คอลัมน์ : อ่านระหว่างบรรทัด

เฮือกสุดท้าย อดีต 2 นายกฯ ตระกูลชิน
อดีตนายกฯ ตระกูลชินวัตร 2 คน กํา ลังต่อสู้เฮือกสุดท้ายสําหรับผลกรรมของตนเอง ในรูปคดีความเกี่ยวกับเงินๆ ทองๆ มูลค่ารวมเกือบ 3 หมื่นล้านบาท ซึ่งมีผลได้-เสียต่อประโยชน์ของประเทศชาตินั่นคือ อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร และยิ่งลักษณ์ ชินวัตร
1. อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ คดีชดใช้ค่าสินไหมทดแทน “จํา นํา ข้าว” หมื่นล้านบาท
1.1 ล่าสุด ศาลปกครองสูงสุด ยกคํา ร้องขอพิจารณาคดีใหม่ของอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์แล้ว โดยชี้ว่าไม่มีพยานหลักฐานใหม่ ตามคํา สั่งที่ 1011/2569
1.2 ก่อนหน้านี้ อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ฟ้องขอเพิกถอนคํา สั่งกระทรวงการคลัง ที่ 1351/2559 ลงวันที่ 13
ตุลาคม 2559 ที่กํา หนดให้ตนต้องรับผิดชดใช้ค่าสินไหมทดแทนความเสียหายในโครงการรับจํา นํา ข้าวฯต่อมา ศาลปกครองกลาง ตัดสินให้อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ชนะ เพิกถอนคํา สั่งให้จ่ายเสียหาย ทํา ให้ไม่ต้องจ่ายค่าสินไหมทดแทนเลย
แต่ในที่สุด ศาลปกครองสูงสุด พิพากษากลับ ให้เพิกถอนเฉพาะคํา สั่งในส่วนที่ให้อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์รับ
ผิดเกินกว่า 10,028,861,880.83 บาท (ทํา ให้ต้องจ่ายประมาณหมื่นล้านบาทเศษนั่นเอง)
1.3 เมื่อแพ้คดีในชั้นศาลปกครองสูงสุด อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ก็ยังใช้สิทธิตามกฎหมายสู้ต่อ
คราวนี้ ร้องต่อศาลปกครองกลางขอให้พิจารณาคดีใหม่อ้างว่ามีหลักฐานใหม่ ปรากฏว่า ศาลปกครองกลางตีตก
จากนั้น อดีตนายกฯ ก็สู้ต่อไปถึงศาลปกครองสูงสุดอีก กระทั่งล่าสุด ศาลปกครองสูงสุดตีตกเช่นกัน
มิใช่เป็นกรณีที่ศาลปกครองสูงสุดฟังข้อเท็จจริงผิดพลาดหรือมีพยานหลักฐานใหม่ อันอาจทําให้ข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นยุติแล้วนั้นเปลี่ยนแปลงไปในสาระสํา คัญ หรือมีข้อบกพร่องสํา คัญในกระบวนพิจารณาพิพากษาที่ทํา ให้ผลของคดีไม่มีความยุติธรรม จึงไม่เข้าหลักเกณฑ์ตามมาตรา 75วรรคหนึ่ง (1) และ (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ.2542 ที่ศาลจะรับไว้พิจารณาพิพากษาหรือมีคํา สั่งชี้ขาดคดีปกครองนั้นใหม่ได้ คําร้องอุทธรณ์คํา สั่งของอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ฟังไม่ขึ้น
ด้วยเหตุนี้ ศาลปกครองสูงสุด จึงมีคํา สั่งยืนตามคํา สั่งของศาลปกครองชั้นต้น ตีตกคํา ร้องขอให้พิจารณา
คดีใหม่
1.4 ค่าสินไหมทดแทนที่ต้องชํา ระคืนแผ่นดินข้างต้น 10,028 ล้านบาท เป็นผลกรรมของอดีตนายกฯ
ยิ่งลักษณ์ จากการละเว้น ปล่อยปละละเลย เพิกเฉยไม่ใช้อํา นาจหน้าที่ในการติดตามแก้ไขการทุจริตใน
โครงการจํา นํา ข้าว เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐโดยทุจริต
