สหรัฐ-เดนมาร์ก-กรีนแลนด์ ลงนามข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์ แฮปปี้เอนดิ้งชนะทั้ง 3 ฝ่าย

23 กันยายน 2569 จากกรณีที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ เปิดเผยเมื่อวันศุกร์ (18 ก.ย.) ว่า สหรัฐฯบรรลุข้อตกลงกับเดนมาร์กเกี่ยวกับกรีนแลนด์ โดยระบุว่า ข้อตกลงดังกล่าวเปิดทางให้สหรัฐฯ มีอำนาจดูแลด้านความมั่นคงและความต้องการอื่นๆ ในกรีนแลนด์อย่างถาวร พร้อมยืนยันว่าจะช่วยคลี่คลายข้อกังวลด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ ซึ่งทาง เดนมาร์ก และ กรีนแลนด์ ออกมายืนยันว่า ข้อตกลงใดๆ ที่ทำกับสหรัฐจะ "ไม่กระทบอธิปไตยของกรีนแลนด์"
ความคืบหน้าล่าสุด สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้ลงนามในข้อตกลงร่วมกับ นายกรัฐมนตรีเดนมาร์ก และ นายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ นอกรอบการประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ (UNGA) ในกรุงนิวยอร์ก เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงในภูมิภาคอาร์กติกและแอตแลนติกเหนือ

ข้อตกลงดังกล่าวซึ่งถูกเรียกว่า "ข้อตกลงความมั่นคงไตรภาคีแอตแลนติกเหนือและอาร์กติก" ที่จะช่วยเปิดทางให้สหรัฐฯ ขยายฐานทัพทางทหารในกรีนแลนด์ ขณะเดียวกันก็ช่วยคลี่คลายความตึงเครียดข้ามปีหลังจากที่ 'ทรัมป์' เคยขู่จะยึดดินแดนแห่งนี้มาเป็นของสหรัฐฯ
ข้อตกลงดังกล่าวสหรัฐฯ ได้รับอนุญาตให้ขยายและพัฒนากิจกรรมทางทหารที่ ฐานทัพอวกาศพิทุฟฟิก ทางตะวันตกเฉียงเหนือของกรีนแลนด์ รวมถึงได้รับสิทธิ์จัดตั้ง "พื้นที่ป้องกัน" เพิ่มเติมที่เมือง นาร์ซาร์ซูอัค ทางใต้ และ เมสเตอร์สวิก ทางตะวันออก อีกทั้ง สหรัฐฯ วางแผนสร้าง ฐานทัพทางทหารขนาดใหญ่ 2 แห่ง พร้อมเปิดทางให้สหรัฐฯ สับเปลี่ยนกำลังและเข้าถึงพื้นที่อย่างกว้างขวาง ทั้งทางบก ทางอากาศ และทางใต้น้ำ เพื่อปกป้องทวีปอเมริกา กรีนแลนด์ และ พันธมิตรนาโต ภายใต้ระบบป้องกันขีปนาวุธ "Golden Dome" ตามแนวคิดของทรัมป์ โดยข้อตกลงนี้ยังห้ามประเทศนอกกลุ่มนาโต เข้ามาตั้งฐานทัพทหาร ไม่ว่าจะแบบมีคนหรือไม่มีคนควบคุม หรือคงกำลังทางทหารในกรีนแลนด์เด็ดขาด เว้นแต่ได้รับความยินยอมจากทั้งสามฝ่าย

