คอลัมน์ : กวนน้ำให้ใส

เงินเดือนผู้ช่วยสส.ชามข้าวใคร?
สส. 1 คน ระเบียบกำหนดให้สามารถมี “ผู้เชี่ยวชาญ-ผู้ชำนาญการ-ผู้ช่วย สส.” ได้รวม 8 คน
ถ้า สส. 500 คน ทุกคนตั้งทีมผู้ช่วยกันครบ จะใช้เงินแผ่นดินเฉพาะสำหรับเงินเดือนผู้ช่วยเหล่านี้ รวมทั้งสิ้น 3,096 ล้านบาท ในระยะเวลา 4 ปี
1. การมีอัตราจ้างทีมผู้ช่วย สส. ข้างต้น ไม่ว่าจะในชื่อตำแหน่ง “ผู้เชี่ยวชาญ-ผู้ชำนาญการ-ผู้ช่วย สส..” นับเป็นปัจจัยสนับสนุนการทำงานของ สส. ซึ่งมาจากทั่วประเทศย่อมมีพื้นฐาน มีประสบการณ์ มีทรัพยากรแตกต่างกัน
เพื่อให้ สส. ทุกคน สามารถมีทีมงานสนับสนุนการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
หลักการ เป็นสิ่งที่ดี ควรสนับสนุน
ที่สำคัญ... ผู้ช่วยสส. ที่ทำงานจริง ทำงานดี มีประสิทธิภาพ ทำงานคุ้มค่าจ้าง หรือคุ้มเกินกว่าเงินเดือนที่ได้รับจากเงินแผ่นดิน มีอยู่จำนวนไม่น้อย
เพราะ “ผู้เชี่ยวชาญ-ผู้ชำนาญการ-ผู้ช่วย สส.” บางคนเป็นคนมีประสบการณ์การทำงาน การบริหาร งานราชการมีทักษะชั้นสูง มีเครือข่ายสายสัมพันธ์ที่ใช้ประโยชน์ในการเอื้ออำนวยการทำงานของ สส..ได้จริง คนเหล่านี้ มีค่าตัว หรือค่าจ้าง แพงกว่าอัตราที่กำหนดไว้มาก แต่เข้ามาทำงานเพราะได้รับประโยชน์อื่นเพิ่มเติม ทั้งที่เป็นตัวเงินและไม่ใช่ตัวเงิน
แต่ก็ต้องยอมรับว่า ผู้ช่วย สส. ที่ตั้งมาเพียงเพื่อรับเงินแทน สส. หรือแทนพรรคการเมืองบางพรรค ก็มีเรื่องฉาวโฉ่ ถูกร้องเรียนอยู่ก็มี
2. ค่าตอบแทนของผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการประจำตัว สส. และผู้ช่วยดำเนินงานของ สส.
ผู้เชี่ยวชาญประจำตัว สส. - มีได้ 1 คน ได้รับค่าตอบแทนเป็นรายเดือน อัตราเดือนละ 24,000 บาท
ผู้ชำนาญการประจำตัว สส. - สส.แต่ละคนจะมีผู้ชำนาญการประจำตัวได้ 2 คน ได้รับค่าตอบแทนรายเดือน คนละ 15,000 บาท
ผู้ช่วยดำเนินงานของ สส. - ทำหน้าที่สนับสนุนการปฏิบัติหน้าที่ของ สส. เพื่อแบ่งเบาภาระและเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ของ สส. (มีหน้าที่ความรับผิดชอบตามที่ สส.กำหนด) เช่น การพูดคุยพบปะประชาชน ติดต่อประสานกับหน่วยงานราชการต่างๆ เพื่อแก้ไขปัญหาและบรรเทาความเดือดร้อนให้แก่ประชาชน เข้าร่วมสัมมนา ปาฐกถา หรือกล่าวสุนทรพจน์ในโอกาสต่างๆ โดย สส.แต่ละคนจะมีผู้ช่วยดำเนินงานได้ 5 คน จะได้รับค่าตอบแทนรายเดือน อัตราเดือนละ 15,000 บาทต่อคน
เท่ากับว่า สส. 1 คน มีผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการประจำตัว สส.และผู้ช่วยดำเนินงานของ สส. ได้จำนวนทั้งสิ้น 8 คน โดยมีเงินค่าตอบแทนรายเดือนรวมประมาณ 120,000 บาท
ซึ่งพอๆ กับเงินเดือน สส. 1 คน นั่นเอง
3. ค่าตอบแทนสำหรับ สส..
ตัว สส. เอง จะมีเงินเดือนและเงินเพิ่ม รวม 113,560 บาทต่อเดือน
นอกเหนือจากเงินเดือนประจำแล้ว สส. ยังมีสิทธิประโยชน์ตามกฎหมายอีกหลายด้าน เช่น
เบี้ยประชุมกรรมาธิการ - ได้รับเพิ่มเมื่อเข้าร่วมการประชุมคณะกรรมาธิการสามัญ หรืออนุกรรมาธิการในสภาฯ โดยจะได้รับเป็นรายครั้ง เฉพาะครั้งที่มาประชุม
ค่าเบี้ยประชุมคณะกรรมาธิการ (คณะใหญ่) ครั้งละ 1,500 บาท
ค่าเบี้ยประชุมคณะอนุกรรมาธิการ (ชุดย่อย) ครั้งละ 800 บาท
แต่มีเงื่อนไขการรับเบี้ยประชุมต่อวัน สส.มีสิทธิรับเบี้ยประชุมกรรมาธิการคณะใหญ่ได้ไม่เกิน 1 ครั้งต่อวัน โดยมีข้อยกเว้นว่าหากในวันเดียวกันนั้น สส.ต้องเข้าประชุมคณะกรรมาธิการ “คนละคณะ” (เช่น ควบสองคณะที่ตนเองเป็นกรรมการ) จะมีสิทธิ์ได้รับเบี้ยประชุมเพิ่ม แต่ก็จำกัดยอดรวมไม่เกิน 2 ครั้งต่อวัน (รับเบี้ยสูงสุด 3,000 บาท/วัน) การจำกัดโควตาการจ่ายเงินเพื่อป้องกันการเข้าประชุมซ้ำซ้อนเกินจริง
สวัสดิการค่ารักษาพยาบาล - สามารถเบิกจ่ายเงินชดเชยค่ารักษาพยาบาล ค่ายา อุบัติเหตุฉุกเฉิน และค่าตรวจสุขภาพประจำปีได้ตามสถานพยาบาลที่กำหนด
ค่าเดินทางไปราชการ - ได้สิทธิเบิกค่าโดยสารเครื่องบิน รถไฟ หรือพาหนะเดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ทั้งในและต่างประเทศ โดยได้สิทธิเทียบเท่าข้าราชการระดับสูง (ระดับปลัดกระทรวง)
ทุนเลี้ยงชีพหลังพ้นตำแหน่ง - สส.ไม่มีระบบบำนาญเหมือนข้าราชการประจำ แต่มีสิทธิได้รับเงินเยียวยาหลังพ้นตำแหน่งจาก “กองทุนเพื่อผู้เคยเป็นสมาชิกรัฐสภา” ตามระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด ฯลฯ
4. ยังไม่นับรวมว่า ถ้า สส. คนไหน เอาชื่อผู้อื่นมารับเงินเดือนในฐานะ “ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ชำนาญการประจำตัว สส. และผู้ช่วยดำเนินงานของ สส.”
นำชื่อเครือญาติหรือบุคคลที่ไม่ได้ทำงานจริง มาสวมสิทธิรับเงิน
ถึงเวลารับเงินเดือน ก็มอบอำนาจให้ตัวเอง หรือลูกน้องรับเงินเดือนแทน แล้วเอาเงินเข้ากระเป๋าตัวเอง ซึ่งเท่ากับว่ากินเงินเดือน 2 เด้ง
หรือถ้าพรรคการเมืองไหนใช้วีธีซิกแซก บีบบังคับให้ สส. ในพรรคใช้นอมินีรับเงินในฐานะผู้ช่วย สส. แล้วให้นำเงินส่งเข้าพรรคเป็นประจำทุกเดือน เพื่อใช้จ่ายทางการเมืองตามนโยบายของผู้มีอำนาจเหนือพรรค
ก็เท่ากับว่า เป็นการทุจริต ยักยอกทรัพย์ ใช้จ่ายหรือหารายได้เข้าพรรคการเมืองแบบผิดประเภท ผิดช่องทาง อาจผิดกฎหมาย
5. ในความเป็นจริง หาก สส. (รวม สว.ด้วย) ทุกคน ถูกบังคับให้ต้องเปิดเผยรายชื่อบุคคลที่ตนเองตั้งมารับตำแหน่งกินเงินแผ่นดินทั้ง 8 คน
เปิดเผยต่อสาธารณะ รูปถ่าย ประวัติย่อๆ ไม่ต้องไปรอขอความยินยอม หรืออ้าง PDPA
การเปิดเผยเช่นนี้ ย่อมจะเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมอย่างยิ่ง
ด้านหนึ่ง ชาวบ้านจะรู้ว่าใครเป็นผู้ช่วย มีตำแหน่งกินเงินเดือนของ สส. คนไหน อย่างชัดเจน จะติดต่อประสานงานก็มั่นใจได้ว่าเป็นทีมงานจริงๆ
อีกด้านหนึ่ง สส. ก็จะได้แสดงความสุจริต ว่า “ไม่มีผู้ช่วยทิพย์” ทุกคนมีตัวตนจริง ทำงานจริง กินเงินแผ่นดินจริง ภาคภูมิใจในตำแหน่งหน้าที่และการทำงานการเมือง
ถ้าไม่พร้อมจะเปิดเผยต่อสาธารณะ ก็อย่าอาสาเข้ามาทำงานการเมือง ซึ่งเกี่ยวข้องกับผลประโยชน์สาธารณะ กินเงินแผ่นดิน
6. ประธานโสภณ ยกเลิกการปรับเพิ่มค่าตอบแทนผู้ช่วย สส. ส่วนพรรคส้มคัดค้านการยกเลิก (ต้องการให้ขึ้นค่าตอบแทน)
ช่วงเดือนมีนาคม 2568 (ยุคประธานรัฐสภา วันมูหะมัดนอร์ มะทา) ที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการรัฐสภา (ก.ร.) มีมติเห็นชอบให้ปรับเพิ่มเงินค่าตอบแทนในสัดส่วน 20% ให้แก่ผู้ช่วย สส. ผู้ช่วย สว. ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการสามัญ และคณะทำงานทางการเมืองของประธานสภา รองประธานสภา และผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร จากฐานค่าตอบแทนเดิมที่ผู้ช่วยและผู้ชำนาญการประจำตัว สส. ได้รับ 15,000 บาท และผู้เชี่ยวชาญได้รับ 24,000 บาท คือ ให้ขึ้นไปอีก 20%
มติดังกล่าว นำไปสู่การออกระเบียบรัฐสภา มีกำหนดให้มีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ตุลาคม 2569
ปรากฏว่า เมื่อนายโสภณ ซารัมย์ เข้ามาดำรงตำแหน่งประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้มีนโยบายให้ทบทวนการขึ้นค่าตอบแทนดังกล่าว ตั้งแต่เดือนมีนาคม 2569 โดยพิจารณาว่า ยังไม่สอดคล้องกับบริบททางการเงินของประเทศไทย จึงเสนอให้ชะลอและยกเลิกระเบียบการเพิ่มค่าตอบแทนออกไปก่อน
ที่ประชุม ก.ร.ได้พิจารณาและมีมติเห็นชอบให้ยกเลิกระเบียบดังกล่าวในเดือนพฤษภาคม 2569
เป็นผลให้สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรไม่มีการตั้งคำของบประมาณในส่วนนี้ สำหรับปีงบประมาณประจำปี 2570
เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2569 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศยกเลิกระเบียบรัฐสภาฉบับดังกล่าวอย่างเป็นทางการ ลงนามโดยนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ให้การยกเลิกมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นไป
เท่ากับว่า ตำแหน่งผู้ช่วย สส. และ สว. ยังมีอยู่เหมือนเดิมเพียงแต่ไม่ได้ขึ้นเงินเดือนเท่านั้น
แต่ที่น่าสนใจ คือ ก.ร. ยังได้ตั้งคณะกรรมการอิสระนำโดย พล.ต.อ.ประสิทธิ์ ทำดี เพื่อศึกษาจำนวนผู้ช่วย สส..สว. และสิทธิประโยชน์ที่เหมาะสม ภายใน 90 วัน โดยให้ทันเดือนตุลาคม 2569 คณะกรรมการจะพิจารณาว่าควรมีผู้ช่วยกี่คนและค่าตอบแทนเท่าใด โดยอ้างอิงมาตรฐานจากต่างประเทศ
แต่ปรากฏว่า สส. พรรคส้ม ไม่พอใจการเบรกขึ้นค่าตอบแทนของผู้ช่วย สส. และโจมตีประธานโสภณอย่างรุนแรง
นายเซีย จำปาทอง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เรียกร้องให้มีการทบทวน อ้างว่าไม่สอดคล้องกับภาระงานที่หนักหน่วงและค่าครองชีพในปัจจุบัน อีกทั้งยังขาดสวัสดิการพื้นฐานในการดำรงชีวิต อ้างว่าการระงับการปรับเพิ่มเงินเดือนถือเป็นการซ้ำเติมผู้ช่วยทำงานในยุคที่เศรษฐกิจฝืดเคือง
อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ขอชื่นชม และสนับสนุนประธานโสภณอย่างยิ่ง
7. เงินเดือนผู้ช่วย สส. ชามข้าวใคร?
ข้อครหาว่า มี สส. บางคน มีพรรคการเมืองบางพรรค พฤติกรรมลักไก่ ซิกแซกเอาเงินเดือนผู้ช่วย สส.
ไปเป็นรายได้เข้าตัว สส. หรือเข้าพรรคการเมือง เป็นประเด็นอื้ออึงอื้อฉาว มีมูลถึงขนาดมีเรื่องร้องเรียนสอบสวนตามกฎหมายกันอยู่
หากตรวจพบว่า สส. มีการทุจริตเกี่ยวกับงบประมาณเงินเดือนผู้ช่วย สส. (เช่น การหักหัวคิว การบังคับโอนเงินทอน หรือการตั้ง “ผู้ช่วยทิพย์” ที่ไม่มีการทำงานจริงเพื่อเอาเงินเข้ากระเป๋าตัวเองหรือพรรค) สส.รายนั้นอาจเข้าข่ายกระทำผิดกฎหมาย มีบทลงโทษรุนแรง
เพราะเงินเดือนผู้ช่วย สส. เป็นเงินงบประมาณแผ่นดิน (ภาษีประชาชน) การกระทำทุจริต ซิกแซก จึงอาจเข้าข่ายความผิดร้ายแรง เช่น ความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่
ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151 (เจ้าพนักงานใช้อำนาจในตำแหน่งโดยทุจริต ข่มขืนใจหรือจูงใจเพื่อให้บุคคลใดมอบทรัพย์สินให้) มาตรา 157 (ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ) โทษสูงสุดคือจำคุกตลอดชีวิต หรือจำคุกตั้งแต่ 5–20 ปี
อาจเข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ป.ป.ช.อาจยื่นเรื่องให้ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองวินิจฉัย หากศาลตัดสินว่าผิดจริง สส.จะต้องพ้นจากตำแหน่งทันที และจะถูกเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ฯลฯ
อาจถูกเรียกเงินคืนด้วย
หรือถ้าพิสูจน์ได้ว่านำเงินงบประมาณแผ่นดินไปหมุนเวียนแปรสภาพ (เช่น นำไปเป็นเงินสมัครสมาชิกพรรคให้บุคคลอื่น) อาจเข้าข่ายกฎหมายฟอกเงิน อาจถูกร้องยุบพรรคด้วย เพราะเป็นการหาเงินรายได้เข้าพรรคแบบที่กฎหมายไม่อนุญาต และถูกยึดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้อง
สารส้ม
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