อันที่จริง มูลค่าน้อยกว่าคํา สั่งกระทรวงการคลัง ที่ 1351/2559 ลงวันที่ 13 ต.ค. 2559 สั่งให้นางสาว
ยิ่งลักษณ์ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเป็นเงิน 35,717 ล้านบาท และยังน้อยกว่าความเสียหายจากการทุจริตข้าวจีทูจีมหาศาล
ศาลปกครองสูงสุดชี้ว่า อดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ สมควรจ่ายชดใช้เฉพาะค่าเสียหายที่เกิดขึ้นในขั้นตอนการ
ระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ 4 สัญญาในยุคยิ่งลักษณ์เท่านั้นและให้รับผิดชอบเพียง 50% ของมูลค่าความเสียหายเท่านั้น จึงคิดเป็นเงิน 10,028 ล้านบาท
กลโกงข้าวจีทูจียุคนั้น ทําให้พ่อค้าและนักการเมืองกระเป๋าตุง ทํา ถึงขนาดเสนอแผนยุทธศาสตร์ขายข้าวจีทูจีกันแบบเก๊ๆ ก่อนเริ่มโครงการไม่กี่วัน ไม่เอาเข้าที่ประชุมนโยบายข้าว ก่อนเริ่มโครงการจํา นํา ข้าวเมื่อ 7 ต.ค. 2554เร่งทํา สัญญาขายข้าวแบบจีทูจีไปจํา นวน 2 สัญญา อย่างรีบร้อน เป็นการขายล่วงหน้าโดยที่ยังไม่ได้ซื้อข้าวมาจากชาวนา ข้าวยังอยู่ในแปลงนาของชาวนาด้วยซ้ํา แต่ตกลงขายจีทูเจี๊ยะ ในราคาถูกกว่าท้องตลาดให้พ่อค้าไว้ก่อนแล้วฯลฯ
พฤติการณ์ขายจีทูจีเก๊ในราคาที่ต่ํา กว่าราคาตลาดส่งมอบหน้าโกดัง ไม่ใช่ท่าเรือ ให้จ่ายเงินเป็นแคชเชียร์เช็คไม่ต้องเปิดแอลซี แถมมีการแก้ไขสัญญากันหลายครั้งเอกชนได้ประโยชน์ รัฐเสียประโยชน์ แล้วเอกชนที่มารับข้าวก็คือบริษัทค้าข้าวที่ติดต่อจ่ายเงินให้เครือจ่ายเสี่ยเปี๋ยงนั่นเอง ไม่ใช่ตัวแทนรัฐบาลจีน ฯลฯ
1.5 ปัจจุบัน ภาระหนี้จากโครงการจํา นํา ข้าวยังปรากฏในบัญชีของภาครัฐ มากกว่าแสนล้านบาท
เอกสารงบประมาณปี 2569 ระบุแผนตั้งงบชํา ระหนี้ให้ ธ.ก.ส. ช่วงปี 2568–2572 รวม 136,532 ล้านบาท
โดยงบประมาณแผ่นดินประจํา ปี 2569 ตั้งไว้ 27,935 ล้านบาท
ทิ้งภาระหนี้สินให้รัฐบาลต้องตามล้างตามเช็ดต่อไป
แทนที่จะได้ใช้เงินงบประมาณแผ่นดินปีละเกือบ 3 หมื่นล้านบาท นํา ไปช่วยเหลือพี่น้องประชาชนหรือชาวนาในด้านที่เกิดประโยชน์ แต่รัฐบาลยังต้องตั้งงบชําระหนี้จํา นํา ข้าวต่อไปอีกหลายปี
การเรียกค่าสินไหมทดแทนคืนแผ่นดิน ก็เพื่อปกป้องทวงคืนผลประโยชน์ของประเทสชาติส่วนรวมรัฐบาลจะได้มีเงินกลับมาช่วยเหลือประชาชนต่อไป
2. อดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร คดีภาษีหุ้นชินฯ 1.7 หมื่นล้านบาท
2.1 คดีภาษีเงินได้จากการขายหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นฯ เมื่อปี 2549
ก่อนหน้านี้ เมื่อถูกเรียกเก็บภาษีดังกล่าว อดีตนายกฯ ทักษิณ ก็ได้ต่อสู้คดีแบบเต็มที่
ศาลภาษีอากรกลาง (ปี 2565) พิพากษาเพิกถอนการประเมิน โดยเห็นว่ากรมสรรพากรไม่ได้ออกหมายเรียกทักษิณในฐานะผู้เสียภาษีหลักภายในกํา หนดเวลา 5 ปี
แต่ต่อมา ศาลฎีกา (17 พ.ย. 2568) คํา พิพากษาศาลฎีกาที่ 6890/2568 พิพากษากลับ ให้การประเมินของเจ้าพนักงานชอบด้วยกฎหมาย นั่นทําให้อดีตนายกฯทักษิณ มีภาระต้องจ่ายภาษี 17,600 ล้านบาท
