สกู๊ปพิเศษ : ปลุก ‘เสียงอาเซียน’ รับโลกเปลี่ยนกติกา ชูความร่วมมือ - AI - เศรษฐกิจมูลค่าสูง พลิกวิกฤตสู่โอกาสใหม่ของภูมิภาค

ท่ามกลางความผันผวนจากภูมิรัฐศาสตร์ กติกาการค้า เทคโนโลยี ห่วงโซ่อุปทาน พลังงาน และสิ่งแวดล้อม “อาเซียน” กำลังเผชิญโจทย์สำคัญว่าจะเป็นเพียงผู้รับผลจากความเปลี่ยนแปลง หรือร่วมกำหนดอนาคตของภูมิภาคด้วยตนเอง สถาบันระหว่างประเทศเพื่อการค้าและการพัฒนา (องค์การมหาชน) หรือ ITD จึงจัดงาน Southeast Asia Trade and Development Forum 2026 (SEA Forum 2026) ภายใต้แนวคิด “The Voice of ASEAN: Transforming Crises into Opportunities” เชื่อมโยงภาครัฐ เอกชน วิชาการ และองค์กรระหว่างประเทศ เพื่อเปลี่ยนวิกฤตโลกเป็นโอกาสยกระดับเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และการพัฒนาของภูมิภาค
นายสุภกิจ เจริญกุล ผู้อำนวยการ ITD กล่าวว่า SEA Forum 2026 สะท้อนบทบาท ITD ในฐานะ “สะพานเชื่อมองค์ความรู้” ระหว่างไทย อาเซียน และประชาคมโลก โดยนำมุมมองจากผู้กำหนดนโยบาย นักวิชาการ ภาคธุรกิจ และองค์กรระหว่างประเทศ มาต่อยอดเป็นข้อเสนอเชิงนโยบายที่นำไปใช้ได้จริง “โจทย์ของอาเซียนวันนี้ไม่ใช่เพียงการรับมือวิกฤต แต่คือการทำให้เสียงของอาเซียนมีพลังพอที่จะเปลี่ยนความท้าทายเป็นโอกาส และเปลี่ยนองค์ความรู้สู่ผลลัพธ์ที่จับต้องได้”
ศ.ดร.สมคิด เลิศไพฑูรย์ ประธานกรรมการ ITD กล่าวว่า โลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงพร้อมกันหลายมิติ ทั้งภูมิรัฐศาสตร์ ระบบการค้าและการลงทุน เทคโนโลยี พลังงาน ภูมิอากาศ และโครงสร้างประชากร แต่ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ไม่ใช่เพียงความเสี่ยง หากเป็นโอกาสให้อาเซียนร่วมกำหนดอนาคตทางเศรษฐกิจของภูมิภาค โดยคำถามสำคัญไม่ใช่เพียง “เราจะรับมืออย่างไร” แต่คือ “เราจะเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นโอกาสแห่งการพัฒนาได้อย่างไร”
ดร.ปิยนุช วุฒิสอน ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า อาเซียนต้องก้าวจากผู้รับผลของความเปลี่ยนแปลงไปสู่การร่วมกำหนดวาระโลก ผ่าน 3 แนวทาง ได้แก่ “ความเปิดกว้างเชิงยุทธศาสตร์” การเปลี่ยน “ความยืดหยุ่น” ให้เป็นขีดความสามารถในการแข่งขัน และการมุ่งสู่ “คุณภาพของการเติบโต” ที่ประชาชน เกษตรกร และ SMEs ได้รับประโยชน์อย่างแท้จริง พร้อมย้ำว่าอาเซียนต้องก้าวจากการเป็นเพียงตลาดของกันและกัน สู่การเป็น “หุ้นส่วนทางเศรษฐกิจ” ที่ร่วมคิด ร่วมลงทุน ร่วมผลิต ร่วมสร้างนวัตกรรม และร่วมเติบโต โดยความสำเร็จไม่ควรวัดเพียงมูลค่าการค้า การส่งออก หรือ GDP แต่ต้องตอบให้ได้ว่า “ใครมีส่วนร่วม ใครได้รับประโยชน์ และเราสร้างมูลค่าไว้ภายในประเทศได้มากเพียงใด”
ดร.ศุภชัย พานิชภักดิ์ อดีตเลขาธิการ UNCTAD อดีตผู้อำนวยการใหญ่ WTO และอดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ระบบเศรษฐกิจและการค้าโลกกำลังเปลี่ยนครั้งใหญ่จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ มาตรการกีดกันทางการค้า การปรับห่วงโซ่อุปทาน และการเปลี่ยนผ่านด้านเทคโนโลยีและสิ่งแวดล้อม ทำให้การค้าและการลงทุนไม่ได้ถูกกำหนดด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป ท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจ อาเซียนควรรักษาความสัมพันธ์ที่เปิดกว้างกับคู่ค้าทุกฝ่าย และใช้ความหลากหลายเป็นจุดแข็งในการสร้างความร่วมมือ พร้อมรักษาระบบการค้าที่เปิดกว้าง เป็นธรรม และคาดการณ์ได้ ขณะเดียวกัน AI และ Green Transition จะเป็นตัวแปรสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ โดยเทคโนโลยีต้องช่วยสร้างการพัฒนาที่ครอบคลุม ขณะที่เศรษฐกิจสีเขียวต้องถูกเปลี่ยนเป็นโอกาสด้านอุตสาหกรรม การลงทุน และความสามารถในการแข่งขันใหม่ของอาเซียน