ข้อตกลงนี้ยังย้ำว่า 'กรีนแลนด์' จะยังคงอยู่ใต้การปกครองและเป็นอธิปไตยของ'เดนมาร์ก'ต่อไป โดยข้อตกลงนี้ "ไม่มีวันหมดอายุ" และหาก 'กรีนแลนด์' ตัดสินใจแยกตัวเป็นเอกราชจาก'เดนมาร์ก'ในอนาคต 'กรีนแลนด์' จะต้องคงสถานะสมาชิกนาโตและรับสิทธิ์รวมถึงภาระผูกพันตามข้อตกลงนี้ต่อไปเช่นเดิม ซึ่งในข้อตกลงระบุด้วยว่า สหรัฐฯ จะต้องให้สิทธิ์แก่ธุรกิจท้องถิ่นในกรีนแลนด์ก่อนในการจัดซื้อจัดจ้างสินค้าและบริการเพื่อสร้างหรือดูแลรักษาฐานทัพ
ทางด้านปฏิกิริยาของผู้นำและผู้เกี่ยวข้อง 'ทรัมป์' กล่าวว่า ข้อตกลงนี้เป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่มากสำหรับยุโรป สหรัฐฯ และกรีนแลนด์ แต่ไม่ยอมตอบคำถามของสื่อว่า สหรัฐฯ ล้มเลิกแผนการที่จะเข้าซื้อดินแดนกรีนแลนด์ไปแล้วหรือไม่?

ส่วนนางเมตเต เฟรเดอริกเซน นายกรัฐมนตรีเดนมาร์กแสดงความเห็นพ้องกับยุทธศาสตร์ป้องกันประเทศของทรัมป์ และเรียกข้อตกลงนี้ว่าเป็น "ข้อตกลงที่สามารถยั่งยืนตลอดไป" ซึ่งส่งผลดีต่อทั้งสหรัฐฯ, กรีนแลนด์, เดนมาร์ก และพันธมิตรนาโต โดยเธอได้ออกมากล่างด้วยความโล่งใจว่า "ราชอาณาจักรเดนมาร์กอยู่ในจุดที่ดีกว่าเมื่อวานนี้" และปิดท้ายการแถลงข่าวว่า "ฉันคิดว่าพวกเราควรจะออกไปหาเบียร์เย็นๆ ดื่มกันเร็วๆ นี้แล้วล่ะ"
ด้านนายเยนส์-เฟรเดอริก นีลเซน นายกรัฐมนตรีกรีนแลนด์ นิยามข้อตกลงนี้ว่าเป็นข้อตกลงแบบ "ชนะกันทั้ง 3 ฝ่าย" (Win-Win-Win) พร้อมย้ำว่า "ความมั่นคงของคุณ คือความมั่นคงของเรา... และความมั่นคงของเรา ก็คือความมั่นคงของคุณ"

ถึงแม้ว่าชาวกรีนแลนด์จะรู้สึกโล่งอกที่เดนมาร์กกับดินแดนของพวกเขา สามารถทำข้อตกลงกับสหรัฐฯ ได้สำเร็จ และมองว่านี่เป็นก้าวสำคัญของกรีนแลนด์ในการมีบทบาทบนเวทีโลก แต่ความเชื่อมั่นระหว่างประเทศย่อมต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูหลังจากผ่านพ้นวิกฤตความตึงเครียดมาหลายเดือน
นางนาดจา นาทานีลเซน ส.ส. กรีนแลนด์ ในสภาเดนมาร์ก และเป็นอดีตรัฐมนตรีกรีนแลนด์ กล่าวว่า ฉันบอกได้เลยว่า ความไว้วางใจถูกทดสอบอย่างมาก มันเป็นช่วงเวลาที่ยากลำบากจริงๆ ในกรีนแลนด์ ผู้คนต่างหวาดกลัวและกังวลเกี่ยวกับทุกเรื่อง ตั้งแต่การสูญเสียประเทศ ไปจนถึงวิถีชีวิตและสิ่งที่ใช้ทำมาหากิน ซึ่งเธอยกย่องข้อตกลงนี้ว่าเป็น ก้าวสำคัญครั้งใหญ่ไปในทิศทางที่ถูกต้อง และเป็นข้อตกลงที่มีผลผูกพันฉบับแรกที่กรีนแลนด์ได้ลงนามในฐานะประเทศ ซึ่งเป็น ก้าวสำคัญในการแสวงหาการปกครองตนเองที่มากขึ้น และการมีที่นั่งที่มีบทบาทใหญ่ยิ่งขึ้นในเวทีโลก

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