ล่าสุด เมื่อวันที่ 16 ก.ย. 2569 ทนายความของนายทักษิณได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลภาษีอากรกลางอีกครั้ง เพื่อคัดค้านการยึดและอายัดทรัพย์เพื่อเก็บภาษี โดยระบุว่าเงินได้จากการขายหุ้นชินคอร์ปฯ ทั้งหมด ถูกศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองสั่งให้ตกเป็นของแผ่นดินไปแล้ว การที่สรรพากรจะมายึดทรัพย์เพื่อชําระภาษีจากเงินก้อนเดิม จึงเป็นการ “ยึดซ้ํา ซ้อน” และไม่ชอบด้วยกฎหมาย
ศาลภาษีอากรกลาง นัดไต่สวนคําร้องขอคุ้มครองชั่วคราว ในวันที่ 7 ตุลาคม 2569 นี้
2.2 ภาษีเงินได้ 1.7 หมื่นล้านบาท ไม่ซ้ํา ซ้อนกับกรณียึดทรัพย์คดีร่ํารวยผิดปกติ 4.6 หมื่นล้านบาท
กรณีทักษิณร่ํา รวยผิดปกติ ยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาท - ทักษิณใช้วิธีซิกแซก โอนขายหุ้นชินฯ ไปให้แอมเพิลริชที่จดทะเบียนบนเกาะฟอกเงินถือครองแล้วตนเองก็เข้ามาเป็นนายกฯ อ้างว่าไม่ได้ถือครองหุ้น
สัมปทานแล้ว
ปรากฏตามคํา พิพากษาคดีร่ํา รวยผิดปกติ ระบุว่า ทักษิณอาศัยอํา นาจรัฐเอื้อประโยชน์แก่หุ้นชินฯ โดยมิ
ชอบ 5 กรณี ทํา ให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ ได้แก่ กรณีแปลงค่าสัญญาสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต กรณีสินเชื่อเอกซิมแบงก์ กรณีลดอัตราส่วนแบ่งรายได้โทรศัพท์เคลื่อนที่แบบพรีเพดแก่เอไอเอส กรณีโรมมิ่งเครือข่ายร่วม และกรณีสัมปทานดาวเทียมไอพีสตาร์ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดํา รงตํา แหน่งทางการเมือง จึงพิพากษายึดทรัพย์ฐานร่ํา รวยผิดปกติ ให้ทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดิน 4.6 หมื่นล้านบาทโดยยึดเอาจากเงินจากการขายหุ้นชินฯ มูลค่า 73,000 ล้านบาทที่อายัดไว้
พูดง่ายๆ ว่า ที่ยึดทรัพย์ 4.6 หมื่นล้านบาทนั้นเพราะร่ํารวยผิดปกติ จากการที่ทักษิณใช้อํา นาจรัฐเอื้อประโยชน์แก่หุ้นชินฯของตนเองโดยมิชอบ
ส่วนความผิดทางอาญา ก็แยกเป็นคดีด่างๆ อาทิ ทักษิณถูกศาลฎีกาฯ พิพากษาว่ามีความผิดทางอาญา ต้องจํา คุกจากกรณีต่างๆ ได้แก่ 1.คดีทุจริตปล่อยกู้เอ็กซิมแบงก์จํา คุก 3 ปี 2.คดีหวยบนดินจํา คุก 2 ปี และ 3.คดีแปลงค่าสัมปทานเป็นภาษีสรรพสามิต จํา คุก 5 ปี
กรณีภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา จํานวน 1.76 หมื่นล้านบาท - เหตุจากการขายหุ้นชินฯ นอกตลาดหลักทรัพย์
เกิดเงินได้พึงประเมิน แล้วพยายามหลบเลี่ยง ไม่จ่ายภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา
ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร ได้พิพากษาชี้ขาดแล้วว่า ทักษิณเป็นผู้มีเงินได้พึงประเมิน และต้องรับผิดชําระภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตามการประเมินของสรรพากร
พฤติการณ์ไล่ตั้งแต่ทักษิณขายหุ้นบริษัทชินคอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) แก่บริษัทแอมเพิล ริช
อินเวสท์เม้นท์ จํากัด โดยผ่านตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
หุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) จึงเป็นกรรมสิทธิ์ของบริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จากัด ํ
บริษัทแอมเพิล ริช อินเวสท์เม้นท์ จํากัด ไม่ได้ถือหุ้น บริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) ไว้แทนทักษิณ
เมื่อบริษัทแอมเพิล ริชฯ ขายหุ้นบริษัทชินฯ แก่นายพานทองแท้ และนางสาวพินทองทา นอกตลาดหลักทรัพย์ฯถือได้ว่ามีนิติกรรมการซื้อขายหุ้นโดยชอบ โดยขายหุ้นชินฯ ให้นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทา ในราคาหุ้นละ 1 บาท ขณะที่ราคาในตลาดอยู่ที่ 49.25 บาท
เมื่อเป็นการขายต่ํา กว่าราคาตลาด โดยไม่มีเหตุอันควร นายพานทองแท้และนางสาวพินทองทา ได้รับระโยชน์ และเมื่อนายพานทองแท้และนางสาวพินทองทาถือหุ้นแทนทักษิณ ก็ถือว่าทักษิณเป็นผู้มีเงินได้พึงประเมิน
แล้วในวันเดียวกัน ทั้งคู่ ซึ่งเป็นตัวแทนของนายทักษิณ ก็ขายหุ้นให้กลุ่มเทมาเสกในราคาหุ้นละ 49.25 บาทในตลาดหลักทรัพย์ฯ
จะสังเกตว่า การเรียกเก็บภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากทักษิณ ก็เฉพาะส่วนที่กระทํา โดยนอมินีของทักษิณได้หุ้นจากแอมเพิลริชนี่เอง มิใช่เรียกเก็บภาษีจากเงินขายหุ้นทั้งก้อน 73,000 ล้านบาท
ศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากร ชี้ขาดไว้ว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า การที่โจทก์ปกปิดการถือหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่นจํากัด (มหาชน) ของตนโดยให้บุคคลอื่นรวมถึงนายพานทองแท้ และนางสาวพินทองทาถือหุ้นแทน เพราะโจทก์ประสงค์ที่จะเข้ารับตําแหน่งทางการเมืองที่กฎหมายห้ามมิให้โจทก์ถือหุ้นบริษัทชิน คอร์ปอเรชั่น จํากัด (มหาชน) ซึ่งทําขึ้นเพื่อวัตถุประสงค์ที่ขาดคุณธรรมทางภาษี และไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายภาษีอากรในการจัดเก็บภาษีอากร ส่งผลให้รัฐไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้อย่างถูกต้องและแน่นอนตาม เจตนารมณ์แห่งกฎหมาย ทั้งเป็นธุรกรรมที่ไม่มีเหตุผลทางเศรษฐกิจนอกเหนือจากการหา ประโยชน์อื่นรวมถึงภาษีเงินได้ และเป็นธุรกรรมที่ทาขึ้นเพื่อการอันมิชอบด้วยกฎหมายอย่างร้ายแรง ํ
ภาษีเงินได้จากการหุ้นชินฯ 1.76 หมื่นล้านบาท จึงไม่ซ้ํา ซ้อนกับการยึดทรัพย์ร่ํา รวยผิดปกติ 4.6 หมื่น
ล้านบาท
เงินที่ยึดทรัพย์ไป 4.6 หมื่นล้าน (คืนให้ทักษิณ 3 หมื่นล้าน) คือ เงินที่ร่ํารวยผิดปกติ จากการใช้อํา นาจ
รัฐประโยชน์ให้โดยมิชอบ
ส่วนภาษี 1.7 หมื่นล้านบาท คือ ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา ที่คิดจากเงินได้อันเกิดขึ้นจากการขายหุ้นซิกแซกนอกตลาดหลักทรัพย์ฯ ผ่านนอมินี
อย่างไรก็ตาม เมื่ออดีตนายกฯ ยังใช้สิทธิต่อสู้คดีตามกฎหมาย ต้องรอดูการต่อสู้เฮือกนี้ จะลงเอยอย่างไร
สันติสุข มะโรงศรี
ข่าวที่เกี่ยวข้อง

