บทบรรณาธิการ : 28 กันยายน 2569

มติอย่างไม่เป็นเอกฉันท์ของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ยกคํา ร้องทั้งหมดโดยไม่ยื่นศาลฎีกาต่อ 21 นักการเมืองคนสํา คัญจากพรรคภูมิใจไทยในคดีฮั้ว สว. แต่ดํา เนินคดีผู้ถูกกล่าวหา 77 ราย ซึ่งในจํา นวนนั้นเป็น สว.ชุดปัจจุบัน 26 คน ได้ส่งผ่านแรงกระเพื่อมด้านิกฤตศรัธาทั้งต่อสมาชิกวุฒิสภา และองค์กรอิสระอย่าง กกต.อย่างหนักหน่วง
การยืนอยู่ของสภาสูง และ กกต.กํา ลังถูกท้าทายจากกระแสสังคมมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะตลอดระยะเวลาเกือบๆ 2 ปีตั้งแต่เริ่มมีการฟ้องร้องเป็นคดีความทุจริตเลือกสว.เกิดขึ้น ภาพลักษณ์ของทั้งสององค์กรถูกวิพากษ์วิจารณ์แบบคู่ขนานต่อเนื่อง จนทํา ให้ภาพลักษณ์ที่ควรจะสง่างามกลับผุกร่อนเสียหายไปไม่ใช่น้อยแม้แต่บรรยากาศในการทํางานของสภาสูง มีการแบ่งสี และแบ่งขั้วกันอย่างชัดเจน จนบางครั้งเรื่องเดียวกัน แต่พอมีสีที่แตกต่างกันก็ถูกนํา มาชิงไหวชิงพริบเกินงาม ขณะที่กกต.เองก็ตามที ไม่ว่าจะเป็นการจัดการเลือกตั้งที่ผ่านๆ มา ตลอดการวินิจฉัยเรื่องราวสาวความต่างๆ กลับถูกสายตาประชาชนจ้องมองด้วยความรู้สึกระแวงต่อการทํา หน้าที่ความเป็นกลาง
อย่างกรณีวุฒิสภา แม้แต่อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญอย่าง น ายนครินทร์ เมฆไตรรัตน์ ก็ยังเคยออกมาให้ความเห็นพาดพิงถึงวุฒิสภามีความชอบธรรมทางการเมืองในระดับที่ต่ํา เนื่องจากมาจากระบบเลือกกันเอง โดยอ้างอิงถึงออกแบบระบบวุฒิสภาเป็นความผิดพลาดที่สุดของคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ว่า จะมีสมาชิกวุฒิสภาบางส่วนออกมาตอบโต้ว่าเป็นการดูหมิ่นและด้อยค่าความน่าเชื่อถือขององค์กรสว.ทั้ง 200 คน ที่ได้มาตามรัฐธรรมนูญ 2560 โดยไม่พิจารณาถึงคุณสมบัติการปฏิบัติงานและผลงานของสมาชิกแต่ละคนก็ตาม แต่กระนั้นคํา ชี้แจงดังกล่าวกลับถูกมติสั่งฟ้องสมาชิกวุฒิสภาจํา นวนถึง 26 คน กลบฝังไปอย่างน่าเห็นใจ
ส่วนกกต.ก็ตกอยู่ในสถานการณ์เดียวกันโดยเฉพาะหลังจากคณะกรรมาธิการ (กมธ.)การพัฒนาการเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน สิทธิมนุษยชน สิทธิ เสรีภาพและการคุ้มครองผู้บริโภค ของวุฒิสภา ได้มีการรายงานและพิจารณาในประเด็นถอดบทเรียนการเลือกตั้ง สส. เมื่อปี 2562, 2566และ 2569 เป็นฐานการพิจารณาเพื่อนําไปสู่การยกเครื่อง กกต.ครั้งใหญ่
ถือว่าเป็นการจุดประเด็นชี้ให้สังคมเห็นถึงต้นตอปัญหาเชิงโครงสร้างกฎหมาย และระบบการเลือกตั้งที่กกต.ใช้ดุลยพินิจเพื่อวินิจฉัยและชี้ขาดในประเด็นต่างๆ ไม่น่าเชื่อถือพร้อมเสนอแนวทางการปฏิรูปโครงสร้างทางอํา นาจ ที่มา และหน้าที่ของกกต.เสียใหม่แยกอํา นาจจัดการเลือกตั้งออกจากการตรวจสอบการเลือกตั้ง เพื่อป้องกันการตรวจสอบการทํา งานของตนเอง
แรงกระเพื่อมทั้งหมดนี้ กํา ลังกระแทกเข้าใส่ทั้งสภาสูงและกกต. ซึ่งเป็นประเด็นข้อเท็จจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ และต้องเร่งแก้ปัญหา ไม่ว่าจะเป็นช่องทางรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องก็ตามเพราะสององค์กรนี้เป็นสถาบันหลักที่มีส่วนสํา คัญในกํา หนดทิศทางการเมืองไทย ดังนั้น ถึงเวลาที่จะต้องปฏิรูปครั้งใหญ่เพื่อกอบกู้คืนความน่าเชื่อถือโดยไม่มีเสียงเรียกร้องให้ยุบทิ้งดังเช่นปัจจุบัน
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