Dr. Stephen N. Ndegwa, Division Director for Thailand and Myanmar, World Bank Group กล่าวว่า อาเซียนกำลังอยู่ในหัวเลี้ยวหัวต่อ จากการเติบโตที่พึ่งพาการเปิดการค้า การลงทุนต่างประเทศ และการส่งออก ไปสู่การยกระดับประสิทธิภาพและความสามารถในการสร้างมูลค่าเพื่อก้าวสู่ประเทศรายได้สูง สำหรับไทย ปัจจุบันมีระดับรายได้ประมาณ 54% ของเกณฑ์ประเทศรายได้สูง และอยู่ในกลุ่มรายได้ปานกลางระดับบนมาราว 15 ปี จึงต้องเร่งประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและต่อยอดสู่นวัตกรรมของตนเอง พร้อมเสนอ 3 กุญแจสำคัญ ได้แก่ “Upgrade” ยกระดับอุตสาหกรรมและเพิ่มมูลค่า “Build Dynamism” สร้างสภาพแวดล้อมให้ธุรกิจแข่งขัน เติบโต และเข้าถึงเงินทุน และ “Integrate Regionally” เชื่อมโยงอาเซียนให้ลึกขึ้นทั้งมาตรฐาน การค้าดิจิทัล ทักษะแรงงาน และพลังงาน เพื่อวางรากฐานสู่เศรษฐกิจรายได้สูง
อีกหนึ่งไฮไลต์คือการเสวนาเชิงนโยบาย “From Vision to Action: ASEAN’s Next Chapter” ที่ระดมผู้เชี่ยวชาญนานาชาติร่วมเสนอทางขับเคลื่อนอาเซียนจาก “วิสัยทัศน์” สู่ “การลงมือทำ”
Prof. Dr. Jay Rosengard, Adjunct Lecturer in Public Policy, Harvard Kennedy School กล่าวว่า อาเซียนต้องรักษาความเป็นอิสระทางยุทธศาสตร์ท่ามกลางการแข่งขันของมหาอำนาจ ใช้พลังการรวมกลุ่มเพิ่มอำนาจต่อรอง สร้างความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน และเปลี่ยนวิสัยทัศน์สู่การปฏิบัติที่มีตัวชี้วัดชัดเจน โดยเฉพาะการลงทุนในทุนมนุษย์และการศึกษา
Dr. Denis Hew, Senior Research Fellow, Centre on Asia and Globalization, Lee Kuan Yew School of Public Policy, National University of Singapore กล่าวว่า อาเซียนมีศักยภาพเป็นหนึ่งในกลุ่มเศรษฐกิจสำคัญของโลก แต่ต้องทำให้กรอบความร่วมมือเกิดผลจริง โดยเฉพาะ ASEAN Digital Economy Framework Agreement (DEFA) เพื่อเชื่อมโยงเศรษฐกิจดิจิทัล พร้อมเสริมความมั่นคงและความยืดหยุ่นทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค
Mr. Richard Bolwijn, Director, Investment Research, Investment and Enterprise Division, UN Trade and Development (UNCTAD) กล่าวว่า แม้ FDI ในอาเซียนยังขยายตัว แต่ส่วนใหญ่กระจุกในโครงการขนาดใหญ่และอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ เช่น Data Center และ AI ขณะที่การลงทุนใหม่ในภาคการผลิตหลายอุตสาหกรรมชะลอลง อาเซียนจึงต้องรักษาฐานการผลิตที่สร้างงาน ควบคู่กับการสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการลงทุน ทั้งกฎหมายที่แน่นอน กระบวนการบริหารที่ชัดเจน และความร่วมมือรัฐ–เอกชน
Mr. Kyohei Yabu, Director, Regional Research (Asia) ผู้แทน JETRO และภาคธุรกิจญี่ปุ่น กล่าวว่า อาเซียนต้องเร่งรับมือการเปลี่ยนแปลงด้าน Digital & AI, Green and Circular Economy และโครงสร้างประชากร โดยเดินหน้า DEFA พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและการใช้ AI อย่างมีธรรมาภิบาล ลดอุปสรรคกฎระเบียบและศุลกากรข้ามพรมแดน พร้อมยกระดับความร่วมมือด้านนโยบายอุตสาหกรรม และมองอาเซียนเป็น “ตลาดเดียว” เพื่อเพิ่มขนาดเศรษฐกิจ อำนาจต่อรอง และศักยภาพการแข่งขัน
เสียงจาก SEA Forum 2026 สะท้อนชัดว่า อาเซียนไม่สามารถใช้แนวทางการเติบโตแบบเดิมตอบโจทย์อนาคตได้อีกต่อไป ภูมิภาคต้องรักษาความเปิดกว้าง พร้อมสร้างความแข็งแกร่งจากภายใน ยกระดับเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ พัฒนาคนและ SMEs และเชื่อมโยงตลาดให้ลึกขึ้น จาก “The Voice of ASEAN” จึงต้องก้าวสู่ “Action” เพื่อให้อาเซียนร่วมกำหนดอนาคต เปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาส และสร้างการเติบโตที่มีมูลค่าสูง ครอบคลุม และยั่งยืน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง





