จากท่านเหล่านั้น เรามีหน้าที่ต้องปกป้องรักษาสิ่งนี้ไว้ในยุคสมัยของเรา และต้องส่งต่อให้แก่คนรุ่นหลังโดยไม่ปล่อยให้อัตลักษณ์และคุณค่าของมันสูญหายไป วัฒนธรรมเขมรคือจิตวิญญาณของชาติ อารยธรรมเขมรคือประจักษ์พยานแห่งประวัติศาสตร์ การปกป้องและส่งเสริมสิ่งเหล่านี้ก็คือการปกป้องอัตลักษณ์และอนาคตของกัมพูชา

ซึ่งหลังจากที่ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงข่าวสารเขมร ได้ออกมาโพสต์ภาพและข้อความนี้ออกไปนั้นเรียกได้ว่า 'ทัวร์ไทย' ลงจอดฉ่ำ พร้อมกันนี้คนไทยยังเข้าไปถล่มคอมเมนต์ทั้งภาษาไทย และ ภาษาอังกฤษ ยืนยันว่ามรดกทางวัฒนธรรมนี้เป็นของไทยไม่ใช่ของเขมร อาทิเช่น
- หลักฐานที่ง่ายที่สุดก็คือฟิล์มกระจกต้นฉบับ แค่นั้นเอง ถ้าเป็นเจ้าของจริง หลักฐานพื้นฐานแบบนี้ก็คงหาไม่ยากหรอกครับ หรือจริง ๆ แล้วมันอาจไม่มีมาตั้งแต่ต้นก็ได้ เหมือนกับวัฒนธรรมบางอย่างที่ต้องคอยหยิบยืมของคนอื่นมาอ้างว่าเป็นของตัวเองอยู่เรื่อย ๆ น่าสงสัยเหมือนกันนะครับว่า ทำไมถึงต้องตามหลังคนอื่นอยู่ตลอด แล้วไม่เคยตั้งคำถามกันบ้างเลยหรือว่า ปัญหามันอาจไม่ได้อยู่ที่คนอื่น แต่อยู่ที่การไม่มีรากฐานของตัวเองตั้งแต่แรก?
- ความเชื่อที่มีแค่17ล้านคน
- ทำไมไม่ลองเสนอเรื่องนี้ต่อ UNESCO ดูล่ะครับ ผมอยากเห็นเหมือนกันนะ แต่ต้องระวังอย่าให้โดนตีกลับถึง 3 ครั้ง
- Evidence based ว่าซ่าน 555555
- เรามีความชัดเจนและมีหลักฐานรองรับ ไม่ใช่แค่การกล่าวอ้างลอยๆ ของสื่อประเทศไทย

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

