บทบรรณาธิการ : 24 กันยายน 2569

พยากรณ์อากาศ ต้องเตือนภัยด้วยข้อมูล ไม่ใช่ความตื่นตระหนก
กรณีดราม่าเพจ “ที ลมฟ้าอากาศ” ที่โพสต์เตือนว่าเหลือเวลาอีก 120 ชั่วโมงจะเกิด “มหาอุทกภัย”ในภาคตะวันออก พร้อมระบุถึงความเสียหายของทรัพย์สิน น้ำท่วมในหลายลุ่มน้ำ รวมถึงกรุงเทพฯ และปริมณฑล และแนะนำให้ประชาชนเตรียมเรือ อาหาร น้ำดื่ม ยาสามัญ ตลอดจนยกทรัพย์สินขึ้นที่สูง กำลังเป็นบทเรียนสำคัญเรื่องการรับข้อมูลภัยพิบัติในยุคโซเชียลมีเดีย
ต้องย้ำให้ชัดว่า การเตือนประชาชนให้เตรียมพร้อมรับมือกับฝนตกหนักไม่ใช่เรื่องผิด เพราะภัยจากฝนตกหนัก น้ำท่วมฉับพลัน และน้ำป่าไหลหลาก เป็นเรื่องที่ประชาชนควรให้ความสำคัญ และการเตรียมพร้อมล่วงหน้าก็เป็นสิ่งที่มีประโยชน์
แต่ปัญหาอยู่ที่ “ระดับของภาษา” และ “ขอบเขตของข้อเท็จจริง”
กรมอุตุนิยมวิทยา ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักของประเทศด้านการพยากรณ์อากาศ ได้ประกาศเตือนอย่างเป็นทางการว่า ระหว่างวันที่ 23-27 กันยายน 2569 หลายพื้นที่จะมีฝนตกหนักถึงหนักมาก รวมถึงภาคตะวันออกภาคกลาง กรุงเทพฯ และปริมณฑล โดยมีความเสี่ยงต่อสถานการณ์น้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก
นั่นหมายความว่า “ฝนตกหนัก” เป็นข้อมูลจริงที่ประชาชนควรรับรู้และเตรียมตัว** ไม่ใช่เรื่องที่
ควรมองข้าม
แต่จากข้อมูลดังกล่าวไปสู่คำว่า “มหาอุทกภัย” “ฝนจะถล่มอย่างบ้าคลั่งทั้งวันทั้งคืน” “ความสูญเสียทางทรัพย์สินมหาศาล” หรือการระบุล่วงหน้าว่ากรุงเทพฯ และปริมณฑลจะเสี่ยงน้ำท่วมขังทุกเขตนั้น เป็นอีกระดับหนึ่งของการสื่อสาร ซึ่งประชาชนต้องใช้วิจารณญาณอย่างมาก
ธรรมชาติของการพยากรณ์อากาศคือการประเมินจากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และแบบจำลอง ซึ่งย่อมมีความไม่แน่นอน และเมื่อระยะเวลายิ่งไกล รายละเอียดบางอย่างก็ยิ่งต้องติดตามและปรับปรุงตามข้อมูลใหม่กรมอุตุนิยมวิทยาเองจึงมีการออกประกาศและปรับปรุงการพยากรณ์เป็นระยะ
ดังนั้น สิ่งที่ประชาชนควรทำจึงไม่ใช่เลือกเชื่อระหว่าง “เพจโซเชียล” กับ “หน่วยงานรัฐ” เพียงเพราะชอบหรือไม่ชอบฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง แต่ต้องย้อนกลับไปดูว่า **ข้อมูลต้นทางคืออะไร ใครเป็นผู้ให้ข้อมูล และข้อความที่เผยแพร่นั้นเพิ่มอะไรจากข้อเท็จจริงเดิมเข้าไปบ้าง**
เพจหรือผู้เชี่ยวชาญบางรายอาจนำข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มาวิเคราะห์และอธิบายให้เข้าใจง่าย ซึ่งเป็นประโยชน์ แต่เมื่อการอธิบายเติมถ้อยคำที่เร้าอารมณ์มากขึ้น ผู้รับสารต้องรู้จักแยกให้ออกว่า ส่วนใดคือข้อมูลส่วนใดคือการวิเคราะห์ และส่วนใดเป็นเพียงถ้อยคำเพื่อดึงความสนใจ
ในทางกลับกัน หน่วยงานราชการก็มีโจทย์ที่ต้องทบทวนเช่นกัน
การใช้ภาษาทางการและระมัดระวังเป็นเรื่องจำเป็น เพราะความน่าเชื่อถือของข้อมูลเป็นหัวใจของการเตือนภัยแต่หากการสื่อสารเป็นภาษาราชการจนประชาชนอ่านไม่เข้าใจ หรือไม่สามารถมองเห็นภาพว่า “เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับชีวิตของฉันอย่างไร” ก็อาจเปิดช่องให้ข้อมูลจากแหล่งอื่นเข้ามาแทนที่
อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหาไม่ควรเป็นการทำให้ หน่วยงานรัฐต้องใช้ภาษาหวือหวาแข่งกับโซเชียลมีเดีย เพราะหากหน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรงด้านการพยากรณ์อากาศเริ่มใช้ถ้อยคำเกินจริงเพื่อเรียกความสนใจ สิ่งที่จะสูญเสียในที่สุดก็คือความน่าเชื่อถือ
ขณะเดียวกัน ประชาชนก็ต้องปรับตัวจากการเป็นเพียง “ผู้รับข่าว” มาเป็น “ผู้ประเมินข่าว” ด้วย
อย่าเพิ่งเชื่อข้อมูลเพียงเพราะใช้คำว่า “ด่วน” “ครั้งใหญ่ที่สุด” หรือ “เหลือเวลาอีกกี่ชั่วโมง” และอย่าเพิ่งปฏิเสธข้อมูลเพียงเพราะไม่ชอบหน่วยงานหรือแหล่งข่าวนั้น
โดยเฉพาะในเรื่องภัยพิบัติ **ความเกลียดชังหรืออคติต่อหน่วยงานรัฐ ไม่ควรทำให้เราเลือกเชื่อข้อมูลที่น่าตื่นเต้นมากกว่าข้อมูลที่มีหลักฐานรองรับ**
การรับมือฝนตกหนักจึงควรเริ่มต้นจากการรับรู้ข้อเท็จจริง ติดตามประกาศจากหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง ประเมินสถานการณ์ในพื้นที่ของตนเอง และเตรียมความพร้อมตามความเหมาะสม
**เตือนภัยได้ แต่อย่าขยายภัยจนเกินข้อมูลประชาชนต้องไม่ประมาท แต่ก็ไม่ควรตื่นตระหนก
และในยุคที่ทุกคนสามารถเป็นผู้เผยแพร่ข่าวได้การรู้จักแยก “แก่นของข้อมูล” ออกจาก “สีสันของการนำเสนอ” อาจเป็นทักษะสำคัญไม่แพ้การเตรียมกระสอบทรายเสียด้วยซ้ำ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

